Harry Potter Fan Fiction

Title: Paris*Moonlight: Special -4-: Armani for You
By : Dakki
Pairing : Lucius Malfoy/Severus Snape
Style : Yaoi
Category : Romance/Mystery
Rate : PG-13 (This Part)
Disclaimer : ตัวละครทุกตัวที่ปรากฏในฟิคเรื่องนี้นำมาจากเรื่อง Harry Potter ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ J.K.Rowling
Summary : แฮร์รี่ที่มาสืบราชการลับให้กับกระทรวงเวทมนตร์อังกฤษในฐานะมือปราบมาร พบกับมัลฟอยโดยบังเอิญที่นครปารีส แฮร์รี่สงสัยว่ามัลฟอยมาทำอะไรที่นี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ดีใจที่ได้พบเพื่อน(ศัตรู)เก่า ในเวลาต่อมาพวกเขาพบกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆทั้งโดยบังเอิญและโดยตั้งใจ และนั่น...ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง... 
 
 
 
 

 
 
[Fic HP] Paris*Moonlight: Special -4-
Armani for You

 
 
 
“ที่นี่สวยดีนะ” ลูเซียส มัลฟอยปรารภขึ้นหลังจากจัดการออร์เดิร์ฟ Onion Tart เรียบร้อยและกำลังนั่งรอ Main Dish ซึ่งกำลังจะมาเสิร์ฟเป็นลำดับต่อไป เขานั่งอยู่ในร้านอาหารติดกระจกซึ่งมีอยู่มากมายปะปนไปกับร้านขายของที่ระลึกที่เอาไว้ดักเงินนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมคุกบาสติลล์อันเก่าแก่แห่งนี้...

...คุกที่ใช้ขังนักโทษการเมือง และเป็นพยานของการปะทะกันระหว่างชาวเมืองกับพวกระบอบเก่าในวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส...

ตรงข้ามลูเซียส มัลฟอย คือชายสองคนที่นั่งอยู่เคียงข้างกัน คนหนึ่งคือชายวัย 30 ตอนต้น ผมสีน้ำตาลทอง ดวงตาเรียวเล็กเหมือนเหยี่ยว ชื่อว่า ‘บาร์แมน’ อีกคนนั้นอายุอ่อนกว่าลูเซียส มัลฟอยเพียงไม่กี่ปี ผมสีดำเป็นมันประบ่า ดวงตาสีดำเช่นกัน จมูกงองุ้มและริมฝีปากเหยียดเป็นเส้นตรงแสดงถึงนิสัยอันดื้อดึงของเจ้าตัว...

...คนนี้คือ ‘เซเวอร์รัส สเนป’…

“ท่าทางคุณจะชอบสถานที่ที่มีความทรงจำแห่งการฆ่าฟันและความทุกข์ทรมานนะ” สเนปพูดเสียงกระด้าง ทั้งๆที่ตั้งใจจะหยอกอีกฝ่ายเล่น แต่น้ำเสียงของเขา...ไม่ว่าจะในเวลาไหนก็ตาม...ไม่เคยมีความเป็นมิตรเจือปนอยู่อยู่แล้ว

“คงงั้นมั้ง มันคงเป็นรสนิยมส่วนตัวของฉันที่ชอบอะไรที่มันทึบทึมและมืดมน” ลูเซียสไม่ได้แปลเจตนาของสเนปผิดแต่อย่างใด เขาจึงตอบกลับไปบ้างอย่างไม่จริงจังนัก เขาเคยชินกับความแข็งกระด้างของเซเวอร์รัสเสียแล้วและไม่คิดจะถือสาหาความอะไร เซเวอร์รัสก็เป็นของเขาอย่างนี้...ไร้ความสามารถในการแสดงความอ่อนโยนและเป็นมิตรออกมาทางสีหน้า...แววตา...คำพูด...ก็ทุกอย่างนั่นแหละ เป็นคนแข็งๆ ทำอะไรก็ดูซีเรียสจริงจังไปเสียหมดจนใครต่อใครพากันครหาว่าเป็นคน ‘มืดมน’ ไร้อารมณ์ขัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วเซเวอร์รัสก็มีความอ่อนโยนแอบซ่อนอยู่ข้างในเหมือนกัน...

...ไม่ได้แสดงออกมา ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นจะค้นหามันเจอหรือเปล่า...

...ภายใต้เปลือกนอกที่หยาบกระด้างที่เซเวอร์รัสสร้างมันเอาไว้เป็นเกราะป้องกันตัวที่ไม่จำเป็นนี้...

ลูเซียสยกกาแฟคาปูชิโนขึ้นจิบ กวาดสายตามองไปรอบๆร้านอาหารก่อนจะมองเลยผ่านกระจกใสไปยังด้านนอก ท้องฟ้ามืดแล้ว...แน่ล่ะ ก็ขณะนี้มันสี่ทุ่มแล้วนี่นา ย่านนี้ไม่ใช่ย่านช้อปปิ้งที่จะมีร้านแบรนด์เนมต่างๆเรียงรายอยู่เต็มสองฟากถนน แต่ที่นี่เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาที่นี่เพื่อจะมาชมคุกบาสติลล์และศึกษาเรื่องราวอันมืดมนของมัน ดังนั้นร้านค้าแถบนี้จึงมีเพียงร้านขายของที่ระลึกกับร้านอาหาร และเมื่อคุกบาสติลล์ปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อราตรีกาลมาเยือน ร้านขายของที่ระลึกเหล่านั้นก็จะทยอยกันปิดตามไปด้วย

Main dish ของทั้งสามคนมาเสิร์ฟ ลูเซียสสั่ง Tagliatelle Carbonara ส่วนอีกสองคนนั้นสั่งอะไรเขาก็ไม่อาจจำได้เพราะไม่ถนัดภาษาฝรั่งเศสนัก ระหว่างการรับประทานอาหารลูเซียสก็ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของคนทั้งสองไปด้วย การพบปะกันวันนี้ดูท่าจะเป็นไปอย่างสบายๆเหมือนเพื่อนมาพบปะสังสรรค์กันมากกว่าจะเป็นเรื่องงาน

...หรือเขาคิดอย่างงั้นอยู่คนเดียววะ?...

สเนปก็ดูพูดคุยกับเขาดี ถึงแม้จะยังคงความแข็งกระด้างเอาไว้ในทุกถ้อยกระบวนความไม่เปลี่ยนจนเหมือนมันฝังอยู่ในไวยากรณ์ของเขาไปแล้ว ส่วนบาร์แมนพอเขาถามคำหมอนั่นก็ตอบคำ อาจจะเป็นเพราะไม่ได้มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษและอายุห่างกันมากจึงทำให้อีกฝ่ายทั้งเคารพทั้งเกรงกลัวเขาจนไม่กล้าพูดคุยกันอย่างสนิทใจ

การสนทนาในวงเป็นไปอย่างเรื่อยๆ ทั้งๆที่ปกติลูเซียสจะเป็นคนเย็นชาและไม่เป็นมิตร แต่พอมาเจออีกสองคนที่ดูท่าทางจะเย็นชากว่าเขาจึงจำต้องรับบทเป็นคนคลี่คลายความตึงเครียดไปโดยปริยาย...ให้ตายสิ! นี่มันไม่ใช่นิสัยเขาเลยนะ! ปกติเขาจะต้องวางมาดเป็นคนโหดเหี้ยมไร้น้ำจิตน้ำใจเหมือนพวกโรคจิตชอบซาดิสม์มาโซ ให้มาพูดจาอ่อนหวานแบบนี้มันก็เสียภาพพจน์ท่านลูเซียส มัลฟอยหมดน่ะสิวะ!!!

แต่เอาเหอะ ถ้าไม่มีเขาคอยชวนคุยซักคนวงสนทนานี้ต้องทะมึนกว่านี้มากโขแน่ๆ

“ที่ปารีสมีอะไรให้ทำบ้าง?” ลูเซียสเอ่ยถามเรื่อยๆ พยายามคิดคำถามที่ไม่วกเข้าไปสู่เรื่องงาน ระหว่างการรับประทานอาหารแบบนี้ควรจะคุยเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วๆไปก่อน และพอทานเสร็จค่อยเปลี่ยนมาคุยเรื่องเครียดๆก็ยังทัน

“ที่ช้อปปิ้งเยอะ” สเนปเป็นคนตอบ “แต่ไม่ค่อยได้ไปหรอก ส่วนใหญ่เอาแต่หาข้อมูลมากกว่า”

“ทำงานหนักระวังสุขภาพแย่นะ” ลูเซียสเตือน สเนปปรายตามอง

“ก็คุณสั่งมาว่าให้รีบๆหาให้ได้เร็วที่สุดไม่ใช่เรอะ?” น้ำเสียงติดจะเยาะ

“ก็ใช่...แต่ก็นั่นแหละ อย่าหักโหมมากละกัน ถ้าคุณแย่ไปจะให้ฉันเอาลูกน้องมือหนึ่งมาจากไหน?” ลูเซียสเลิกคิ้ว ถามกลับเสียงเย็นชา

แววตาของสเนปแปลความหมายได้ว่ารับรู้และเข้าใจดีถึงจุดประสงค์ของความห่วงใยของลูเซียส...ที่แท้ก็ห่วงเรื่องงานใช่ไหม?

ชายหนุ่มผมดำใช้มีดเถือเนื้อสเต๊กในจานตัวเองด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นกว่าเดิม

“งั้นเดี๋ยวพาฉันไปเดินช้อปปิ้งเล่นหน่อยแล้วกัน จะได้เปิดหูเปิดตา ไม่ค่อยรู้เส้นทางเมืองนี้เท่าไหร่” ลูเซียสเปรย

“ผมไม่ต้องรีบไปทำงานให้คุณต่องั้นเหรอ?” สเนปประชดเสียงกระด้างหนักกว่าเก่า

“งั้นให้บาร์แมนเป็นไกด์ก็ได้ คุณก็ไปทำงานต่อก็แล้วกัน” ลูเซียสไม่มีท่าทีว่าจะใส่ใจแต่อย่างใด เขาหันไปพูดคุยกับบาร์แมน “แล้วคุณเป็นไงบ้าง? อยู่ที่นี่โอเคใช่ไหม?”

“ครับ...” บาร์แมนตอบ เสียงห้วนและกระด้างไม่แพ้สเนปแต่ก็แฝงความยำเกรงอีกฝ่ายอยู่ในที “แต่นี่ใกล้หน้าหนาวแล้ว ผมไม่ค่อยถูกกับอากาศหนาวเท่าไหร่”

“อืม จริงด้วยสินะ หน้าหนาวปารีสอากาศหนาวมาก รักษาสุขภาพกันด้วย...” คนผมทองเปรยตามองมาทางสเนปเป็นนัยว่าประโยคนี้เขากล่าวเผื่อแผ่ถึงคนร่างบางด้วยเหมือนกัน “...ทั้งๆที่เพิ่งจะต้นเดือนตุลาแท้ๆแต่อุณหภูมิก็ต่ำถึงขนาดเป็นเลขตัวเดียวแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ที่นี่กันอีกนานเท่าไหร่...ถ้ามันยังไม่ได้เรื่องอะไรแบบนี้ก็มีสิทธิ์ได้อยู่กันจนถึงคริสต์มาสเลยล่ะ เพราะฉะนั้นก็ระวังกันด้วย...”

“ก็นั่นน่ะสิ งานยังไม่ถึงไหน เพราะฉะนั้นทานอาหารเสร็จแล้วผมคงต้องขอตัวก่อนละกันจะได้ไปค้นคว้าข้อมูลต่อ” สเนปพูดแทรกขึ้นมา

ลูเซียสเลิกคิ้ว “อะไรกันล่ะเซเวอร์รัส? ทำเป็นจริงจังไปได้ เมื่อกี๊ฉันพูดเล่นหรอกน่า วันนี้อนุญาตให้ไม่ต้องทำงานหนึ่งวันแล้วพาฉันไปช้อปปิ้งในปารีส โอเคไหม?”

“ให้บาร์แมนพาไปแล้วกัน!” สเนปพยักพเยิดไปทางชายคนข้างๆอย่างปัดธุระ

“ไปด้วยกันหมดนั่นแหละ!” ลูเซียสชักขึ้นเสียง “นี่คือคำสั่ง!”

พอคนร่างสูงพูดแบบนั้นสเนปจึงไม่มีสิทธิ์ต่อปากต่อคำอะไรอีกต่อไป


อาหารมื้อนั้นจบลงด้วยบรรยากาศที่ทะมึนทึมตั้งแต่ต้นจนจบ ลูเซียสยกผ้าขึ้นเช็ดปาก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ

“เอาล่ะ...งานตอนนี้เป็นไงบ้าง?” ได้เวลาคุยธุระสำคัญที่เป็นจุดประสงค์ของการเดินทางมาปารีสของเขาแล้ว

บาร์แมนเหลือบตามองสเนป และเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไรเขาจึงจำต้องรับหน้าที่แทน

“หนังสือส่วนใหญ่เกี่ยวกับจอกที่น่าจะได้เรื่องเป็นภาษาฝรั่งเศสครับท่าน ดังนั้นจึงยากที่จะทำการค้นหา...ผมอ่านภาษาฝรั่งเศสออกก็จริงแต่ก็ไม่ได้เก่งมาก เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้เวลา...”

“งั้นก็แสดงว่ายังไม่ได้เรื่องอะไร?” ลูเซียสตัดบท ท่าทางเปลี่ยนจากเมื่อครู่เป็นคนละคน พอเข้าเรื่องงานปุ๊บเขาก็มีท่าทีเด็ดขาดจริงจังมากขึ้นทันที

“เอ้อ...ครับ” บาร์แมนรับคำ

“ยังหาเงื่อนงำไม่เจอเลย?” ลูเซียสถามย้ำอีก เสียงเข้มจนน่ากลัว

“ผมทราบรายชื่อของอัศวิน 3 คนสุดท้ายที่ถือจอก...” บาร์แมนพยายามแก้ตัว

ลูเซียสนิ่งเงียบ เขาไม่ถามอะไรบาร์แมนต่อแต่หันไปทางสเนปแทน

“แล้วคุณล่ะเซเวอร์รัส?”

สเนปนั่งนิ่ง “ไม่ได้เงื่อนงำอะไรเพิ่มเติมครับ” ตอบเสียงห้วน

ลูเซียสเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ถึงจะพอรู้คำตอบอยู่แล้วแต่ก็ยังอดขุ่นเคืองไม่ได้...มันจะหายากอะไรกันหนักกันหนาวะ!? เขาส่งทีมของเขามาอยู่ที่นี่เดือนกว่าแล้ว...ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน...แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า...

...ยิ่งปล่อยไว้นาน ไอ้พวกที่รู้ข่าวและต้องการจะแย่งจอกเหมือนกันก็จะยิ่งแห่กันมา และพวกตำรวจของมักเกิ้ลก็จะระแคะระคายด้วย...

...แต่ที่สำคัญคือไอ้พวกกระทรวงเวทมนตร์จะได้กลิ่นอะไรไม่ชอบมาพากลเหมือนกันน่ะสิ...

ลูเซียสถอนหายใจ “แล้วคนอื่นๆเป็นไงบ้าง? เดรโกล่ะ?”

“ทำไมคุณไม่เรียกเขาออกมาล่ะ?” สเนปถามทันควัน

ชายผมทองยักไหล่ “ไม่จำเป็น…” เขาว่า

สเนปยักไหล่บ้าง “สบายดี...ผมเจอเขาบ้างนิดหน่อย แต่ที่พักเราอยู่ไกลกันจึงสะดวกคุยทางไปรษณีย์นกฮูกมากกว่า...” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “...แต่ดูท่าทางเขาจะไม่สนใจทำงานเท่าไหร่เลยนะครับ”

“ปล่อยเขาไปเถอะ ฉันแน่ใจว่าเขาจะมีประโยชน์กับเรา” ลูเซียสว่า “ฉันเบื่อที่นี่แล้ว เรียกคิดเงินดีกว่าแล้วออกไปเดินคุยริมถนนกัน...มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”

////////////////////////////////////////////

ถนน Quai Du Georges Pompidou พลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่ออกมาเดินช้อปปิ้งยามกลางคืน สายลมหนาวพัดมาถึงแล้วและอุณหภูมิก็ลดลงต่ำกว่า 10 องศาไปเรียบร้อยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา แต่ลูเซียสคาดว่ามันอาจจะคงตัวอยู่เช่นนี้ไปนานอีกเป็นเดือน บาร์แมนเดินห่อไหล่กระชับเสื้อคลุมสีน้ำตาลแก่ของเขาให้แนบร่างมากยิ่งขึ้น...แค่นี้ยังหนาวจะตาย แล้วถ้าถึงเวลาที่ฤดูหนาวมาถึงจริงๆเขาจะทนได้อย่างไร? หน้าหนาวของปารีสนับว่าโหดนักสำหรับผู้ที่ไม่เคยชินกับความเหี้ยมของภูมิอากาศ โดยเฉพาะเมื่อหิมะตกลงมาแล้วล่ะก็...

ลูเซียสหันไปมองคนที่เดินอยู่อีกข้าง สเนปดูไม่มีทีท่าว่าจะยี่หระกับอากาศภายนอกซักเท่าไหร่ ชายผมดำเดินเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทสีดำสนิทของตนด้วยท่าทีสบายๆ สายตาสอดส่ายมองร้านรวงต่างๆไปเรื่อย ลูเซียสเลิกคิ้ว...ทั้งๆที่วันนี้เซเวอร์รัสก็ดูปกติดี แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่ามันเหมือนขาดอะไรไปอย่าง...

...อ้อ...

ลูกน้องทั้งสองคนตามใจเมื่อลูเซียสเอ่ยปากว่าอยากเข้าร้านไหน เขาซื้อเสื้อมาได้สองตัว ตัวหนึ่งสำหรับเอาไว้ใส่เองส่วนอีกตัวคิดว่าจะเอาไปฝากเดรโก...

ตีหนึ่งกว่าเมื่อบาร์แมนขอตัวลากลับ ลูเซียสที่เริ่มเมื่อยขาจึงหันมาหาสเนป

“ฉันไปพักที่ห้องของคุณซักครู