[Fic SJ] Umbrella '4'
posted on 09 Jun 2008 02:38 by dakki in UmbrellaxTBCx
Title: Umbrella ‘4’
Author: Dakki
Characters: Super Junior all
Pairings: Si/Han, Ki/Hae, Kang/Teuk, Ye/Ryeo, Hyuk/Cin/Kyu/Min??
Category: Comedy/Romance
Rate: PG-13 (This part)
[Fic SJ] Umbrella ‘4’
“อรุณสวัสดิ์ฮีชอล คังอิน”
เด็กหนุ่มร่างสูงเดินสะบัดร่มสีดำคันใหญ่ที่เปียกปอนด้วยน้ำฝนเข้ามาในห้องเรียนที่เพื่อนรักทั้งสองนั่งอยู่ก่อนแล้ว รอยยิ้มกรุ่มกริ่มประดับอยู่บนใบหน้าหล่อ
เหลาอย่างหุบไม่อยู่เล่นเอาฮีชอลเลิกคิ้วสูงอย่างพิศวงสงสัย
“อารมณ์ดีมาจากไหนไอ้ซิมบ้า?”
ซีวอนหันมาเลิกคิ้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ของตัวเอง ฮีชอลหน้าบูดทันที
“กุถามเมิงดีๆนะไอ้...!”
อาจารย์ประจำชั้นเดินเข้ามาพอดีทำให้ฮีชอลต้องหยุดการต่อล้อต่อเถียงที่เจ้าตัวกำลังจะเริ่ม เสียงเอ่ยทักทายนักเรียนของคุณครูวัยกลางคนดังพอเป็นพิธีก่อน
จะเริ่มต้นเช็คชื่อเป็นรายบุคคล...
ป๊อก!
กระดาษก้อนกลมตกลงบนพื้นข้างๆเก้าอี้ของชเว ซีวอนหลังจากมันกระแทกศีรษะของเจ้าของเก้าอี้ไปเรียบร้อย ซีวอนหันขวับไปมองเพื่อนโต๊ะข้างๆทันทีซึ่งก็
คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากฮีชอลไม่ก็คังอิน เมื่อเห็นคนหน้าสวยถลึงตากลับมาเป็นการขมขู่และยอมรับว่าเป็นฝีมือของตนกลายๆ ซีวอนจึงทำหน้าบูดกลับ
มือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นคลำหัวป้อยๆในขณะที่อีกข้างเอื้อมลงไปหยิบกระดาษก้อนนั้นขึ้นมาคลี่อ่าน
‘...เมื่อวานฉันทำแหวนหาย...’
ซีวอนเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ หันกลับไปหาฮีชอลก็พบว่าเจ้าตัวกำลังชูนิ้วให้เขาดู...ที่นิ้วนางข้างขวาของฮีชอลปกติจะมีแหวนสีเงินวงสวยสวมอยู่เสมอ แต่มา
วันนี้มันหายไป...
ซีวอนก้มลงเขียนอะไรยุกยิกๆลงในกระดาษ หันไปมองอาจารย์ที่หน้าห้องครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่ายังคงยุ่งอยู่กับการเช็คชื่อนักเรียนและไม่มีทีท่าว่าจะสนใจเขาแต่
อย่างใด เด็กหนุ่มร่างสูงจึงปากระดาษกลับไปให้ฮีชอล
‘...ก็ไปซื้อใหม่สิ...’
เป็นคำตอบไร้เยื่อใยที่คนหน้าสวยอ่านได้จากกระดาษ ฮีชอลทำหน้าเบ้กว่าเดิมก่อนจะเขียนบางอย่างเพิ่มลงไป...
ป๊อก!!
เป็นอีกครั้งที่ซีวอนโดนปาหัวด้วยกระดาษ คราวนี้เขาไม่ได้หันไปมองว่าใครแต่กลับก้มลงหยิบมันขึ้นมาอย่างว่าง่าย...
‘...แหวนวงนั้นมันแพงนะโว้ย! นี่ไม่คิดจะแสดงความสงสารกันบ้างเลยหรือไง!!??’
ซีวอนอ่านประโยคสุดท้ายแล้วก็นึกละเหี่ยใจ ฮีชอลก็แบบนี้เป็นประจำ ขี้โวยวายบวกกับชอบเรียกร้องความสนใจโดยเฉพาะจากเขา แหวนวงนั้นมันแพงก็จริงอยู่
ซีวอนพอจำได้เพราะเขาเป็นคนไปซื้อกับฮีชอล แต่มันก็เป็นแค่เครื่องประดับของวัยรุ่นธรรมดาๆ ไม่ได้หรูหราขนาดทำมาจากทองคำขาวหรือมีความหมาย
พิเศษอะไรเสียเมื่อไหร่...
...แต่ในเมื่อฮีชอลเป็นแบบนี้ ถ้าหากเขาไม่ตอบตามใจคนสวยเสียหน่อยหมอนั่นก็คงไม่เลิกโวยวายง่ายๆ กระดาษที่ซีวอนส่งตอบกลับไปจึงมีข้อความว่า...
‘เสียใจด้วย แล้วมันหายได้ยังไงล่ะ?’
ป๊อก!!!
ยังไม่ทันจะทิ้งช่วงให้หายใจ กระดาษก้อนใหม่ก็ถูกปามาโดนศีรษะทุยๆของซิมบ้า ซีวอนถลึงตาหันไปมองฮีชอล ก็พบว่าเจ้าตัวกำลังง่วนอ่านกระดาษที่เขาเพิ่ง
ส่งตอบกลับไปอยู่...
...แล้วถ้างั้นจะเป็นใครเสียอีกที่บังอาจปากระดาษใส่หัวคนหล่ออย่างเขาถ้าไม่ใช่...
ซีวอนหันขวับไปหาคังอินเป็นเป้าหมายต่อไป แล้วก็พบว่าเด็กหนุ่มร่างใหญ่กำลังพยักเพยิดมาที่กระดาษก้อนกลมที่ตกอยู่ตรงปลายเท้าของซีวอน ไม่ต้องเอ่ย
อะไรเด็กหนุ่มร่างสูงก็รู้ว่าคังอินคือตัวการแน่ๆ เขาทำตาขวางก่อนจะก้มลงหยิบมันขึ้นมาคลี่ดู...
‘พวกเมิงสองคนเล่นอะไรกันอยู่ได้วะ!!?? สนใจกุกันบ้างซี่! เมื่อวานมอเตอร์ไซค์กุล้มนะโว้ยยยย!!!’
ซีวอนหันไปมองเจ้าตัวพลางเลิกคิ้วสูงอย่างไม่ค่อยจะเชื่อถ้อยคำในกระดาษเพราะคังอินก็ดูปกติดี เด็กหนุ่มร่างหนาจึงจัดการยกแขนข้างที่มีผ้าพันแผลติดไว้
ให้ดูเป็นหลักฐาน ซีวอนแม้จะยังมีสีหน้าไม่ค่อยเชื่อแต่ก็พยักเพยิดเป็นเชิงว่ารับรู้ไปแกนๆ หันหน้ากลับมาที่โต๊ะตัวเองอีกทีเพื่อจะเขียนกระดาษตอบคังอิน
แต่ทว่า...
“ชเว ซีวอน ครูเห็นเธอนั่งส่งกระดาษอะไรอยู่ตั้งนานแล้ว อยากออกไปส่งข้างนอกห้องมั้ย?”
...T^T…
/////////////////////////////////////
...ฝนตกอีกแล้ว...
...เป็นวันธรรมดาอีกวันหนึ่งที่ใครต่อใครจะเห็นเยซองเดินตัวเปียกมาโรงเรียน แม้วันนี้จะไม่มากเท่าไหร่เพราะสายฝนเพิ่งจะเริ่มเทลงมาตอนที่เขาเดินมา
จะถึงหน้าประตูโรงเรียนอยู่แล้ว เสื้อมีฮู้ดที่เขาใส่มาด้วยจึงช่วยไว้ได้มาก เยซองเดินมานั่งที่ของเขาก่อนจะจัดการถอดเสื้อตัวนอกที่เปียกปอนออกตากไว้กับ
เก้าอี้ วันนี้เขามาถึงก่อนเวลาเข้าเรียนเพราะฉะนั้นก็คงจะไม่มีปัญหากับครูเหมือนเมื่อวาน
เรียวอุคเห็นเยซองตั้งแต่เด็กหนุ่มหน้ากลมเดินเข้าประตูโรงเรียนมาแล้วด้วยความที่โต๊ะของเขาตั้งอยู่ชิดริมหน้าต่าง เด็กหนุ่มร่างบางถอนหายใจ ไม่ว่ายังไงก็
ดูเหมือนเยซองจะไม่ยอมใช้ร่ม ร่มสีดำคันใหญ่ที่เด็กหนุ่มทิ้งเอาไว้เมื่อวานบัดนี้นอนอยู่ในกระเป๋าของเรียวอุค และเจ้าตัวก็กำลังคลำมันอย่างคิดไม่ตกว่าจะ
ทำอย่างไรกับมันดี...
“คิดอะไรอยู่เรียวอุค?”
ซองมินที่นั่งอยู่ข้างๆชะโงกหน้ามาถามเมื่อเห็นเพื่อนรักนั่งเหม่อไปไกล เรียวอุคสะดุ้ง “อะ...หา!? เปล่า”
แต่คำตอบนั่นก็เล่นเอาซองมินเลิกคิ้วหนัก
“นั่งเหม่ออะไรอยู่ได้นายน่ะ มีอะไรกวนพระทัยหรือไง?”
“เปล่าๆ” เรียวอุคปฏิเสธเป็นพัลวัน “ฉันแค่คิดเรื่องเย็นนี้นิดหน่อยน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
“เย็นนี้เหรอ?” ซองมินหางกระดิกทันที “นายมีแพลนอะไรหรือยัง? ถ้าไม่มีเราเสด็จไปเสวยไอติมที่ร้านข้างๆร้านกาแฟกันไหม? ฉันอยากเสวยไอศกรีม
สตอว์เบอร์รี่สีชมพูวู้วฮูว ไม่ได้เสวยมาเป็นอาทิตย์แล้ว”
“แต่พยากรณ์อากาศบอกว่าตอนเย็นฝนจะตกหนักมากนะซองมิน” เรียวอุคแย้ง “เปลี่ยนไปเป็นพรุ่งนี้เถอะ”
“พรุ่งนี้ฝนมันก็ตกอีกแหละน่า!” ซองมินท้วง “เสด็จวันไหนมันก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เสด็จไปวันนี้ซะเลยสิอิอั๊ง~”
“เอ้อ...แต่...” เรียวอุคดูอ้ำอึ้ง
“ทำไมล่ะ? หรือนายมีแพลนอย่างอื่นแล้ว?”
“เอ้อ...ก็...ทำนองนั้น...” เรียวอุคพูดเสียงเบา
“อ่าวเหรอ? บอกฉันแต่แรกก็หมดเรื่อง!”
//////////////////////////////////
“วันนี้ไอ้คยูไม่มาโรงเรียนอีกแล้ว”
ทงเฮที่นั่งเท้าคางมองออกไปยังสายฝนที่โปรยปรายไม่หยุดนอกหน้าต่างปรารภขึ้น
“เมื่อวานกุโทรไปหามัน แม่มันรับสายบอกว่ามันไม่สบายมาก” ฮยอกแจบอก
“เหรอ? คงเพราะโดนฝนเมื่อวานสินะ แย่จังเลย” ทงเฮทำหน้ายู่
“ก็เพราะเมิงน่ะแหละลากมันไปเกมเซ็นเตอร์น่ะ!” ฮยอกแจแหวทันที
“กุเนี่ยนะลากมันไปเกมเซ็นเตอร์!?” ทงเฮสวนเสียงสูง “มันเสนอตัวจะไปเองมากกว่า! ถึงกุไม่พูดมันก็ไปของมันเองอยู่แล้วล่ะ ไอ้คยูมันติดเกมซะขนาดนั้น!
คนที่กุลากไปคือเมิงต่างหากเว้ยไม่ใช่มัน!!!”
“เออ แล้วตกลงเรื่องร่มของนายคิม คิบอมเนี่ย...ไหนบอกว่าเสนียดนักหนาไง? วันนี้เมิงก็ยังเอามาใช้อยู่ดีไม่ใช่เรอะ!?” ฮยอกแจพยักเพยิดไปยังร่มสี
น้ำเงินลายทางที่ยังคงมีชื่อ ‘คิม คิบอม’ เขียนอยู่ซึ่งทงเฮวางตากเอาไว้หลังห้อง ทงเฮทำหน้ายู่อย่างไม่สบอารมณ์ขั้นแมกซ์ก่อนจะโวยลั่น
“ก็กุไม่มีเงินซื้อคันใหม่นี่หว่า!!!”
//////////////////////////////////////////
“ไอ้อ้วนคังอิน!” ฮีชอลเรียกเพื่อนด้วย adjective แสนไพเราะที่เจ้าตัวเติมให้ข้างหน้าชื่อ “แล้วนี่เมิงจะกลับบ้านยังไง? ขาเดี้ยงขนาดนี้เนี่ย!” หลังจาก
ผ่านมาทั้งวันจนทั้งฮีชอลและซีวอนได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานจากปากคังอินแล้ว เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนก็เกิดคำถามขึ้นในใจของทั้งสองว่าจะทำ
อย่างไรกับมันดี
“กุไม่เดินไปส่งเมิงที่บ้านหรอกนะ! ตัวหนักขนาดนี้!” ฮีชอลรีบพูดดักทันที
“โอ้โห กุละซาบซึ้งใจยิ่งนัก เมิงช่างเป็นเพื่อนแท้ของกุซะเหลือเกินนะไอ้ฮีชอล!!!” คังอินว่าพลางพยายามลองขยับตัวดูว่าจะสามารถลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของ
ตัวเองได้หรือเปล่า...มันก็ได้อยู่หรอกนะ แต่ถ้าจะให้เขาเดินกลับบ้านในสภาพแบบนี้ด้วยระยะทางไกลขนาดนั้น...วันนี้คงได้ถึงบ้านเที่ยงคืนเป็นแน่!!!
...แต่เดี๋ยวก่อน...ใครบอกว่าเขาจะต้องเดินกลับบ้านคนเดียวล่ะ?...
“ไม่เป็นไรหรอก...” คังอินเอ่ยต่อ “...เดี๋ยวกุก็มีคนมารับ” พูดจบก็ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีชัย
“อ้อ เด็กโรงเรียนจูมงคนเมื่อเช้าน่ะเหรอ?” ฮีชอลถาม
“หืม? ใคร?” ซีวอนทำหน้าเลิกลั่กไม่รู้เรื่อง
“ก็คนที่ทำร่มหลุดมือจนทำมอเตอร์ไซค์มันล้มเมื่อวานน่ะแหละ เมื่อเช้าเขาเดินมาส่งมันถึงห้องเรียนเลยนะเว้ย” ฮีชอลฟ้องซีวอนทันควัน
“ของมันแน่” คังอินยักไหล่สำทับอย่างภาคภูมิใจ
“แล้วยังไง? เดี๋ยวเขาจะเดินมารับเมิงที่นี่เหรอ?” ซีวอนถาม
“ก็อย่างงั้นแหละ” คังอินยักไหล่ด้วยท่วงท่าภูมิใจเช่นเดิม
“เออดี ไม่เป็นภาระพวกกุ” เหมือนซีวอนจะรอคำตอบนั้นมานาน ร่างสูงลุกขึ้นยืนสะพายกระเป๋านักเรียน หยิบร่มสีดำคันเก่งของตนออกมาด้วยท่าทีเตรียม
พร้อมจะกลับบ้าน
“หะ...หา? นี่เมิงจะทิ้งกุไว้งี้เหรอ!?” คังอินทำหน้าเหรอหรา
“ก็เมิงมีคนมารับแล้วนี่” ซีวอนว่า “อีกอย่าง...วันนี้กุมีธุระ”
“ธุระอะไรของเมิงวะไอ้ซิมบ้า?” ฮีชอลเลิกคิ้วถาม “ฝนตกแบบนี้น่ะนะ?”
“เออน่า” เด็กหนุ่มร่างสูงตัดบท ฮีชอลชักสีหน้าไม่พอใจ
“มีอะไรไม่บอกพวกกุอีกแล้วนะ!” คนหน้าสวยโวยวาย “ชอบทำอะไรมีความลับนักนะไอ้ซีวอน!!!”
/////////////////////////////////////
เสียงกริ่งเลิกเรียนของโรงเรียนจูมงดังขึ้นเป็นดั่งเสียงสวรรค์ที่อนุญาตให้เด็กๆลุกขึ้นเก็บกระเป๋ากลับบ้าน เย็นนี้ฝนตกหนักอีกเช่นเคยเหมือนที่พยากรณ์
อากาศบอกไว้ เรียวอุคเก็บของอย่างเชื่องช้าจนซองมินขี้เกียจรอจึงขอตัวกลับก่อน ซึ่งคนร่างเล็กก็ไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้วเพราะนั่นแหละคือสิ่งที่เขาต้องการ...
เยซองเป็นบุคคลเกือบสุดท้ายที่อยู่ในห้องอีกเช่นเคยยามเลิกเรียนเช่นนี้ บ่อยครั้งที่เรียวอุคเหลือบมองไปทาง ‘คนพิลึก’ ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหลังห้องโดยพยายามไม่
ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ความจริงเขาเก็บของเสร็จตั้งนานแล้ว ที่ยังไม่ไปก็เพราะกำลังรอโอกาสดีๆอยู่นี่แหละ...
...จนในที่สุดก็เหลือเรียวอุคกับเยซองเพียงสองคนในห้อง เด็กหนุ่มหน้ากลมยังคงนั่งเอ้อระเหยเก็บของอย่างพิถีพิถันราวกับจะยื้อเวลาเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับ
บ้านให้นานที่สุด ภายนอกหน้าต่างสายฝนสาดกระหน่ำราวฟ้ารั่วผสมผสานกับเสียงฟ้าร้องครืนเป็นครั้งคราว เรียวอุคหันมองซ้ายขวา เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่
ในห้องแล้วจึงลุกขึ้นด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่พยายามสร้างให้กับตัวเองมาตั้งแต่เช้า มือขวากำร่มสีฟ้าครามของตัวเองไว้แน่นแล้วเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะที่เย
ซองนั่งอยู่...
...ก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่ได้เอ่ยอะไรสักคำ...
...แต่ร่มสีครามคันนั้นกลับถูกวางเอาไว้บนโต๊ะข้างๆเยซองอย่างจงใจ...
...เรียวอุคไม่ได้หยุดรอหรือคิดจะอยู่ดูว่าเยซองจะเอาร่มคันนั้นไปใช้หรือไม่ แต่เขาแน่ใจว่าเยซองเห็นเมื่อเขาวางร่มคันนั้นไว้ให้...มั่นใจว่าเห็นแววตาสงสัย
ที่มองมาเมื่อไม่เข้าใจการกระทำของเขาด้วยซ้ำ...แต่เยซองเป็นเพียงนักเรียนคนเดียวที่เหลืออยู่ในห้อง เพราะฉะนั้นร่มที่ถูกทิ้งไว้คันนั้นจะมีความหมาย
อะไรได้นอกจากจงใจทิ้งเอาไว้ให้เขา และยิ่งวางเอาไว้บนโต๊ะที่ติดกับโต๊ะของเด็กหนุ่มร่างสูงแบบนี้...
...เรียวอุคก็ได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้เช้าเมื่อเขากลับมา...เขาจะไม่พบมันวางอยู่ที่เดิม...
///////////////////////////////////////
“เมิงจาปายหนายว้าลีถึก!?”
คำถามของฮันกยองทำเอาลีทึกถอนหายใจ คนหน้าสวยกำลังเก็บกระเป๋านักเรียนของตนอยู่แต่ก็พยายามทำมันอย่างเชื่องช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไปรับคนที่กุไปส่งแม่งที่ห้องเรียนเมื่อเช้าน่ะเซ่!!!” จบประโยคก็กระแทกกระเป๋าอย่างไม่สบอารมณ์ “กุแค่ทำร่มหลุดมือแค่นั้นแหละ ใช้กุซะคุ้มเชียว! ฝน
ตกอย่างกับฟ้ารั่วแต่กุต้องไปรับมัน ตัวก็ใหญ่กุก็ต้องพยุงแม่งกลับบ้าน นอกจากนั้นวันนี้กุคงต้องไปเอารถมอ’ไซค์ของมันไปซ่อมให้ด้วยเพราะมันเอาไปเองไม่
ได้ แม่ง!!!” ลีทึกแทบจะกรีดร้องลั่นห้อง “เพราะฉะนั้นเนี่ย วันนี้กุคงไปไหนกับเมิงไม่ได้นะไอ้ฮัน กลับบ้านดีๆก็แล้วกัน”
“กุยางม่ายรู้จากลับยางงายเลยเนี่ย ห่าแม๊งงง!!! ล่มกุก็หายอีก แล้วดูฝนข้างนอกน่านเซ่!!!” พยักเพยิดไปทางห่าฝนนอกหน้าต่างที่ไม่มีทีท่าว่าจะซาง่ายๆ ลี
ทึกส่ายหน้าอย่างไม่รู้จะช่วยยังไง
“แล้วเมื่อเช้าเมิงมายังไงล่ะ?” ถามไปอย่างงั้นแต่คำถามนั่นเล่นเอาฮันกยองสะอึกไปทันควัน
“เอ้อ...”
“หืม?” ลีทึกเลิกคิ้ว ประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นฮันกยองอ้ำอึ้งไปแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก คนหน้าสวยก้มลงเก็บกระเป๋านักเรียนต่อพลางเอ่ย “เมิงออกไปหน้า
โรงเรียนกับกุก็ได้นะ กุต้องเดินไปทางโรงเรียนโซดองโย แถวนั้นมีร้านขายของคงจะมีร่มขายแหละน่า”
“เออโอเค” ฮันกยองรีบตกลง
สายฝนยังคงตกหนักเมื่อฮันกยองติดร่มลีทึกเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียน เหล่าเด็กนักเรียนถือร่มหลากสีต่างทยอยกันเดินออกสู่ท้องถนนอย่างเร่งรีบจะกลับ
ให้ถึงบ้านหรือที่หลบฝนใดๆก็ตามให้เร็วที่สุด เมื่อถึงหัวมุมเลี้ยว อยู่ๆลีทึกก็หยุดกึก
“เฮ้ย! หยุดทำมาย? มีอารายว้า?” ฮันกยองที่เดินเลยเงาร่มออกไปเปียกฝนเป็นที่เรียบร้อยรีบกระเด้งตัวกลับมายืนใต้ร่มของลีทึก
“ซีวอนมาทำอะไรที่นี่น่ะ?”
“เหมือนเขายืนรอใครอยู่เลยนะเธอ”
“จริงเหรอ!? ใครน่ะที่โชคดีขนาดนั้น? เด็กโรงเรียนเราเหรอ?”
“ก็คงงั้นแหละ ไม่งั้นเขาจะมายืนรอหน้าโรงเรียนจูมงไหมล่ะ!?”
“เขาดูดีจริงๆเลยนะเธอ!!!”
เสียงสาวๆรอบกายดังขึ้นระงมอย่างตื่นเต้นและนี่ก็คือสิ่งที่ฮันกยองจับความได้ หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น...’ซีวอน’ งั้นเหรอ?
สายตาของเด็กหนุ่มชาวจีนกวาดช้าๆมองไปข้างหน้าด้วยหวังว่าจะสะดุดตากับใบหน้าหล่อเหลานั่นในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง ไม่ได้อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองเลย
สักนิด แต่เขาก็คิดเหตุผลอื่นไม่ออกว่าชเว ซีวอนจะมายืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนจูมงภายใต้สายฝนกระหน่ำยามเลิกเรียนแบบนี้ทำไมถ้าไม่ใช่มารอใครบางคน
แบบที่เด็กนักเรียนหญิงพวกนั้นเดา...
...และใครบางคนคนนั้นคือใครกัน?...ทั้งๆที่ไม่ได้อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองแท้ๆ...
...แต่ทำไมหัวใจของเขาถึงได้พองโตขนาดนี้เมื่อสายตาพานไปประสานกับสายตาคมของซีวอนที่มองมาที่เขาอยู่ก่อนแล้ว?...
“เฮ้! นายว่าซีวอนมาทำอะไรแถวนี้?” ลีทึกกระซิบถามฮันกยอง สายตายังคงไม่ละไปจากเด็กหนุ่มร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาที่ยืนอยู่ห่างจากพวกเขาไปไม่ไกลนัก
ฮันกยองไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ลีทึกประหลาดใจได้มากเท่ากับที่พบว่าซีวอนขยับกายแล้วเดินตรงมาทางพวกเขาอย่างแน่วแน่...
...ก่อนจะมาหยุดยืนตรงหน้าฮันกยอง...
ลีทึกกับฮันกยองยืนนิ่งงันและเงียบกริบ เช่นเดียวกับบรรยากาศรอบตัวที่ตอนนี้เด็กนักเรียนทุกคนดูเหมือนจะจงใจหุบปากสนิทพร้อมๆกัน
“ในเมื่อคุณไม่มีร่ม...” ซีวอนพูดขัดความเงียบขึ้นมา “...ให้ผมไปส่งที่บ้านให้ไหมครับฮันกยอง?”
ลีทึกอ้าปากค้าง หันมามองเพื่อนตัวเองด้วยสายตาทึ่งๆ และเมื่อพบว่าฮันกยองมีทีท่าอ้ำอึ้งเหมือนอยู่ๆก็มีใครเอาหมั่นโถวมาอุดปาก ลีทึกจึงจัดการตัดบทให้
“ถ้างั้น ฉันไปก่อนนะ”
สั้นๆง่ายๆได้ใจความ แล้วก็รีบชิ่งทิ้งฮันกยองเอาไว้ตรงนั้นเสียเลย
“เอ้อ...”
หลังจากลีทึกจากไปเร็วปานสายฟ้าแลบ เด็กหนุ่มชาวจีนก็ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะพูดเป็นภาษาคนได้ ซีวอนกลั้นยิ้มขณะถือร่มสีดำคันใหญ่บังสายฝนให้กับพวก
เขาทั้งสองคน
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ บ้านผมไปทางเดียวกับคุณ...”
ฮันกยองเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายพลางเลิกคิ้วสูงอย่างไม่เข้าใจ...แล้วซีวอนรู้ได้อย่างไรว่าบ้านเขาไปทางไหน?...
...แต่คำถามนั่นก็ไม่ได้หลุดออกมาจากปากของฮันกยอง...
////////////////////////////////////
“ทงเฮ...” เสียงของฮยอกแจดังฝ่าสายฝนที่เทกระหน่ำ “...แน่ใจเหรอว่าจะกลับไปที่เกมเซ็นเตอร์น่ะ?”
“กุแน่ใจล้านเปอร์เซ็นต์!!!” คนหน้าหวานพูดอย่างแน่วแน่ขณะก้าวไปตามถนนโดยมีร่มของนายคิม คิบอมทำหน้าที่กันเปียกให้ “ไอ้คิบอมนั่นต้องอยู่ที่ร้าน
เกมแน่ กุจะดวลกับมันจนกว่ากุจะชนะ และเมื่อกุชนะ กุจะเอาร่มของกุคืน!!!”
To be continued