[Fic SJ] Umbrella '5'
posted on 09 Jun 2008 02:42 by dakki in UmbrellaxTBCx
Title: Umbrella ‘5’
Author: Dakki
Characters: Super Junior all
Pairings: Si/Han, Ki/Hae, Kang/Teuk, Ye/Ryeo, Hyuk/Cin/Kyu/Min??
Category: Comedy/Romance
Rate: PG-13 (This part)
[Fic SJ] Umbrella ‘5’
“คิม คิบอม!”
เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อเลิกคิ้วสูงหันมามองทางต้นเสียง เด็กหนุ่มหน้าหวานที่เรียกชื่อเขาอย่างกระด้างและหาเรื่องบัดนี้ยืนเท้าเอวอยู่ข้างตู้เกมที่คิบอมกำลังเล่น
อย่างสบายๆ
...อ้อ...ไอ้เด็กคนเมื่อวานนี่เอง...
เหลือบมองด้วยหางตาก่อนจะหันไปสนใจตู้เกมตรงหน้าต่อ
“What’s up?” ส่งเสียงถามเป็นภาษาอังกฤษอย่างเย็นชา
ทงเฮเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ใบหน้าที่เปลี่ยนจากหวานเป็นงอง้ำมาตั้งนานแล้วบัดนี้หงิกกว่าเดิม
“มาแข่งกันหน่อยไหม?”
คิบอมเลิกคิ้วสูงกว่าเดิมอย่างประหลาดใจในคำท้าที่ได้ยิน ก่อนจะหันมามองผู้ท้าชิงเต็มสองตาตี่ๆด้วยแววดูถูกอยู่ในที
“เอางั้นก็ได้...just choose game ที่ you want”
ภาษาอังกฤษปนเกาหลีไม่ทำให้ทงเฮประหลาดใจอีกต่อไป...ถึงเขาจะแปลมันไม่ออกเลยก็เถอะ ทงเฮเดินอ้อมตู้ของคิบอมไปนั่งลงหน้าตู้เกมข้างๆที่ว่างอยู่
อย่างวางท่า หยอดเหรียญลงตู้โดยไม่พูดพล่ามทำเพลงก่อนจะหันมาถามเด็กหนุ่มหน้ากลมเสียงเย็น
“พร้อมหรือยัง?”
//////////////////////////////////
“แค่สีถลอกกับโครงบุบนิดหน่อย ซ่อมสองวันก็ได้แล้ว”
พนักงานในอู่ซ่อมรถบอกกับลีทึกอย่างมั่นใจ คนหน้าสวยพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงรับรู้พลางชายตามองไปยังจักรยานยนต์คันนั้น ก่อนจะเหลือบไปทาง(ไอ้หมี
อ้วน)คังอินที่นั่งมองนู่นมองนี่อย่างเพลิดเพลินใจอยู่บนม้านั่งสำหรับลูกค้า...ความจริงเขาไม่มีความรู้เรื่องรถมอเตอร์ไซค์เลยและอันที่จริงมันก็ดูไม่ได้เสีย
หายอะไรมากนัก แต่ตามคำบัญชาและเพื่อความสบายใจของ(ไอ้หมีอ้วน)คังอิน ลีทึกจึงต้องนำมันมาที่อู่ซ่อมและจัดการจ่ายค่าซ่อมแซมให้...
...ทั้งหมดนี่มันเป็นความผิดของเขาเหรอเนี่ย!!?? (เออ)
...แต่เอาเถอะ ค่าซ่อมคงไม่เท่าไหร่ จัดการจ่ายๆไปแล้วเรื่องมันจะได้จบสักที...
“ค่าซ่อม 4 หมื่นวอน รบกวนจ่ายตอนนี้เลยนะครับ” พนักงานพูดขึ้นพลางเดินนำไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน ลีทึกอ้าปากค้าง
...สะ...สี่หมื่นวอน...
...ละ...แล้ววันที่เหลือในอาทิตย์นี้คนสวยจะกินอะไรเป็นอาหารกันล่ะ!!?? T^T
ไหนบอกว่าซ่อมนิดเดียวไงว๊า!!!??
เงินในกระเป๋าลีทึกเกือบไม่พอจ่ายค่าซ่อม...แต่มันก็แค่ ‘เกือบ’ ละนะ หลังจากจ่ายเงินและรับใบเสร็จมานางฟ้าก็นิ่งเงียบไปในพริบตา เขาเดินกลับมาหาคัง
อินที่นั่งรออยู่ด้วยท่าทีสบายใจจนน่าหมั่นไส้
“กลับบ้าน!”
ขึ้นเสียงใส่คนเจ็บอย่างกระด้าง คังอินมองตอบกลับมาอย่างลอยหน้าลอยตา
“จ่ายเงินเสร็จแล้วเหรอจ๊ะ?” ถามกวนตีนอีกด้วย ลีทึกกัดฟันกรอด
“เออ!” กระแทกเสียงอย่างหงุดหงิด
“ต้องมาเอามอ’ไซค์วันไหน?” คังอินถามต่อ
“เค้าบอกว่าสองวัน” สายตาของคังอินเงยหน้ามองเพดานขณะนับเลข...วันนี้วันพุธ...บวก 2 วันก็เป็น...วันอะไรน๊า???...
“มาเอาวันศุกร์เว้ย!!!” หลังจากรอมันสักพักลีทึกก็เฉลยให้อย่างจนใจ
ลีทึกต้องเป็นคนแบกคังอินกลับบ้านอีกตามเคย แต่หลังจากเดินไปๆกลับๆมาสองครั้งระยะทางไปบ้านคังอินก็ดูสั้นขึ้นอย่างน่าประหลาดคงเป็นเพราะมันชักคุ้น
ตา คราวนี้ลีทึกไม่ได้บ่นเรื่องที่ต้องแบกคนตัวหนักกว่าตนเกือบสองเท่ามาส่งบ้านแต่อย่างใด เมื่อมาถึงหน้าประตูเรียบร้อย คนสวยก็ชิงพูดตัดหน้าคังอินขึ้นมา
เมื่อเห็นอีกฝ่ายตั้งท่าจะขยับปาก
“พรุ่งนี้ตอนเช้าเวลาเดิมใช่ไหม? ฉันรู้แล้วน่า!” น้ำเสียงยังคงกระด้าง คังอินกระพริบตาปริบๆ
“เปล่านี่ ฉันจะบอกว่าขอบคุณต่างหาก” แก้อย่างงงๆ ลีทึกเงยหน้ามองอย่างประหลาดใจในคำขอบคุณนั่นเช่นเดียวกัน
“...อ้อเหรอ?”
“อืม...ขอบคุณที่มาส่ง” คังอินยิ้มให้อย่างจริงใจ เล่นเอาหัวใจของลีทึกกระตุกไป แต่ยังไม่ทันไร... “ส่วนพรุ่งนี้ก็...เวลาเดิมนะคนสวย”
รอยยิ้มของคังอินกลายเป็นรอยยิ้มปีศาจในพริบตา ลีทึกที่กำลังเริ่มจะคิดว่าหมอนี่มันก็ไม่ได้ใจดำอย่างที่คาดรีบดึงความคิดตัวเองกลับมาอยู่ ณ จุดเดิมทันที
“เออ!!!”
/////////////////////////////////////
“โห่ แพ้อีกแล้ว”
“โธ่เอ๊ยไม่สนุกเลย กลับบ้านกันเถอะเธอ”
“แต่ฉันอยากดูอีกนี่ เดี๋ยวทงเฮก็ท้าคิบอมแข่งเกมอีกอื่นอีกนะ”
“ปล่อยเขาไปเถอะน่า จะเล่นกี่ตาๆยังไงทงเฮก็แพ้อยู่ดีนั่นล่ะ!!!”
เสียงโห่ของคนรอบข้างดังกลบความคิดในสมองของทงเฮไปจนหมด...แพ้...เขาแพ้อีกแล้ว...หลังจากท้าคิบอมแข่งเกมต่างๆมากี่เกมก็มากเกินจะนับ ผล
การชนะของเขาก็ยังคงเป็นศูนย์...ไข่...โบ๋เบ๋ว่างเปล่าเหมือนกับตอนแรกที่เขาก้าวขาเข้ามาไม่มีผิดเพี้ยน...
...นี่เขาจะชนะหมอนั่นสักตาไม่ได้หรือไง?...
“จะ play เกมอื่นอีกไหม?” คิบอมหันมาถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทงเฮเม้มปาก
“เฮ้ยทงเฮ! กลับบ้านเหอะ ถือว่ากุขอร้อง นี่มันสามทุ่มกว่าแล้ว วันนี้พอแค่นี้เหอะทงเฮ” ฮยอกแจที่เคียงข้างเพื่อนไม่ห่างเริ่มเว้าวอน ทงเฮหันไปมองหน้า
คิบอม
“งั้น...วันนี้พอแค่นี้ก็ได้...” ต้องใช้ความพยายามกว่าจะพูดออกมาได้เต็มเสียงและหนักแน่นอย่างที่ตัวเองหวัง ทงเฮลุกขึ้นท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้ชม
รอบๆที่ติดตามดูศึกชิงเจ้าแห่งเกมเซ็นเตอร์อย่างใจจดใจจ่อ แต่ครั้งนี้คนอื่นๆพูดว่าอะไร...ทงเฮไม่ได้ฟัง...มือเล็กยื่นออกไปข้างหน้า ขอเชคแฮนด์กับคู่
ต่อสู้อย่างผู้มีน้ำใจนักกีฬา คิบอมมองมือนั่นอย่างงงๆในตอนแรก แต่ก็ยื่นมือตัวเองมาจับเขย่าอย่างรับน้ำใจเช่นกัน ทงเฮไม่ได้ยิ้มให้อีกฝ่าย แต่กลับเอ่ยเสียง
หนักที่ดังพอจะให้ทุกคนที่ยืนมุงอยู่รอบๆพวกเขาได้ยิน
“...ไว้พรุ่งนี้เราเจอกัน...”
//////////////////////////////////////
สายฝนยังคงไม่ปราณีใครเหมือนเคย ขนาดเรียวอุคออกจากบ้านเช้ากว่าปกติเขาก็ยังมาถึงโรงเรียนช้ากว่าที่ตั้งใจไว้เพราะสายฝนกระหน่ำทำให้เดินทางลำบาก
แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเขามาถึงห้องเรียน จำนวนนักเรียนในห้องก็ยังจัดว่าน้อยมากเพราะอีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเข้าเรียน...
...สายตาของเรียวอุคตวัดไปยังโต๊ะเรียนข้างๆโต๊ะของเยซองเป็นอันดับแรก...
...มันว่างเปล่า...
หัวใจของคนร่างเล็กเต้นรัวเป็นตีกลอง...ร่มสีครามที่เขาวางไว้เมื่อวานมันหายไป...นี่หมายความว่าเยซองหยิบมันไปหรือเปล่า? หรือจะเป็นใครคนอื่น
กัน?...
ดวงตาคู่สวยตวัดมองต่อไปยังโต๊ะของเยซอง...มันว่างเปล่าเช่นเดียวกัน มือเล็กลองควานค้นสำรวจดูเก๊ะใต้โต๊ะ แต่ก็ไม่พบอะไรที่พอจะดูเหมือนเป็นร่มของ
เขา ตอนนี้หัวใจของเรียวอุคเต้นแรงกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก
ขาเรียวก้าวช้าๆตรงไปยังโต๊ะของตัวเอง ดวงตาเลื่อนลอยเนื่องจากกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด มือนิ่มวางกระเป๋าลงข้างๆเก้าอี้โดยอัตโนมัติ แต่เมื่อเบนสาย
ตามาอีกที เขาก็เห็นมัน...
...ร่มสีฟ้าครามคันนั้นถูกใครบางคนเอามาวางทิ้งเอาไว้บนโต๊ะของเขานั่นเอง...
////////////////////////////////
“อรุณสวัสดิ์ฮยอกแจ ทงเฮ”
เสียงเอ่ยสวัสดียามเช้าของคยูฮยอนฟังดูไม่ค่อยสดใสนัก แต่การได้เห็นคนร่างสูงโผล่หัวมาเรียนก็ทำให้เพื่อนๆดีใจได้มากโขแล้ว
“อ้าวเฮ้ย ไอ้คยู! หายไข้แล้วเหรอวะ!? เป็นไงบ้างล่ะเพื่อน!?” ฮยอกแจลุกขึ้นยืน ฟาดมือหนักลงบนหลังคยูฮยอนดังป้าบเป็นการทักทายอย่างเด็กผู้ชาย แต่
นั่นก็ทำให้คนร่างสูงแต่ผอมบางเกือบจะล้มคะมำไปข้างหน้า “กุโทรไปหาเมิงเมื่อวันก่อน แม่เมิงรับเห็นบอกว่าเมิงไม่สบายมากนี่?”
“วันนี้ก็กลับบ้านเร็วๆล่ะ กุกับไอ้ฮยอกอาจจะไปเกมเซ็นเตอร์ เมิงห้ามไปกับพวกกุ ถ้าไข้ขึ้นอีกอย่าหาว่ากุไม่เตือน” ทงเฮขู่ทันควัน
“เออ กุคงไม่ไปหรอก...แค่กๆ...แม่กุกำชับเหมือนกัน” คยูฮยอนเอ่ยเสียงอ่อยก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะตัวเอง ฮยอกแจหันไปมองทงเฮอย่างละเหี่ยใจ
“วันนี้ก็ต้องไปอีกเหรอเมิงงง...?” ถามเสียงอ่อยราวกับจะขอความเห็นใจ
“แน่นอน!” คนหน้าหวานตอบเสียงแข็งและหนักแน่นอย่างโคตรบังคับเพื่อน
“เออนี่...” คยูฮยอนเริ่มพูด “...เมื่อวันที่กุไปเกมเซ็นเตอร์กับเมิงน่ะ ตอนขากลับกุเป็นลมไป...”
“หา? ขนาดนั้นเลยเหรอ?” ฮยอกแจตกใจ “แล้วเมิงเป็นไรมากป่าวไอ้คยู?”
“กุจามจนกุปวดหัว แล้วอยู่ๆกุก็หน้ามืดไปเลยว่ะ” คนร่างสูงเล่า “แล้วทีนี้มีคนมาช่วยกุ...”
ทงเฮเลิกคิ้ว “ใคร?”
“กุก็ไม่รู้ ตอนนั้นกุหน้ามืดไปแล้ว จำอะไรไม่ค่อยได้ เขาคงหาที่อยู่กุจาก tag ที่กระเป๋านักเรียน เพราะกุเขียนติดไว้...” คยูฮยอนชี้ป้ายชื่อตัวเองที่ห้อยเป็น
พวงกุญแจเล็กๆไว้ตรงกระเป๋านักเรียน “...แล้วเขาก็อุ้มกุไปส่งบ้าน”
“อุ้มเมิงไปส่งบ้านเลยเหรอ!?” ทงเฮถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่ เพราะบ้านกุอยู่ห่างจากจุดที่กุเป็นลมไปนิดเดียวเอง...”
“แล้วแม่เมิงไม่ได้ถามชื่อเขาไว้เหรอ?” ฮยอกแจซัก
“แม่บอกว่าแม่ลืม” คยูฮยอนเล่าต่อ “ตอนนั้นแม่ตกใจมากที่เห็นกุเป็นลม แม่เลยรีบอุ้มกุขึ้นไปที่ห้อง รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและอื่นๆ แล้วพอแม่นึกได้ลงมาอีกที
คนที่ช่วยกุก็หายไปแล้ว...”
“แปลกมาก...” ทงเฮมุ่นหัวคิ้ว “...แล้วเมิงหรือแม่เมิงจำอะไรอย่างอื่นเกี่ยวกับคนๆนั้นไม่ได้เลยจริงๆเหรอ? ซักนิดเดียว?”
“แม่บอกว่าเขาเป็นเด็กนักเรียนชาย ไม่โรงเรียนจูมงก็โซดองโยนี่แหละ แม่จำไม่ได้ว่าอย่างไหนแน่เพราะมัวแต่สนใจกุ ส่วนที่กุพอจำได้...” คนร่างสูงเล่า
เสียงเบา “คือคนๆนั้นถือร่มสีชมพู...กุมองเห็นลางๆก่อนกุจะหมดสติไป แล้วก็...ไอ้นี่...” คยูฮยอนวางวัตถุบางอย่างลงบนโต๊ะเรียน ฮยอกแจกับทงเฮรีบมุง
เข้ามาดู
...สิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะคือแหวนสีเงินวงหนึ่ง...
“ไอ้นี่มันเกี่ยวอะไร?” ทงเฮถามคำถามที่อยู่ในใจฮยอกแจเช่นเดียวกัน
“มันอยู่ในมือกุตอนกุตื่นขึ้นมา...” เล่าเสียงเรียบ “...กุถามแม่ แม่กุก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแหวนนี่มาอยู่ในมือกุได้ยังไง กุเลยคิดว่า
มันคงเป็นของคนที่ช่วยกุ มือกุอาจจะไปกำโดนนิ้วเขา แหวนมันเลยหลุดติดมือกุมา หรืออะไรทำนองนั้น”
“โอ๊ย! ยิ่งฟังยิ่งเหมือนนิยายน้ำเน่าเลยเว้ยเฮ้ย!!!” ฮยอกแจโวยวาย ยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองที่ยุ่งอยู่แล้วให้มันยุ่งยิ่งขึ้นราวกับหมาแถวบ้านที่คันเพราะหมัดขึ้นตัว
“แล้วนี่เมิงจะทำยังไงต่อไป?”
“กุอยากรู้ว่าใครเป็นคนช่วยกุ กุจะได้ขอบคุณเขาถูก อีกอย่างกุเอาแหวนเขามาด้วย กุคงจะต้องเอาไปคืน เพราะฉะนั้น...” คยูฮยอนหันมองเพื่อนทั้งสองคน
ด้วยสายตาแน่วแน่ “...พวกเมิงจะต้องช่วยกุหาคนที่ใช้ร่มสีชมพู และเป็นเจ้าของแหวนวงนี้!!!”
///////////////////////////////////////////
“ต๊าย! ซีวอนมายืนรอใครอยู่ที่หน้าโรงเรียนเราอีกแล้วก็ไม่รู้ล่ะเธอ!”
ประโยคที่เล็ดรอดเข้าหูฮันกยองเล่นเอาเด็กหนุ่มชาวจีนทำตัวลีบ มือนิ่มที่ถือร่มสีครีมคันใหม่อยู่รีบกระชับมันมาใกล้ตัวหวังจะใช้มันบังหน้าเขาให้มิดตอนเดิน
พ้นประตูโรงเรียนออกไปเพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับชเว ซีวอน...ไม่ใช่ว่าเขารังเกียจหมอนั่นหรอกนะ...หล่อขนาดนั้นใครมันจะไปรังเกียจได้ลง!? เพียง
แค่ว่าเด็กหนุ่มธรรมดาอย่างนายฮันกยองไม่คุ้นกับการเดินเคียงข้างคนดังและต้องตกเป็นเป้าสายตาของนักเรียนแทบทุกคนที่เดินผ่านมา อีกทั้งยังเสียงซุบซิบ
ตามหลังเมื่อพวกเขาเดินผ่านไปอีกเล่า? อีกอย่างเขาเองก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับซีวอน...ก็ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวซักหน่อยนี่! เมื่อวานนี้เขาจึงหุบปากสนิท
ไปตลอดทางที่ซีวอนเดินไปส่งเขาที่บ้าน...
...ก็เข้าใจหรอกนะว่าซีวอนเป็นคนใจดี เห็นเขาไม่มีร่มอาจจะนึกสงสารก็เลยอาสาไปส่งให้ แต่วันนี้เขามีร่มแล้วนะ! สีครีมอันใหม่เพิ่งซื้อมาเมื่อเช้า นี่ไงๆ
เห็นป่าว? วันนี้ไม่ต้องไปส่งเขาก็ได้ซีว๊อนนนน!!!
“เกิงครับ”
เสียงเรียกชื่อเขาดังมาเล่นเอาฮันกยองเดินสะดุด มือนิ่มที่ถือร่มบังหน้าตัวเองไว้ค่อยๆย้ายตำแหน่งจนพ้นจากการเป็นสิ่งกีดขวางสายตา เผยให้เห็นซีวอนที่
กำลังมองตรงมาทางเขาพลางยิ้มขันอย่างหุบไม่อยู่ ส่วนสายตาฮันกยองที่มองตอบไปกลับเต็มไปด้วยความงงงวยและประหลาดใจจนทำอะไรไม่ถูก
…ชื่อภาษาเกาหลีของเขาคือ ‘ฮันกยอง’ แต่ถ้าออกเสียงเป็นภาษาจีน ชื่อของเขาก็คือ ‘หานเกิง’…
...เอ...แล้วนี่เขากับซีวอนสนิทกันจนหมอนั่นรู้ชื่อภาษาจีนของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?...
“เกิงไม่ต้องหลบผมขนาดนั้นก็ได้” ซีวอนเดินตรงมาพร้อมร่มสีดำคันใหญ่ในมือ ใบหน้ายังเปื้อนรอยยิ้ม สายตาเหลือบมองไปยังร่มสีครีมในมือฮันกยองอย่างมี
เลศนัย “คุณได้ร่มคันใหม่แล้วนี่?”
“อ้อ...เอ้อ...ช่าย...ซื้อมาเมื่อเช้านา” ฮันกยองตอบอย่างทั้งตะกุกตะกักทั้งเหน่อ ซีวอนเหลือบมองมันอีกที คราวนี้ด้วยสายตาอาฆาต แต่ก็เพียงชั่วครู่ก่อนจะ
หันกลับมาทำตาหวานให้ฮันกยอง
“เกิงอยากไปกินข้าวก่อนกลับบ้านไหม? ผมเลี้ยง” ซีวอนเอ่ยชวนโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ฮันกยองกระพริบตาปริบๆอย่างอึ้งๆงงๆ
“หะ...หา?”
“ไปกินข้าวกันไหมครับ?” ซีวอนเอ่ยย้ำโดยไม่มีทีท่าว่ารำคาญ “ผมเลี้ยงเอง”
ผ่านไปชั่วครู่(ใหญ่)ฮันกยองถึงจะเข้าใจความหมายของประโยคนั้น “เฮ้ยๆ ม่ายเป็นรายๆ” มือนิ่มโบกไปมาในอากาศเป็นเชิงปฏิเสธ “ฉานกลับปายกินข้าว
เย็นที่บ้านด้าย เจี๊ยะปึ่งกับอาม้าอาปา...เออ...แต่วานนี้อาจจาต้องเจี๊ยะคนเดียวเพราะอาม้าอาปาปายทามงานกลับบ้านดึก แต่ม่ายเป็นราย ฉานทามข้าวผัด
ปากกิ่งกินด้าย ของโปรดๆ” ฮันกยองยังคงโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน ซีวอนยิ้ม
“แทนที่จะต้องกลับบ้านไปกินข้าวคนเดียว ไปกินกับผมไม่ดีกว่าเหรอครับ?”
“ม่ายเป็นรายๆ ถึงเมื่อวานก่อนฉานจะทำข้าวผัดไหม้ก็เถอะ...”
“ผมรู้จักร้านที่ขายเป็ดปักกิ่งอร่อยๆ...”
“...แต่ม่ายเป็นรายๆ นายม่ายต้องมาเสียตางค์เลี้ยงข้าวฉานหรอก ม่ายช่ายเรื่อง...”
“...อยู่ไม่ไกลจากแถวนี้ ราคาไม่แพงด้วย...”
“...แต่ฉานก็ม่ายด้ายกินเป็ดปากกิ่งมานานแล้ว ล่าสุดก็คงเมื่อปีที่แล้วอ่า...”
“...แล้วก็มีติ่มซำอร่อยๆขายด้วย แล้วยังอาหารจีนตามสั่งทุกอย่างเลย...”
“...ร้านที่ว่านี้มานอยู่ตรงหนายอ่าซีวอน?”
“ให้ผมพาไปง่ายกว่ามั้ยครับ?” กระดิกหางดิ๊กๆ
ฮันกยองที่ห้ามใจตัวเองไม่ไหวจึงต้องพยักหน้าเบาๆตอบไป...
...นี่มานเกิดอารายกานเขิ้นเนี่ย!? ครายช่วยบอกเขาที๊!!!...
//////////////////////////////////////
เลิกเรียนแล้ว เรียวอุคเก็บกระเป๋าอย่างเชื่องช้าอีกตามเคย ซองมินขอตัวออกไปก่อนตั้งนานแล้วเพราะขี้เกียจรอ เมื่อเหลือคนเพียงสองคนในห้องเรียนเหมือน
ทุกครั้ง คนร่างเล็กจึงลุกขึ้น เดินอย่างมั่นใจอ้อมไปทางหลังห้องตรงโต๊ะที่เยซองยังคงนั่งเก็บกระเป๋าอยู่ด้วยท่าทีไม่รีบร้อนแต่อย่างใด...
...เรียวอุคเดินออกไปจากห้องเรียน...
ถึงจะมีท่าทีไม่สนใจ แต่เยซองก็มองตามแผ่นหลังของคนตัวเล็กที่เพิ่งพ้นมุมห้องไป และเขาก็ไม่ประหลาดใจเท่าไหร่นัก ที่เห็นร่มสีฟ้าครามคันเดียวกับเมื่อ
วานนี้ถูกทิ้งเอาไว้บนโต๊ะข้างๆเขาเหมือนเดิม...
เด็กหนุ่มหน้ากลมเหมือนซาลาเปาเบนหน้ากลับมาจัดของลงกระเป๋าตัวเองต่อ ผ่านไปอีกพักใหญ่ๆเขาจึงลุกขึ้น...ลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะหยิบร่มสีครามคันนั้น
ขึ้นมา...
...เพื่อจะนำมันกลับไปวางไว้ที่โต๊ะของเรียวอุคเช่นเดิม...
To Be Continued