Harry Potter Fan Fiction

Title: Paris*Moonlight: Special -4-: Armani for You
By : Dakki
Pairing : Lucius Malfoy/Severus Snape
Style : Yaoi
Category : Romance/Mystery
Rate : PG-13 (This Part)
Disclaimer : ตัวละครทุกตัวที่ปรากฏในฟิคเรื่องนี้นำมาจากเรื่อง Harry Potter ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ J.K.Rowling
Summary : แฮร์รี่ที่มาสืบราชการลับให้กับกระทรวงเวทมนตร์อังกฤษในฐานะมือปราบมาร พบกับมัลฟอยโดยบังเอิญที่นครปารีส แฮร์รี่สงสัยว่ามัลฟอยมาทำอะไรที่นี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ดีใจที่ได้พบเพื่อน(ศัตรู)เก่า ในเวลาต่อมาพวกเขาพบกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆทั้งโดยบังเอิญและโดยตั้งใจ และนั่น...ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง... 
 
 
 
 

 
 
[Fic HP] Paris*Moonlight: Special -4-
Armani for You

 
 
 
“ที่นี่สวยดีนะ” ลูเซียส มัลฟอยปรารภขึ้นหลังจากจัดการออร์เดิร์ฟ Onion Tart เรียบร้อยและกำลังนั่งรอ Main Dish ซึ่งกำลังจะมาเสิร์ฟเป็นลำดับต่อไป เขานั่งอยู่ในร้านอาหารติดกระจกซึ่งมีอยู่มากมายปะปนไปกับร้านขายของที่ระลึกที่เอาไว้ดักเงินนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมคุกบาสติลล์อันเก่าแก่แห่งนี้...

...คุกที่ใช้ขังนักโทษการเมือง และเป็นพยานของการปะทะกันระหว่างชาวเมืองกับพวกระบอบเก่าในวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส...

ตรงข้ามลูเซียส มัลฟอย คือชายสองคนที่นั่งอยู่เคียงข้างกัน คนหนึ่งคือชายวัย 30 ตอนต้น ผมสีน้ำตาลทอง ดวงตาเรียวเล็กเหมือนเหยี่ยว ชื่อว่า ‘บาร์แมน’ อีกคนนั้นอายุอ่อนกว่าลูเซียส มัลฟอยเพียงไม่กี่ปี ผมสีดำเป็นมันประบ่า ดวงตาสีดำเช่นกัน จมูกงองุ้มและริมฝีปากเหยียดเป็นเส้นตรงแสดงถึงนิสัยอันดื้อดึงของเจ้าตัว...

...คนนี้คือ ‘เซเวอร์รัส สเนป’…

“ท่าทางคุณจะชอบสถานที่ที่มีความทรงจำแห่งการฆ่าฟันและความทุกข์ทรมานนะ” สเนปพูดเสียงกระด้าง ทั้งๆที่ตั้งใจจะหยอกอีกฝ่ายเล่น แต่น้ำเสียงของเขา...ไม่ว่าจะในเวลาไหนก็ตาม...ไม่เคยมีความเป็นมิตรเจือปนอยู่อยู่แล้ว

“คงงั้นมั้ง มันคงเป็นรสนิยมส่วนตัวของฉันที่ชอบอะไรที่มันทึบทึมและมืดมน” ลูเซียสไม่ได้แปลเจตนาของสเนปผิดแต่อย่างใด เขาจึงตอบกลับไปบ้างอย่างไม่จริงจังนัก เขาเคยชินกับความแข็งกระด้างของเซเวอร์รัสเสียแล้วและไม่คิดจะถือสาหาความอะไร เซเวอร์รัสก็เป็นของเขาอย่างนี้...ไร้ความสามารถในการแสดงความอ่อนโยนและเป็นมิตรออกมาทางสีหน้า...แววตา...คำพูด...ก็ทุกอย่างนั่นแหละ เป็นคนแข็งๆ ทำอะไรก็ดูซีเรียสจริงจังไปเสียหมดจนใครต่อใครพากันครหาว่าเป็นคน ‘มืดมน’ ไร้อารมณ์ขัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วเซเวอร์รัสก็มีความอ่อนโยนแอบซ่อนอยู่ข้างในเหมือนกัน...

...ไม่ได้แสดงออกมา ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นจะค้นหามันเจอหรือเปล่า...

...ภายใต้เปลือกนอกที่หยาบกระด้างที่เซเวอร์รัสสร้างมันเอาไว้เป็นเกราะป้องกันตัวที่ไม่จำเป็นนี้...

ลูเซียสยกกาแฟคาปูชิโนขึ้นจิบ กวาดสายตามองไปรอบๆร้านอาหารก่อนจะมองเลยผ่านกระจกใสไปยังด้านนอก ท้องฟ้ามืดแล้ว...แน่ล่ะ ก็ขณะนี้มันสี่ทุ่มแล้วนี่นา ย่านนี้ไม่ใช่ย่านช้อปปิ้งที่จะมีร้านแบรนด์เนมต่างๆเรียงรายอยู่เต็มสองฟากถนน แต่ที่นี่เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาที่นี่เพื่อจะมาชมคุกบาสติลล์และศึกษาเรื่องราวอันมืดมนของมัน ดังนั้นร้านค้าแถบนี้จึงมีเพียงร้านขายของที่ระลึกกับร้านอาหาร และเมื่อคุกบาสติลล์ปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อราตรีกาลมาเยือน ร้านขายของที่ระลึกเหล่านั้นก็จะทยอยกันปิดตามไปด้วย

Main dish ของทั้งสามคนมาเสิร์ฟ ลูเซียสสั่ง Tagliatelle Carbonara ส่วนอีกสองคนนั้นสั่งอะไรเขาก็ไม่อาจจำได้เพราะไม่ถนัดภาษาฝรั่งเศสนัก ระหว่างการรับประทานอาหารลูเซียสก็ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของคนทั้งสองไปด้วย การพบปะกันวันนี้ดูท่าจะเป็นไปอย่างสบายๆเหมือนเพื่อนมาพบปะสังสรรค์กันมากกว่าจะเป็นเรื่องงาน

...หรือเขาคิดอย่างงั้นอยู่คนเดียววะ?...

สเนปก็ดูพูดคุยกับเขาดี ถึงแม้จะยังคงความแข็งกระด้างเอาไว้ในทุกถ้อยกระบวนความไม่เปลี่ยนจนเหมือนมันฝังอยู่ในไวยากรณ์ของเขาไปแล้ว ส่วนบาร์แมนพอเขาถามคำหมอนั่นก็ตอบคำ อาจจะเป็นเพราะไม่ได้มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษและอายุห่างกันมากจึงทำให้อีกฝ่ายทั้งเคารพทั้งเกรงกลัวเขาจนไม่กล้าพูดคุยกันอย่างสนิทใจ

การสนทนาในวงเป็นไปอย่างเรื่อยๆ ทั้งๆที่ปกติลูเซียสจะเป็นคนเย็นชาและไม่เป็นมิตร แต่พอมาเจออีกสองคนที่ดูท่าทางจะเย็นชากว่าเขาจึงจำต้องรับบทเป็นคนคลี่คลายความตึงเครียดไปโดยปริยาย...ให้ตายสิ! นี่มันไม่ใช่นิสัยเขาเลยนะ! ปกติเขาจะต้องวางมาดเป็นคนโหดเหี้ยมไร้น้ำจิตน้ำใจเหมือนพวกโรคจิตชอบซาดิสม์มาโซ ให้มาพูดจาอ่อนหวานแบบนี้มันก็เสียภาพพจน์ท่านลูเซียส มัลฟอยหมดน่ะสิวะ!!!

แต่เอาเหอะ ถ้าไม่มีเขาคอยชวนคุยซักคนวงสนทนานี้ต้องทะมึนกว่านี้มากโขแน่ๆ

“ที่ปารีสมีอะไรให้ทำบ้าง?” ลูเซียสเอ่ยถามเรื่อยๆ พยายามคิดคำถามที่ไม่วกเข้าไปสู่เรื่องงาน ระหว่างการรับประทานอาหารแบบนี้ควรจะคุยเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วๆไปก่อน และพอทานเสร็จค่อยเปลี่ยนมาคุยเรื่องเครียดๆก็ยังทัน

“ที่ช้อปปิ้งเยอะ” สเนปเป็นคนตอบ “แต่ไม่ค่อยได้ไปหรอก ส่วนใหญ่เอาแต่หาข้อมูลมากกว่า”

“ทำงานหนักระวังสุขภาพแย่นะ” ลูเซียสเตือน สเนปปรายตามอง

“ก็คุณสั่งมาว่าให้รีบๆหาให้ได้เร็วที่สุดไม่ใช่เรอะ?” น้ำเสียงติดจะเยาะ

“ก็ใช่...แต่ก็นั่นแหละ อย่าหักโหมมากละกัน ถ้าคุณแย่ไปจะให้ฉันเอาลูกน้องมือหนึ่งมาจากไหน?” ลูเซียสเลิกคิ้ว ถามกลับเสียงเย็นชา

แววตาของสเนปแปลความหมายได้ว่ารับรู้และเข้าใจดีถึงจุดประสงค์ของความห่วงใยของลูเซียส...ที่แท้ก็ห่วงเรื่องงานใช่ไหม?

ชายหนุ่มผมดำใช้มีดเถือเนื้อสเต๊กในจานตัวเองด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นกว่าเดิม

“งั้นเดี๋ยวพาฉันไปเดินช้อปปิ้งเล่นหน่อยแล้วกัน จะได้เปิดหูเปิดตา ไม่ค่อยรู้เส้นทางเมืองนี้เท่าไหร่” ลูเซียสเปรย

“ผมไม่ต้องรีบไปทำงานให้คุณต่องั้นเหรอ?” สเนปประชดเสียงกระด้างหนักกว่าเก่า

“งั้นให้บาร์แมนเป็นไกด์ก็ได้ คุณก็ไปทำงานต่อก็แล้วกัน” ลูเซียสไม่มีท่าทีว่าจะใส่ใจแต่อย่างใด เขาหันไปพูดคุยกับบาร์แมน “แล้วคุณเป็นไงบ้าง? อยู่ที่นี่โอเคใช่ไหม?”

“ครับ...” บาร์แมนตอบ เสียงห้วนและกระด้างไม่แพ้สเนปแต่ก็แฝงความยำเกรงอีกฝ่ายอยู่ในที “แต่นี่ใกล้หน้าหนาวแล้ว ผมไม่ค่อยถูกกับอากาศหนาวเท่าไหร่”

“อืม จริงด้วยสินะ หน้าหนาวปารีสอากาศหนาวมาก รักษาสุขภาพกันด้วย...” คนผมทองเปรยตามองมาทางสเนปเป็นนัยว่าประโยคนี้เขากล่าวเผื่อแผ่ถึงคนร่างบางด้วยเหมือนกัน “...ทั้งๆที่เพิ่งจะต้นเดือนตุลาแท้ๆแต่อุณหภูมิก็ต่ำถึงขนาดเป็นเลขตัวเดียวแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ที่นี่กันอีกนานเท่าไหร่...ถ้ามันยังไม่ได้เรื่องอะไรแบบนี้ก็มีสิทธิ์ได้อยู่กันจนถึงคริสต์มาสเลยล่ะ เพราะฉะนั้นก็ระวังกันด้วย...”

“ก็นั่นน่ะสิ งานยังไม่ถึงไหน เพราะฉะนั้นทานอาหารเสร็จแล้วผมคงต้องขอตัวก่อนละกันจะได้ไปค้นคว้าข้อมูลต่อ” สเนปพูดแทรกขึ้นมา

ลูเซียสเลิกคิ้ว “อะไรกันล่ะเซเวอร์รัส? ทำเป็นจริงจังไปได้ เมื่อกี๊ฉันพูดเล่นหรอกน่า วันนี้อนุญาตให้ไม่ต้องทำงานหนึ่งวันแล้วพาฉันไปช้อปปิ้งในปารีส โอเคไหม?”

“ให้บาร์แมนพาไปแล้วกัน!” สเนปพยักพเยิดไปทางชายคนข้างๆอย่างปัดธุระ

“ไปด้วยกันหมดนั่นแหละ!” ลูเซียสชักขึ้นเสียง “นี่คือคำสั่ง!”

พอคนร่างสูงพูดแบบนั้นสเนปจึงไม่มีสิทธิ์ต่อปากต่อคำอะไรอีกต่อไป


อาหารมื้อนั้นจบลงด้วยบรรยากาศที่ทะมึนทึมตั้งแต่ต้นจนจบ ลูเซียสยกผ้าขึ้นเช็ดปาก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ

“เอาล่ะ...งานตอนนี้เป็นไงบ้าง?” ได้เวลาคุยธุระสำคัญที่เป็นจุดประสงค์ของการเดินทางมาปารีสของเขาแล้ว

บาร์แมนเหลือบตามองสเนป และเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไรเขาจึงจำต้องรับหน้าที่แทน

“หนังสือส่วนใหญ่เกี่ยวกับจอกที่น่าจะได้เรื่องเป็นภาษาฝรั่งเศสครับท่าน ดังนั้นจึงยากที่จะทำการค้นหา...ผมอ่านภาษาฝรั่งเศสออกก็จริงแต่ก็ไม่ได้เก่งมาก เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้เวลา...”

“งั้นก็แสดงว่ายังไม่ได้เรื่องอะไร?” ลูเซียสตัดบท ท่าทางเปลี่ยนจากเมื่อครู่เป็นคนละคน พอเข้าเรื่องงานปุ๊บเขาก็มีท่าทีเด็ดขาดจริงจังมากขึ้นทันที

“เอ้อ...ครับ” บาร์แมนรับคำ

“ยังหาเงื่อนงำไม่เจอเลย?” ลูเซียสถามย้ำอีก เสียงเข้มจนน่ากลัว

“ผมทราบรายชื่อของอัศวิน 3 คนสุดท้ายที่ถือจอก...” บาร์แมนพยายามแก้ตัว

ลูเซียสนิ่งเงียบ เขาไม่ถามอะไรบาร์แมนต่อแต่หันไปทางสเนปแทน

“แล้วคุณล่ะเซเวอร์รัส?”

สเนปนั่งนิ่ง “ไม่ได้เงื่อนงำอะไรเพิ่มเติมครับ” ตอบเสียงห้วน

ลูเซียสเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ถึงจะพอรู้คำตอบอยู่แล้วแต่ก็ยังอดขุ่นเคืองไม่ได้...มันจะหายากอะไรกันหนักกันหนาวะ!? เขาส่งทีมของเขามาอยู่ที่นี่เดือนกว่าแล้ว...ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน...แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า...

...ยิ่งปล่อยไว้นาน ไอ้พวกที่รู้ข่าวและต้องการจะแย่งจอกเหมือนกันก็จะยิ่งแห่กันมา และพวกตำรวจของมักเกิ้ลก็จะระแคะระคายด้วย...

...แต่ที่สำคัญคือไอ้พวกกระทรวงเวทมนตร์จะได้กลิ่นอะไรไม่ชอบมาพากลเหมือนกันน่ะสิ...

ลูเซียสถอนหายใจ “แล้วคนอื่นๆเป็นไงบ้าง? เดรโกล่ะ?”

“ทำไมคุณไม่เรียกเขาออกมาล่ะ?” สเนปถามทันควัน

ชายผมทองยักไหล่ “ไม่จำเป็น…” เขาว่า

สเนปยักไหล่บ้าง “สบายดี...ผมเจอเขาบ้างนิดหน่อย แต่ที่พักเราอยู่ไกลกันจึงสะดวกคุยทางไปรษณีย์นกฮูกมากกว่า...” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “...แต่ดูท่าทางเขาจะไม่สนใจทำงานเท่าไหร่เลยนะครับ”

“ปล่อยเขาไปเถอะ ฉันแน่ใจว่าเขาจะมีประโยชน์กับเรา” ลูเซียสว่า “ฉันเบื่อที่นี่แล้ว เรียกคิดเงินดีกว่าแล้วออกไปเดินคุยริมถนนกัน...มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”

////////////////////////////////////////////

ถนน Quai Du Georges Pompidou พลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่ออกมาเดินช้อปปิ้งยามกลางคืน สายลมหนาวพัดมาถึงแล้วและอุณหภูมิก็ลดลงต่ำกว่า 10 องศาไปเรียบร้อยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา แต่ลูเซียสคาดว่ามันอาจจะคงตัวอยู่เช่นนี้ไปนานอีกเป็นเดือน บาร์แมนเดินห่อไหล่กระชับเสื้อคลุมสีน้ำตาลแก่ของเขาให้แนบร่างมากยิ่งขึ้น...แค่นี้ยังหนาวจะตาย แล้วถ้าถึงเวลาที่ฤดูหนาวมาถึงจริงๆเขาจะทนได้อย่างไร? หน้าหนาวของปารีสนับว่าโหดนักสำหรับผู้ที่ไม่เคยชินกับความเหี้ยมของภูมิอากาศ โดยเฉพาะเมื่อหิมะตกลงมาแล้วล่ะก็...

ลูเซียสหันไปมองคนที่เดินอยู่อีกข้าง สเนปดูไม่มีทีท่าว่าจะยี่หระกับอากาศภายนอกซักเท่าไหร่ ชายผมดำเดินเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทสีดำสนิทของตนด้วยท่าทีสบายๆ สายตาสอดส่ายมองร้านรวงต่างๆไปเรื่อย ลูเซียสเลิกคิ้ว...ทั้งๆที่วันนี้เซเวอร์รัสก็ดูปกติดี แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่ามันเหมือนขาดอะไรไปอย่าง...

...อ้อ...

ลูกน้องทั้งสองคนตามใจเมื่อลูเซียสเอ่ยปากว่าอยากเข้าร้านไหน เขาซื้อเสื้อมาได้สองตัว ตัวหนึ่งสำหรับเอาไว้ใส่เองส่วนอีกตัวคิดว่าจะเอาไปฝากเดรโก...

ตีหนึ่งกว่าเมื่อบาร์แมนขอตัวลากลับ ลูเซียสที่เริ่มเมื่อยขาจึงหันมาหาสเนป

“ฉันไปพักที่ห้องของคุณซักครู่ก็แล้วกัน”

ประโยคนั้นไม่ใช่ประโยคคำถามเชิงขออนุญาตหรือะไรแต่อย่างใด มันเป็นประโยคบอกเล่าชัดๆ สเนปมองอีกฝ่ายด้วยหางตา แต่ความที่เป็นลูกน้องจึงไม่อาจปฏิเสธ ‘คำสั่ง’ ของเจ้านายได้


...ทั้งๆที่ไม่ไว้ใจ และคิดว่าอีกฝ่ายหน้าด้านเหลือเกินก็ตามทีเถอะ!...

ห้องพักที่เซเวอร์รัสใช้อยู่อาศัยมาตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในโรงแรมเล็กๆในซอยแถวๆพิพิธภัณฑ์ Louvre สภาพของห้องนั้นคับแคบ ดูมืดทึมอยู่ตลอดเวลาจนลูเซียสที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่มาตลอดชีวิตรู้สึกอึดอัด ชายผมทองเดินสำรวจตู้ตั่งเตียงไปทั่ว ก่อนจะนั่งด้วยท่วงท่าสง่างามลงบนเตียงเก่าๆ พิงหัวเตียงรอให้สเนปออกมาจากห้องน้ำ

ไม่นานชายผมดำก็เดินใช้ผ้าขนหนูซับหน้าออกมา เขามองมายังลูเซียสด้วยดวงตาสีดำแข็งกระด้าง เอ่ยปากถามตามมารยาท

“ชาไหม?”

ลูเซียสพยักหน้า “ก็ดี”

สเนปจัดการกับเครื่องทำน้ำร้อน สักพักก็ได้ออกมาเป็นชาเอิร์ลเกรย์หอมกรุ่น 2 ถ้วย เขาส่งให้ลูเซียสถ้วยหนึ่งและสำหรับเขาเองอีกถ้วย ทั้งสองเป่ามันไปพลางจิบไปพลางเพราะชายังร้อนอยู่

“ฉันซื้อนี่มาให้”

จู่ๆลูเซียสก็พูดขึ้น สเนปที่กำลังง่วนอยู่กับการเลือกหยิบหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ที่เขายืมมาจากห้องสมุดหันมามองพลางเลิกคิ้ว

ลูเซียสหยิบถุงกระดาษเล็กๆใบหนึ่งออกมาจากถุงพลาสติกใบใหญ่ที่ใส่เสื้อที่เพิ่งซื้อมาของเขา ชายผมดำเลิกคิ้วหนัก ก็นึกว่าซื้อเสื้อมาแค่ 2 ตัว แล้วนี่ไปได้อะไรมาตอนไหนที่เขาไม่รู้อีกล่ะนี่?

ถุงกระดาษใบนั้นเป็นสีขาว ถึงแม้จะไม่ใหญ่มากและยับยู่ยี่เล็กน้อยเพราะถูกยัดรวมมากับของอื่นๆ แต่สเนปก็มองเห็นว่าตรงกลางถุงนั้นพิมพ์ด้วยตัวอักษรสีดำอ่านได้ว่า ‘Emporio Armani’

“มานี่สิ” ลูเซียสเรียกอีกฝ่ายที่ยังยืนคิ้วกระดกอยู่ แต่สเนปไม่ขยับ

“นั่นอะไร?” น้ำเสียงห้วนกว่าเดิมอย่างไม่ไว้ใจเต็มที่ ลูเซียสหัวเราะลั่น

“ฮ่าๆๆ ทำไมต้องทำท่ากลัวขนาดนั้นด้วย? ก็แค่ไอ้นี่เอง...” คนร่างสูงกว่าหยิบของในถุงออกมาแล้วลงมือแกะแพ็คเกจ สินค้าที่อยู่ในกล่องมีลักษณะเป็นแท่งเกลี้ยงๆสีขาวทรงกระบอก ขนาดเหมาะมือ

เซเวอร์รัสรู้ตั้งแต่เห็นแพ็คเกจแล้วว่ามันคืออะไร

“ซื้อมาทำไม?” เขาถามเสียงกระด้าง

“ก็เห็นวันนี้คุณไม่ได้ใช้...” ชายผมทองเปรย “...ก็เลยคิดว่ามันคงหมด เพราะปกติเห็นคุณใช้มันประจำแบบขาดไม่ได้ อยู่ใกล้ทีไรต้องได้กลิ่นทุกที แต่วันนี้ไม่...”

เมื่อสเนปทำท่าว่าจะไม่ขยับเขยื้อนกายแต่อย่างใด ลูเซียสจึงต้องเป็นฝ่ายลุกขึ้นจากเตียงแทน

“ฉันซื้อให้” เขาเดินมาตรงหน้าชายหนุ่มผมดำแล้วยื่นของทรงกระบอกนั่นให้อีกฝ่าย สเนปมองหน้าลูเซียสเขม็งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแบมือรับมาอย่างเสียมิได้

“ฉันชอบกลิ่นนี้นะ...” คนร่างสูงพูดต่อ แล้วชะโงกหน้าไปใกล้ใบหูของเซเวอร์รัส จุมพิตไปเบาๆทีหนึ่งแล้วกระซิบคำ “...ใส่หน่อยสิ”

สเนปเบือนหน้าหนีแล้วเดินผละออกไปทันที ลูเซียสทำหน้าไม่พอใจ เขาเดินตาม

“เซเวอร์รัส...” เรียกเสียงอ่อน

คนตัวเล็กกว่าไม่ใส่ใจ เขาเดินเอาของชิ้นนั้นไปวางไว้บนชั้นวางของหน้ากระจกในห้องน้ำ...ตรงที่ที่มีของใช้ประจำวันเช่น แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, โฟมล้างหน้า, มีดโกนหนวด ฯลฯ วางอยู่ ก่อนจะหยิบของอีกชิ้นหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบซึ่งวางอยู่ตรงนั้นก่อนโยนทิ้งถังขยะไป

“งั้นก็แสดงว่าขวดเก่าหมดจริงๆใช่ไหม?” ลูเซียสยิ้มพอใจที่ตัวเองเดาถูก เขาเดินตามมาประชิดร่างบางของเซเวอร์รัสทางด้านหลังแล้วรีบโอบกระชับรอบเอวเล็กก่อนที่อีกฝ่ายจะได้มีโอกาสเดินหนีไปไหนอีก

“ใส่หน่อยไม่ได้เหรอ?” วางคางลงบนไหล่เล็กแล้วก็ยังอ้อนไม่หยุด

“จะใส่ทำไม? บ้าหรือเปล่า? ไม่ได้ออกไปไหนแล้วจะให้ผมฉีดมันแล้วอยู่ในห้องเฉยๆอย่างงี้น่ะเหรอ!?” ถามเสียงห้วน

“ถ้างั้นก็ออกไปข้างนอกอีกทีก็ได้” ลูเซียสต่อรอง

“จะออกไปทำไม? ผมจะอ่านหนังสืออยู่ในห้อง คุณนั่นแหละออกไปได้แล้ว อยู่ก็รบกวนสมาธิ!”

คนร่างสูงทำหน้าบึ้งไปเลย “เซเวอร์รัส ฉันเป็นเจ้านายนะ” เริ่มเสียงแข็งบ้าง เขาไม่เคยชอบให้ใครมาขึ้นเสียงหรือสั่งเขาแบบนี้ แม้แต่กับเซเวอร์รัสก็เถอะ

“งั้นคุณก็ควรจะรู้หน้าที่ยิ่งกว่าผมเสียอีก คุณกำลังทำให้ลูกน้องของคุณเสียงานเองรู้ไหม? แล้วแบบนี้จะมาโทษว่าผมทำงานไม่ถึงไหนไม่ได้หรอกนะ!” สเนปย้อน

“ฉันสั่งให้ฉีดน้ำหอม!” ลูเซียสเสียงแข็ง

“ใส่น้ำหอมแล้วจะช่วยให้งานเดินหรือไง!?” เสียงกระด้างไม่แพ้กัน

“มันจะช่วยให้ฉันสดชื่นขึ้น!”

“ก็ดมกลิ่นสบู่กับแชมพูไปพลางๆก่อนไป!”

“ไม่ได้ มันไม่เหมือนกัน!”

“เรื่องมากนักงั้นก็เอาไปฉีดเองเลยไป!” เซเวอร์รัสตะคอกอย่างเอือมระอา เขาหยิบขวดน้ำหอมสีขาวผิวเกลี้ยงจากบนชั้นวางของมายื่นให้ลูเซียสที่อยู่ข้างหลัง คนร่างสูงคว้าขวดนั่นมาอย่างไม่อิดออด แล้วจัดการฉีดน้ำหอมใส่คอสเนปให้ทันที

“เฮ้ย!” สเนปร้องลั่นเมื่อน้ำหอมเย็นๆถูกฉีดมากระทบต้นคอของเขา ลูเซียสยิ้มกริ่มเมื่อเขาได้สิ่งที่ต้องการในที่สุด...คอขาวๆของเซเวอร์รัสที่มีกลิ่นน้ำหอม Armani White จางๆ...

...ไม่มีอะไรที่เขาจะชอบมากไปกว่านี้อีกแล้ว...

สเนปไม่ดิ้นเลยเมื่อยอมรับว่าตัวเองแพ้ราบคาบ เขายืนเฉยเป็นตุ๊กตาปล่อยให้ลูเซียสกอดอยู่อย่างนั้น คนร่างสูงซุกใบหน้าลงไปกับซอกคอขาวของชายผมดำ สูดดมกลิ่น Armani White ที่ผสมกับกลิ่นกายหอมๆของคนร่างบางเข้าไปเต็มปอด

“หันหน้ามาให้จูบหน่อย” ยังไม่เลิกสั่ง

“เดี๋ยวผมก็กัดคอให้ซะหรอก” ชายผมดำขู่กลับ

“อย่ามาทำขู่ คิดว่าฉันกลัวเหรอ?”

“คุณกลัว” สเนปย้ำ

ลูเซียสหัวเราะ “หึหึ ไม่เอาน่า...” คนร่างสูงออกแรกหมุนตัวเซเวอร์รัสจะให้อีกฝ่ายหันหน้ามาทางเขา แต่คนร่างบางก็ขืนตัว

“ลูเซียส ผมคิดว่าจอกอาจจะอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูร์ฟ” จู่ๆสเนปก็เปลี่ยนเรื่อง

ชายผมทองเลิกคิ้ว “มันจะไปอยู่ที่ลูร์ฟได้ยังไง? ไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหน? Knight Templars มีอะไรเกี่ยวข้องกับ Louvre งั้นเหรอ?”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมก็คิดว่ามันอาจจะอยู่ที่ลูร์ฟก็ได้” สเนปยังยืนกรานพลางขืนตัวต้านแรงดึงของลูเซียสไปด้วย

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น?”

“ก็เรื่อง The Davinci Code บอกอย่างนั้น” สเนปตอบหน้าตาย

“เซเวอร์รัส อย่ามามุข The Davinci Code บอกว่า Holy Grail คือเลดี้แมกดาลีน ซึ่งเป็นมนุษย์ผู้หญิง แต่เรารู้แน่แล้วว่าจอกศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งของ ไม่ใช่คน”

“บางทีแดน บราวน์อาจจะถูกก็ได้” สเนปว่า

ลูเซียสขบริมฝีปากตัวเองอย่างชักจะเริ่มมันเขี้ยวกับความกวนประสาทของร่างบาง “นี่เซเวอร์รัส ไม่ต้องมาหาเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจฉัน มีให้เลือกสองอย่าง อยากจะหันมาให้จูบดีๆหรืออยากจะโดนมากกว่านั้นกันล่ะ!?”

 
 
The End

Comment

Comment:

Tweet

โอ๊ยยยยยยยย ฟินที่สุดคร๊าาาาาาาาาาาาา TTTTTT

#1 By UNe.1st on 2014-09-11 22:03