[TVXQ Fic] Ampere and My Revolver -18-

posted on 03 Aug 2014 17:59 by dakki in AmpereAndMyRevolver
TVXQ FanFiction
 
Title: Ampere and My Revolver -18-
Author: Dakki
Category: Action/Romance/Comedy
Pairing: Yunho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Rating: PG-13 (This part)
Summary: กลางดึกคืนวันส่งท้ายปีเก่าขึ้นปีใหม่ ชางมินและทงเฮพบชายคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่ริมถนนด้วยเลือดท่วมตัว ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มอีกคนถูกพบในบ้านเช่าของนักศึกษามหา'ลัย ไร้รอยขีดข่วนโดยสิ้นเชิง
...ทว่า...สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ทั้งคู่จดจำอะไรไม่ได้แม้แต่ชื่อของตัวเอง...
"นี่ยุนโฮ...ถ้าหากอีกครั้งที่เราตื่นขึ้นมา เราจำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น...แม้แต่ชื่อหน้าของกันและกันไม่ได้...จะทำยังไง?..."


 
 
 
[TVXQ Fic] Ampere and My Revolver -18-

 
 
 
 
“เอ้อ...เซีย...คำถามนี้มันออกจะติดเรทนะ...” ยูชอนกระซิบเสียงแห้งหลังจากได้ฟังคำถามของอีกฝ่าย...ผู้ชายกับผู้หญิงที่อยู่บนเตียงเขาทำอะไรกันน่ะเหรอ?...เอิ่ม...ใครแม่งเปิดทีวีช่องนี้ให้มันดูเนี๊ย!!?? ไอ้ตัวหน๊ายยยยย!!!??

“คือยังไงเหรอ?” คนร่างบางขมวดคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดนั้นเท่าไหร่ ท่าทางเซียจะลืมไปเสียแล้วว่าตัวเองกำลังถูกมัดมือมัดเท้าติดอยู่กับเก้าอี้

“มัน...เอ้อ...นายคงไม่รู้จักเซ็กส์สินะ...”

“เซ็กส์? สิ่งที่สิ่งมีชีวิตทำเพื่อจะสืบพันธุ์น่ะเหรอ?” เซียลองถามจากความรู้ที่มีเพราะคำนี้มันฟังดูคุ้นๆ ดูท่าเขาจะเคยรู้จักเรื่องนี้มาบ้าง...ยูชอนคิด แล้วดูคุณเธอใช้ศัพท์ซะ... ‘สืบพันธุ์’ เลยเรอะ!? แต่อืม...มันก็จริงของเขาอะนะ...

“นั่นแหละ นายก็รู้นี่...สิ่งที่นายเห็นนั่นแหละเขาเรียกว่าเซ็กส์ล่ะ” ไม่อยากจะอธิบายอะไรให้ยืดยาวกว่านี้ ยูชอนรีบตัดบท

“เหรอ?” สีหน้าเซียยังคงไม่หายข้องใจ “สิ่งมีชีวิตประเภทอื่น...ก็ทำแบบนั้นกันเหรอ?”

“เอ่อ...ก็ทำนองนั้น...” ชักรู้สึกอึดอัดขึ้นมา “แล้วไซบอร์กอย่างนายกับแจจุงไม่ต้องทำอะไรแบบนั้นเหรอ?”

“พวกเราสืบพันธุ์ไม่ได้นี่...” เซียว่า น้ำเสียงแฝงแววเศร้าแม้จะเพียงนิดเดียวที่ยูชอนจับได้

“แต่นายก็ทำอาหารเป็นนี่?” ตั้งข้อสังเกต เซียส่ายหน้าช้าๆ

“ฉันไม่ได้ทำเป็นหรอก วันนั้นแจจุงคอยสั่งให้ฉันทำ รายนั้นดูจะเก่งเชียวนะ เขาคงชอบของเขาน่ะแม้จะทำแล้วกินเองไม่ได้ก็ตาม”

“งั้นหรือ? รู้ไหมวันนั้นพวกฉันกลัวแทบตายว่านายจะใส่ยาพิษลงไปในอาหาร?”

“แต่พวกนายก็กินกันหมดนี่? เอ...หรือเททิ้งไปหมดกัน?”

“พวกฉันกินเองล่ะ เอาเหอะพวกฉันมันตัวตะกละน่ะ คิดว่ากินคำนึงคงไม่ตาย พอกินแล้วติดใจหยุดไม่ได้กันทุกคนเลย...” ด่าตัวเองแล้วก็หัวเราะขำเอง “...ฝีมือนายกับแจจุงนี่อร่อยสุดๆจริงๆนะ”

“ฮ่าๆ พวกนายนี่ตลกดีเนอะ” เซียว่า

“ก็งี้แหละ ว่าแต่ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ...” หยุดรวบรวมความกล้าหนึ่งอึดใจ เมื่อเห็นเซียยังคงรอคอยคำถามของเขาอยู่ ยูชอนจึงกล้าเอ่ยออกไป “...นาย...เป็นหุ่นยนต์จริงๆน่ะเหรอ?”

“ไซบอร์กต่างหาก” เซียแก้เสียงเบา

“เอ้อใช่ ขอโทษๆ นายเป็นไซบอร์กสินะ...แล้วมัน...เป็นยังไงเหรอ?” ใจของยูชอนเต้นตึกตัก เขาถามไปโดยไม่ได้คิดอะไรมากเพราะแค่บอกว่าเป็น ‘ไซบอร์ก’ เขาก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากมายนักหรอก เคยเห็นเคยได้ยินมาก็แต่ในหนัง แล้วของจริงแท้ไม่ใช่ก็อปเกรด A ตรงหน้าเขานี่ล่ะเป็นยังไง?

...แต่คำตอบที่ได้ มันช่างผิดไปจากที่ยูชอนคาดเอาไว้ลิบลับ...เซียยิ้มแห้ง ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำเอาหัวใจของยูชอนกระตุกวูบ...

“...มัน...ช่างเจ็บปวดดีเหลือเกิน...”

///////////////////////////////

“คุณว่าอะไรนะ?”

คำพูดของแจจุงอาจจะไม่เข้าหูยุนโฮ หรือมันอาจจะเข้าไปแล้วและวิ่งทะลุกองขี้หูออกไปยังอีกหูหนึ่ง หรือไม่อีกทีมันก็เข้าไปในหู ยังอยู่ แต่ส่งขึ้นไปไม่ถึงสมอง ไม่สาเหตุใดก็สาเหตุหนึ่งนี่แหละที่ทำให้ยุนโฮต้องถามย้ำด้วยน้ำเสียงสับสนอันแหบแห้ง

“นายก็ได้ยินแล้วนี่” ประโยคที่ตอบกลับมาของแจจุงช่างเย็นชา ยุนโฮกระพริบตาปริบๆ

“คุณหมายความว่ายังไงที่บอกว่า ‘เรารักกัน’?” น้ำเสียงของเขาดูจับต้นชนปลายไม่ถูก “คุณหมายความว่าก่อนหน้าที่เราจะความจำเสื่อม...เราเคยรู้จักกัน รักกัน และก็มีคนพยายามลบความทรงจำของเราทั้งสองคนเพียงเพราะเหตุที่ว่าเรา ‘รักกัน’ น่ะหรือ?” แม้จะอธิบายให้ตัวเองฟังเป็นเรื่องเป็นราวกระจ่างขนาดนี้แล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วยุนโฮไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิดเดียว

...เหตุผลนี้ไม่เห็นจะ make sense…มันไม่...

“และพวกเขาก็ทำสำเร็จด้วย” แจจุงต่อเสียงหนัก “ความทรงจำของนายถูกลบ...เช่นเดียวกับของฉัน...”

“แต่ทำไม...?”

“เพราะเรา ‘ไม่ควร’ จะรักกันยังไงล่ะ...” แจจุงเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย แววเศร้าสร้อยฉายชัดบนใบหน้า “...นายกับฉัน...”

...สายตานั่นทำเอายุนโฮหัวใจหล่นวูบไปเลยทีเดียว...

“หยุด! นี่ไม่เกี่ยวกับที่ว่าเราเป็นผู้ชายเหมือนกันทั้งคู่ใช่ไหม?” ยุนโฮยกมือห้ามและถามเสียงเรียบ คำตอบที่ได้ยิ่งทำให้เขาขนลุกซู่มากขึ้นไปอีกเมื่อแจจุงส่ายหน้าช้าๆ

“ฟังนะ...” เขาเอ่ยขึ้น คนร่างสูงเงียบตามคำสั่ง “...นายเป็นมนุษย์...แต่ฉัน...ไม่ใช่...” เสียงของร่างบางช่างเบาหวิวเหลือเกิน

“ถ้าอย่างงั้นคุณเป็นอะไร?” ยุนโฮไม่ลังเลที่จะถาม เขาเตรียมใจเรื่องนี้ไว้แต่แรกแล้ว ครั้งแรกที่เขาถามคำถามนี้แจจุงตอบไม่ได้เพราะเขาเองก็ไม่รู้เนื่องจากความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับตัวตนของตัวเองถูกพัดหายไปกับความทรงจำ แต่ในเมื่อแจจุงมาพูดแบบนี้ แปลว่าเขาต้องไปรู้อะไรมาแน่ๆ...

... ‘อะไร’ ที่ว่านั่นจะดีหรือร้าย...ยังไงมันก็เป็นความจริงอยู่วันยังค่ำและเขาก็ต้องรู้ในที่สุดอยู่ดี...

“ฉันเป็นไซบอร์ก...” แจจุงตอบเสียงแห้ง

เกิดความเงียบขึ้นหลังจากจบประโยคนั้น

… ‘ไซบอร์ก’ อย่างงั้นเหรอ? ยุนโฮทวนคำนั้นในใจช้าๆ...

...มันคืออะไรกันล่ะฟะ!?

///////////////////////////////

“เห? ทำไมล่ะ?”

หลังจากปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมบรรยากาศไปพักใหญ่ ยูชอนจึงได้สติเอ่ยคำถามออกมา

... ‘เจ็บปวดดีเหลือเกิน’ งั้นเหรอ? ทำไม...?...

เซียยักไหล่ “ฉันว่าไซบอร์กทุกตัวก็คงรู้สึกเหมือนกับฉัน พวกเราแค่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์...เหมือนกับใช้รูปลักษณ์ภายนอกเป็นเพียงเครื่องตบตาเท่านั้น นอกจากนั้น...เราไม่มีอะไรเหมือนพวกเขาเลย...”

“แล้ว...ยังไงอ่ะ?” ยูชอนยังบ่เก็ต “ทำไมนายถึงต้องอยากเป็นเหมือนพวกฉันนัก?”

“ใครจะไม่อยาก?” น้ำเสียงของเซียฟังดูขมขื่น “...นายอยากจะเกิดเป็นตัวประหลาดหรือ? ใครๆต่างก็คิดว่าเราเป็นแค่ไซบอร์ก...เป็นแค่เครื่องจักรที่หน้าตาเหมือนมนุษย์...ไม่มีใครสนใจว่าเรามีความรู้สึกหรือไม่ มนุษย์ต่างคิดว่าเราเจ็บปวดไม่เป็น ใช้เราเป็นหนูทดลอง และหากประสิทธิภาพของหุ่นตัวไหนไม่ถึงเกณฑ์ พวกเขาก็จะถูกกำจัดไป...”

ยูชอนอึ้ง

“ยังฟังดูไม่โหดร้ายใช่ไหม? เพราะเราเป็นแค่เครื่องจักรในสายตามนุษย์นี่นะ ฉันเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตมาไม่น้อย และก็รู้สึกอิจฉามากที่มนุษย์สามารถสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตัวเองได้...อิจฉามากที่มนุษย์สามารถให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่หน้าตาเหมือนพวกเขา และเฝ้าดูพวกเขาเจริญเติบโตได้...”

“เดี๋ยวก่อน...นี่หมายความว่าพวกนายจะไม่โตขึ้นเหรอ? นายจะไม่แก่ไม่เฒ่างั้นเรอะ?”

เซียส่ายหน้า “ตามทฤษฎีแล้ว เราเกิดมาแบบนี้และก็จะอยู่แบบนี้ตลอดไป...จนกว่าจะถูกนำไปเข้าเครื่องทำลายน่ะนะ...ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยรู้จักไซบอร์กตัวไหนที่มีอายุมากกว่า 2-3 ปีสักที...”

“โครงการนี้เพิ่งจะเริ่มขึ้นเหรอ?” ยูชอนเอียงคอถาม

“เริ่มมาเป็นสิบปีแล้ว แต่หุ่นที่ใช้ได้จริงๆเพิ่งจะถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง...และตลอดประวัติศาสตร์ของสถาบันฯ แจจุงเป็นไซบอร์กที่สมบูรณ์และเพอร์เฟคที่สุดเท่าที่เคยถูกสร้างมา...”

ฟังแล้วยูชอนอดผวาขึ้นมาไม่ได้

“ละ...แล้วนายล่ะ...?” อย่าบอกนะว่าไอ้หมอนี่เป็นอันดับสอง กุจะฆ่าตัวตายเสียตรงนี้แหละก่อนที่พวกแม่งจะฆ่ากุ!

“ฉันเป็นอันดับสาม แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ฝีมือฉันยังต่างชั้นกับแจจุงนัก” เซียตอบเรียบๆ

“ละ...แล้วใครเป็นอันดับสองล่ะ? จะมีโผล่มาเพิ่มอีกไหม?” พยายามบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น

“ไซบอร์กตัวที่เพอร์เฟครองมาจากแจจุงคือ ซีวอน” เซียเล่าช้าๆ “แต่ไม่ต้องกลัวไปหรอก เขาไม่โผล่มาสร้างความวุ่นวายให้นายหรอก...”

“ทำไม...?” ถามเสียงแห้ง

“เขาถูกแช่แข็งไว้ในห้องเย็น เพราะอันตรายเกินไป...”

“หา?” น้ำเสียงของยูชอนตกใจกว่าเดิม

“หมอนั่นโดนคดีเดียวกับที่แจจุงกำลังโดนอยู่นี่แหละ” เซียเล่า

“คดีอะไรอะ?”

ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาเมื่อเซียใช้เวลาคิดนานกว่าปกติ เหมือนกำลังลังเลว่าจะตอบดีหรือไม่ ซึ่งในที่สุดประโยคนั้นก็ออกมาจากปากคนร่างบางช้าๆ...

“มีความสัมพันธ์กับมนุษย์...” เขาตอบเสียงเบา

///////////////////////////////

“อะไรคือไซบอร์ก?” ยุนโฮเอ่ยถามขึ้น แม้ชื่อ ‘ไซบอร์ก’ จะฟังดูคุ้นๆอยู่บ้างเหมือนเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว...แต่แน่ละ เขาจำไม่ได้...

“หุ่นยนต์ที่มีเลือดเนื้อ” แจจุงตอบเสียงเบา

“หุ่นยนต์เรอะ!?” คนร่างสูงร้อง แม้จะฟังดูประหลาดสิ้นดี แต่คิดอีกที...มันก็เข้าเค้าอยู่...

...การที่แจจุงไม่ทานอาหาร ถูกกระสุนธรรมดายิงไม่ตาย แล้วยังความสามารถในการบู๊ผิดมนุษย์นั่นอีก...

...เขาเองก็คิดไว้แล้วว่าแจจุงจะต้องมีอะไรผิดไปจากมนุษย์ธรรมดา แต่กระนั้นก็ไม่ใช่แบบนี้! ‘หุ่นยนต์’ งั้นเรอะ!? นี่มันฟังดูหลุดโลกไปหน่อยไหมเนี่ย?

“คุณบอกว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนใช่ไหม?” ร่างสูงถามเสียงเบา “เรารู้จักกันได้ยังไง?” เฮ้ยนี่เครียดนะเนี่ยกุเครียด!

“ฉันถูกสร้างขึ้นที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านหุ่นยนต์ และนายทำงานที่นั่น...เรา...รู้จักกันที่นั่นแหละ...”

“งั้นหรือ?” น้ำเสียงของยุนโฮครุ่นคิด แม้จะฟังดูพิลึกสิ้นดี แต่เมื่อเอาเรื่องราวต่างๆมาปะติดปะต่อกันแล้ว มันก็ดูลงล็อคดีอย่างน่าประหลาด... “อืม...งั้นเรื่องที่คุณบอกว่าเรารักกันไม่ได้...ก็เป็นเพราะ...ผมเป็นมนุษย์...”

“และฉันเป็นเครื่องจักรที่นายสร้างขึ้น” แจจุงต่อให้จบ

ยุนโฮได้แต่นั่งเงียบไปพักใหญ่

“ใครบอกเรื่องราวพวกนี้กับคุณ หรือ...คุณจำมันได้เอง?”

“ฉันซักมาจากเซีย...นักฆ่าวันนั้นที่ตามล่าพวกเรา ตอนนี้เขาอยู่ที่บ้านฉัน”

“หา?” ผมหูฝาดไปหรือเปล่าครับ? แต่ถ้าจริง...แม่งบ้าหรือเปล่าครับ!?

“เขาจะไม่ทำอะไรหรอก ฉันฝากเพื่อนๆดูเขาไว้...”

“หมอนั่นมันอันตรายมากนะ!” ยุนโฮโวยวาย

“ไม่มากขนาดฉันหรอก” แจจุงยิ้มแห้งๆ “หมอนั่นยอมพูดจนได้ในที่สุดหลังจากเค้นมานาน ฟังนะ...เขาถูกสั่งมาให้ฆ่านายหากความทรงจำของนายยังอยู่ และพาฉันกลับไปที่สถาบันฯโดยสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด”

“ความรักระหว่างผมกับคุณมันร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ?” ยุนโฮเอ่ยขึ้นอย่างเยาะเย้ยตัวเอง

“ก็คงอย่างนั้น” แจจุงยิ้มแดกดัน “แล้วอย่างนี้เราจะทำยังไงกันดี?”

“อืม...เท่าที่ผมคิดออกนะ...” ร่างสูงทำท่าคิด “...เราควรกลับมาคบกันแล้วก็ช่างหัวไอ้สถาบันนั่นซะ”

“ห๊ะ!!??”

“คุณบอกว่าเราเคยรักกันนี่...” ยุนโฮย้ำ “...และถึงแม้เราสองคนจะความจำเสื่อม เราก็โคจรมาเจอกันอีกจนได้...แม้จะโดยบังเอิญก็เถอะ...ฟังนะ คุณไม่คิดว่ามันเป็นชะตาลิขิตอะไรอย่างงี้เหรอ?”

“ฉันเป็นหุ่นยนต์นะ! ไม่เชื่อเรื่องโชคลางอะไรอย่างงั้นหรอก!” คนร่างบางหลุดขำออกมาจนได้

“อ้อขอโทษ ผมลืมไป...” ยุนโฮแซวขำๆ “...เอาเป็นว่า เราเคยรักกันมาก่อน และผมก็ไม่รู้หรอกว่าผมเคยรักคุณมากขนาดไหน แต่ ณ ตอนนี้...ทั้งๆที่เราเพิ่งเจอกัน เพิ่งรู้จักกันอีกครั้ง...” เขาเว้นวรรค “...ผมจะไม่ใช้คำว่า ‘รัก’ หรอกเพราะมันจะฟังดูพูดออกมาง่ายเกินไป ถึงผมจะคิดว่าผม ‘รัก’ คุณเข้าแล้วก็ตาม เอาเป็นว่า...ตอนนี้ผมชอบคุณเอามากๆนะแจจุง...”

เสียงนั้นทุ้มนุ่มหูอย่างบอกไม่ถูก...ฟังดูอบอุ่น อ่อนโยน ชวนเคลิบเคลิ้มหลงใหลจนแจจุงลืมหายใจไปชั่วขณะ...

“ยุนโฮ...” ร่างบางได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นระรัว...นี่แปลว่าเขากลัวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือเป็นเพราะใจเขากำลังตอบรับอีกฝ่ายกันแน่?

“คุณคิดว่ายังไงล่ะ?”

คำถามนั้นอยู่นอกเหนือความคิดของแจจุง ยุนโฮถามแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? เขา ‘คิด’ อะไรงั้นเหรอ? แล้วยุนโฮอยากให้เขาตอบว่าอะไร?...

“ฉัน...”

ไม่ปล่อยให้เขาพูดจนจบประโยคเสียด้วยซ้ำ คนร่างสูงชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นจนร้อนรินรดใบหน้าของแจจุง คนร่างบางชะงักนิดหนึ่ง แต่น่าแปลกที่เขาเองไม่คิดจะผละหนี...

...รู้นะไม่ใช่ไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ก็ยุนโฮเพิ่งทำแบบนี้กับเขาไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วนี้เองนี่...

...แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่คิดจะหลบไปไหน ดวงตากลมโตสีดำสนิทจ้องหน้ายุนโฮเขม็งราวกับเฝ้ารออย่างไม่ยอมกระพริบตาถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวินาทีถัดไป...

...ยุนโฮเองก็จ้องตอบดวงตาสวยคู่นั้นกลับไปเช่นเดียวกัน...

แล้วสิ่งที่แจจุงคิดมันก็เกิดขึ้น...

...ริมฝีปากหนาของยุนโฮประกบกับปากของเขา...แนบสนิทเลยทีเดียว...

คนร่างสูงเคล้นคลึงริมฝีปากอีกฝ่ายเบาๆ...รสจูบละมุนอันแสนหวาน...ยุนโฮไม่ได้อ้อยอิ่งอยู่อย่างนั้นนานเท่าจูบแรกเมื่อชั่วโมงที่แล้ว แต่ก็นานพอที่จะทำให้ต่างฝ่ายต่างหายใจขัดจนต้องผละออกจากกันเอง...

“ยุนโฮ...” แจจุงเริ่มบทสนทนา เขายังไม่กล้ามองหน้าคนร่างสูงตรงๆเพราะความเขิน

“แจจุง ผมอยากรู้ว่าคุณรู้สึกยังไงกับผม” อย่างที่เขาคาด ยุนโฮรุกไล่เขาทันที “ผมอยากรู้ความรู้สึกจริงๆของคุณ อย่าใช้สถานการณ์อื่นๆมาเป็นปัจจัย ถ้าคุณเองก็ใจตรงกันกับผม เราก็ไม่ควรจะสนใจใคร หากไม่มีใครเห็นด้วย เราจะหนีไปจนสุดหล้า หากมีคนคิดจะตามฆ่า เราจะสู้มันกลับ คุณกลัวหรือเปล่า?”

“นายเองแหละต้องถามตัวเองว่านายกลัวหรือเปล่า!” แจจุงโวยขึ้นทันควัน “พวกเขาจ้องจะฆ่านาย ไม่ใช่ฉัน ส่วนฉันจะตายไม่ได้จนกว่าจะถูกจับเข้าใส่เครื่องทำลายพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อไซบอร์กอย่างฉันโดยเฉพาะ...” อธิบายสิ่งที่ได้ฟังจากเซียมาอีกที “...ถ้านายไม่กลัว...”

“ผมขอตอบว่าไม่กลัว” ยุนโฮตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง “คุณรู้คำตอบผมอยู่แล้วนี่ แล้วคุณล่ะ...จะว่ายังไง?”

แจจุงนิ่งคิดอยู่ครู่เหมือนจะลังเล แต่แล้วก็เหมือนเขาจะตัดสินใจได้ ริมฝีปากบางขยับเอ่ยคำพูดออกมาเสียงเบาแต่หนักแน่นเหลือเกิน...

“...ถ้าอย่างงั้น...ฉันก็พร้อมจะไปกับนาย...”

///////////////////////////////

“ความสัมพันธ์...แบบไหนเหรอ?”

ไม่รู้ว่าแกล้งโง่หรือโง่จริง ยูชอนจึงถามออกไปแบบนั้น เซียเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ก่อนจะเบนหลบไปเมื่อพบว่าสายตาของอีกฝ่ายดูสับสนอย่างจริงจัง

“...เชิงชู้สาวน่ะ...” เซียว่า “...นายก็รู้นี่...”

“หา?” อุทานออกมาอย่างประหลาดใจ...ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับมนุษย์งั้นรึ? แจจุงน่ะรึ?...

“แจจุงรักกับมนุษย์...เขาเป็นนักวิจัยหนุ่มคนหนึ่งในสถาบันฯนั่นแหละ และพอพวกผู้บริหารทราบก็พยายามจับสองคนนั่นแยกกัน...แน่อยู่แล้ว...พวกเขาไม่ยอม...” เซียเงียบไป แต่ยูชอนก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมา...เขาเพียงแต่นั่งรอให้คนร่างบางพูดต่ออยู่เงียบๆ...

“...ทางสถาบันฯไม่อยากลงไม้ลงมือขั้นเด็ดขาด...ยุนโฮ...คนรักของแจจุง เป็นนักวิจัยหนุ่มไฟแรงที่เก่ง ส่วนแจจุงก็เป็นไซบอร์กที่เพอร์เฟคที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยสร้างมา...แจจุงจึงถูกจับไปรีสตาร์ทเครื่องเพื่อจะทำให้ความทรงจำทั้งหมดของเขาถูกทำลาย ส่วนยุนโฮก็โดนจับไปฉีดยาทดลองขนานหนึ่งที่ทางสถาบันฯเพิ่งคิดค้นขึ้นมาและยังอยู่ในขั้นทดลอง...พวกเขาเรียกมันว่า ‘ยาลบความทรงจำ’ แต่ยุนโฮถูกหลอกว่าเป็นยารักษาโรคอย่างอื่น...

“...ยุนโฮกลับรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอกจนยาเกือบจะหมดหลอดแล้ว เกิดการต่อสู้ เขาหนีออกไปจากห้องได้ ตะโกนเรียกแจจุง แจจุงที่อยู่ในเครื่องสำหรีบรีสตาร์ทระบบจึงเกิดกบฎขึ้นมา เขาฆ่าผู้คุมตายไปหลายคนแล้วหนีออกไปจากสถาบันฯได้พร้อมกับยุนโฮ...”

ยูชอนนั่งฟังอย่างตกตะลึงตาค้าง

“...แต่น่าเสียดายที่ระบบของแจจุงทำการรีสตาร์ทเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว...แม้จะต้องใช้เวลาสักพักก่อนความจำในสมองของเขาทั้งหมดจะถูกลบจนเกลี้ยง ระหว่างที่เขาหนีไปกับยุนโฮ ความทรงจำของเขาจะค่อยๆถูกลบไปทีละนิดโดยที่เขาไม่รู้ตัว และฉันคิดว่ายุนโฮเองก็เช่นเดียวกัน...

“...พวกเขาถูกไล่ล่ามาจากสถาบันฯ จนสุดท้ายยุนโฮกับแจจุงแยกกันหนี และพวกเขาก็หลุดรอดสายตาพวกผู้คุมไปได้ แจจุงเล่าว่าเขาตื่นขึ้นมาอีกทีที่นี่...และไม่มีอะไรอยู่ในสมองเลยสักอย่าง...”

“อืมใช่...ฮีชอลเป็นคนเจอเขาตอนคืนวันปีใหม่...” ยูชอนเล่าให้ฟัง

“...2-3 วันต่อมาฉันถูกเรียกตัวเข้าไปในที่ประชุม เขาอยากให้ฉันเอาตัวแจจุงกลับมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด ส่วนยุนโฮ...ถ้ายุนโฮยังมีอาการว่าความทรงจำยังอยู่ เขาจะต้องถูกฆ่าทิ้งทันที...”

ยูชอนขนลุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้...เล่นกันแรงจริงเว้ยเฮ้ย! เขาเริ่มหน้าซีด...แล้วถ้างั้นตอนนี้...

“งั้นนายก็ต้องออกไปฆ่าผู้ชายที่ชื่อยุนโฮตามคำสั่ง...?” เสียงของเขาแหบแห้ง...กำลังคิดว่าน่ารักแล้วเชียวนะ ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะห๊ะ!?

แต่ผิดคาดอย่างแรง...เซียส่ายหน้า... “...อาจจะไม่แล้วล่ะ...”

“เห?” คนร่างสูงงง

“ฉันรู้จักยุนโฮมาก็ไม่น้อย...เขาเป็นคนดี...แจจุงเองก็เหมือนกัน เท่าที่ปะมือกับแจจุงมาหลายวันที่ผ่านมา ฉันรู้ดีว่าฉันไม่มีทางสู้เขาได้...” เซียหัวเราะหึๆ “ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน จู่ๆฉันก็ไม่นึกอยากจะสู้อีกแล้ว...ในเมื่อพวกเขาต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อความรักของเขากันมาขนาดนี้...ขนาดความทรงจำของทั้งสองถูกลบไปแล้ว เขาก็ยังหาทางกลับมาเจอกันได้อีก...ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาทำได้ยังไง หรือจะเป็นเพราะพวกเขาตกหลุมรักกันใหม่ อันนั้นฉันก็ไม่อยากรู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าปล่อยพวกเขาไว้แบบนี้...ก็คงดีอยู่แล้ว...”

“แล้วนายละจะทำยังไง? เรื่องสถาบันนั่น...”

“ฉันคิดว่าฉันจะไม่กลับไปหรอก...”

“หา?”

“ใช่ว่าฉันจะอยากมีชีวิตอยู่แบบนั้น...เป็นหนูทดลองให้พวกมนุษย์นั่น มันแค่เป็นสิ่งที่ฉันเกิดมาเพื่อจะเป็น และเป็นวิถีชีวิตเดียวที่ฉันรู้จัก แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว...

“...5 วันแล้วที่ฉันออกมาอยู่ที่นี่ พูดจริงๆแล้วฉัน\ได้เห็นอะไรที่ฉันไม่เคยเห็น ได้ทำอะไรที่ฉันไม่เคยได้ทำ...การใช้ชีวิตแบบมนุษย์นี่มันน่าสนุกจริงๆนั่นแหละ...แล้วทำไมฉันจะต้องกลับไปอยู่ในขุมนรกแบบนั้นด้วย? ที่ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถูกจับเข้าเครื่องทำลายแบบนั้น...”

“แล้วพวกนั้นจะไม่มาตามล่านายหรอกหรือ?”

“พวกมันก็คงส่งคนมา...แต่เท่าที่ฉันรู้ฉันกับแจจุงเป็นไซบอร์กสองตัวที่ฝีมือดีที่สุดที่พวกมันมีตอนนี้ ดังนั้นจึงไม่น่ามีใครสู้พวกฉันได้...แต่เพื่อความปลอดภัย ฉันคิดว่าถ้าฉันจะไม่กลับไป...ก็คงต้องหนีไปให้ไกลๆ...”

“ที่ไหน?”

“ไม่รู้สิ...”

...มันฟังดูช่างเป็นชีวิตที่เจ็บปวดอย่างที่เซียว่าจริงๆ...ยูชอนนึกในใจ...หากเป็นเขาเขาจะทำอย่างไรนะ? การเป็นเพียงแค่หนูทดลองที่ใช้ชีวิตไปวันๆอย่างไม่มีจุดหมาย หาความสุขแบบมนุษย์ธรรมดาคนอื่นๆก็ไม่ได้ แล้วยังไร้ความรู้สึกอีก...

...ถ้าหากเป็นเขา...

“นี่ฟังนะ ฉันมีบ้านอยู่ที่...เอ่อ...คือเป็นบ้านของพ่อแม่ฉันน่ะ มันอยู่ต่างจังหวัดกวางจู ไกลจากกรุงโซล ถ้านายไปอยู่ที่นั่น...พวกนั้นอาจจะไม่มีวันหานายเจอ...”

ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาพูดออกไปแบบนั้น ยูชอนก็ประหลาดใจตัวเองไม่น้อยเหมือนกัน เซียมองหน้าเขา งุนงงไม่แพ้กัน

“หมายความว่าจะให้ฉันไปอยู่ที่นั่นเหรอ?” ร่างบางทำตาปริบๆ ยูชอนเองก็เหมือนจะงงตัวเองเช่นกัน

“อะ...อือ...ใช่ ฉันหมายความว่าอย่างงั้นแหละ” เขาตอบเสียงเบาแต่แฝงแววจริงจังอยู่ในนั้น

“แต่นายเพิ่งรู้จักฉันไม่กี่วันเองนะ?”

...อ่ะอันนั้นก็ถูก!...ยูชอนคิดในใจ...ไม่รู้เหมือนกันว่าผีฟ้าอะไรมันดลใจเขา...

“มันก็ใช่...แต่เท่าที่เราคุยกันนายก็ได้แสดงความเป็นตัวนายให้ฉันได้เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ? ที่ผ่านมานายพูดออกมาจากใจจริงหรือเปล่าล่ะ?...ฉันไว้ใจนายได้หรือเปล่า?”

“ที่ฉันพูดออกไปเป็นความสัตย์ทุกคำ...” เซียย้ำเสียงเบา

“หรือนายไม่อยากไปอยู่กับฉัน...ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร...”

“ไม่ใช่ๆ” รีบปฎิเสธทันควัน “ขอบใจมากสำหรับน้ำใจของนาย...” เขาตอบเบาๆ

“นี่...นอกเรื่องนะ นั่งอยู่แบบนั้นเมื่อยบ้างหรือเปล่า?” อยู่ๆพ่อลูกไก่ก็ถามอะไรแบบนี้ขึ้นมากลางปล้อง

“หือ?” เซียมุ่นหัวคิ้ว “ฉันเมื่อยเป็นที่ไหนล่ะ? ไม่เป็นอะไรหรอกตราบเท่าที่จะทำให้นายสบายใจ เงื่อนแค่นี้ถ้าตั้งใจแกะฉันก็คลายมันได้ตั้งนานแล้ว แต่อย่างที่บอก...ฉันไม่มีความคิดจะหนีไปไหนหรือทำอันตรายใครอีกแล้วล่ะ...”

“ถ้าอย่างนั้นนายก็ไม่ควรจะถูกมัดไว้อย่างนั้นน่ะสิ อยากให้ฉันคลายเชือกให้ไหม? แล้วเราจะได้ทำอะไรอย่างอื่นสนุกๆกัน...จะได้รู้จักกันมากขึ้นด้วยไง”

ไม่รู้อะไรอีกแล้วที่ดลใจให้เขาพูดอะไรที่เป็นอันตรายกับตัวเองแบบนี้ออกมา...นี่นายบ้าหรือเปล่ายูชอน? ถ้าหมอนั่นคิดอยากจะฆ่านายขึ้นมา มันก็ทำได้ในวินาทีเดียวเลยนะ มีปืนก็ใช่ว่าจะได้เปรียบอะไรมากมายนักเสียเมื่อไหร่? แต่จิตใต้สำนึกกลับสั่งให้เขาพูดอะไรแบบนั้นออกไปเสียได้...

...แถมขาเจ้ากรรมมันยังบังคับให้เขาเดินเข้าไปหาอีกคนด้วยอีกต่างหาก...

“มาฉันช่วยแกะไหม?”

ไม่ต้องรอคำตอบของอีกคน ยูชอนก็เริ่มแกะเชือกที่มัดเซียออก เมื่อปมมันดูจะวุ่นวายเกินคาด เขาก็ผละออกไปหยิบมีดในครัวมาเล่มหนึ่งแล้วค่อยๆหั่นเชือก...เชือกที่มัดมือเซีย เชือกที่มัดเซียกับเก้าอี้ แล้วยังที่มัดเท้าเขานั่นอีก

“ขอบใจนะ...” เซียเอ่ยยิ้มๆหลังจากร่างกายของเขาเป็นอิสระเรียบร้อย ร่างบางลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วโดยที่ยูชอนไม่ทันตั้งตัว เซียก็โน้มตัว ใช้ริมฝีปากบางประกบเข้ากับปากของอีกคน

ยูชอนตกตะลึงตาค้าง หัวสมองว่างเปล่า

เพียงครู่เดียวก่อนที่เซียจะละริมฝีปากออกมา ส่งยิ้มจริงใจให้อีกครั้ง

แต่คนร่างสูงก็ยังคงยืนใบ้กินอยู่อย่างนั้น

“เป็นอะไรไป?” เซียเอียงคอถาม

“ปละ...เปล่า...เอ่อ...” ยูชอนอึกอัก เขารู้สึกว่าตอนนี้ใบหน้าของเขาร้อนผะผ่าว

“มีอะไรผิดปกติหรือ? ก็การทำแบบนั้นมันเป็นวิธีแสดงความขอบคุณของมนุษย์ไม่ใช่หรอกเหรอ?” ถามอย่างไร้เดียงสา

“แบบไหน?” ยูชอนเอ่ยเสียงแห้ง

“ก็ฉันดูในโทรทัศน์ เห็นเวลาเขาเอ่ยขอบคุณกันก็เอาปากประกบปากอีกคนนี่” ตอบอย่างไร้เดียงสา

...นี่มันดูทีวีช่องไหนมาอีกละเนี๊ย!!!?? อย่าให้กุจับได้นะว่าไอ้ตัวไหนเป็นคนเปิ๊ดดดด!!!




 
To be continued

edit @ 3 Aug 2014 18:57:40 by dakki

Comment

Comment:

Tweet