[TVXQ Fic] Ampere and My Revolver -19- [END]

posted on 03 Aug 2014 18:08 by dakki in AmpereAndMyRevolver
TVXQ FanFiction
 
Title: Ampere and My Revolver -19-  [END]
Author: Dakki
Category: Action/Romance/Comedy
Pairing: Yunho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Rating: PG-13 (This part)
Summary: กลางดึกคืนวันส่งท้ายปีเก่าขึ้นปีใหม่ ชางมินและทงเฮพบชายคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่ริมถนนด้วยเลือดท่วมตัว ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มอีกคนถูกพบในบ้านเช่าของนักศึกษามหา'ลัย ไร้รอยขีดข่วนโดยสิ้นเชิง
...ทว่า...สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ทั้งคู่จดจำอะไรไม่ได้แม้แต่ชื่อของตัวเอง...
"นี่ยุนโฮ...ถ้าหากอีกครั้งที่เราตื่นขึ้นมา เราจำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น...แม้แต่ชื่อหน้าของกันและกันไม่ได้...จะทำยังไง?..."



-->To all chapters of Ampere and My Revolver click!<--
 
 

 
[TVXQ Fic] Ampere and My Revolver -19- [END]

 
 
 
 
“เราต้องหนี” ยุนโฮเอ่ยขึ้นเสียงหนักแน่น

“ไปไหน?” แจจุงถาม มองซ้ายมองขวารอบๆตัวอย่างกับจะหาว่ามีทางไหนไปได้บ้าง

“คุณบอกว่าพวกนั้นยังส่งนักฆ่ามาล่าเราได้ใช่ไหม? งั้นก็แปลว่าเรายังหนีไปได้ไม่ไกลพอ ทำไมเราไม่หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ล่ะ? แบบนั้นพวกเขาคงไม่มีวันหาเราพบ”

“ที่ไหนล่ะ?” แจจุงไม่เกิดไอเดียอะไรเลย

“ถ้าเราคิดไม่ออก ลองถามความเห็นของชางมินกับทงเฮดูเอาไหม? พวกนั้นอาจจะมีความคิดอะไรดีๆก็ได้...”

//////////////////////////////

“สรุปว่าพวกนายจะหาที่หนี ที่ไหนก็ได้ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างงั้นใช่ไหม?”

ทงเฮเอ่ยความเข้าใจของตัวเองให้ฟังหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากแจจุงกับยุนโฮที่แย่งกันเล่าจนจบ ทั้งยุนโฮและแจจุงพยักหน้า

“ขอแค่เป็นคำแนะนำเฉยๆก็พอแล้ว เพราะพวกฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย...” ยุนโฮว่า

“ฉันมีบ้านอยู่ที่จังหวัดกวางจู” ชางมินโพล่งขึ้น “...พวกนายไปอาศัยอยู่ก่อนเป็นการชั่วคราวก็ได้นะ ไว้ให้พวกนายลองหางานทำ เก็บเงินได้สักหน่อย...”

“เฮ้ยไม่ต้องชางมิน! พวกเรารบกวนพวกนายมากเกินไปแล้ว จะไม่ขอรบกวนอีกหรอก” ยุนโฮรีบขัดเมื่อเห็นว่าอีกคนมีข้อเสนอมาอีกแล้ว

“ถ้านายคิดว่านั่นเป็นการรบกวนล่ะก็ คิดใหม่ได้เลย บ้านฉันหลังนั้นไม่มีใครอยู่เลยตอนนี้ พ่อแม่ฉันซื้อไว้ให้ลูกๆซึ่งตอนนี้ก็เข้ามาเรียนในโซลกันหมด” ชางมินอธิบาย

“แต่มันก็เป็นการรบกวนนายอยู่ดีไม่ใช่เหรอ? ให้ใครก็ไม่รู้เข้าไปอยู่ที่บ้าน และครั้งนี้ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่ 2 คนเสียด้วย...”

“ถ้านายยังไม่สบายใจละก็ ฉันจะคิดค่าเช่าก็ได้” ชางมินเสนอเสียงเข้ม “ว่าไง? ค่อยรู้สึกดีขึ้นหรือยัง?”

“เอ่อ...ว่าไงแจจุง?” ยุนโฮสะกิดคนข้างๆที่นั่งเงียบอยู่นาน

“แต่ประเด็นคือพวกนายต้องรู้จักหาเงินให้ได้ก่อนนะ” ทงเฮแซว “ช่วงที่ไม่มีเงินนี่ก็อย่าเรื่องมากให้มันมากนักเลยน่า ใครเขาให้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไปเหอะ” ปลาน้อยกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียง

“นายอยากจะย้ายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ใช่ไหม? ถ้างันพรุ่งนี้เราไปที่นั่นด้วยกันเลยไหมล่ะ?” ชางมินเสนอ ทงเฮหันมามองหน้า เลิกคิ้วสูง

“ได้ข่าวว่านายมีเรียน”

“ได้ข่าวว่านายเองก็มีเรียนเหมือนกันแหละทงเฮ” ชางมินเลิกคิ้วพูดกวนๆ ปลาน้อยเข้าใจความหมายของประโยคนั้นทันที เขาขำก๊าก แจจุงกับยุนโฮมองหน้ากันไปมา

“งั้นเราก็ไปด้วยกันหมดนี่แหละสี่คน เอารถนายไปนะชางมิน ส่วนพวกนายก็ไม่ได้มีธุระอะไรนี่ใช่ไหม?” ทงเฮถามขำๆ

“เอ่อ...ก็ไม่...”

“ฉันก็ว่างั้น” ทงเฮยิ้ม

//////////////////////////////

รถเก๋งสีดำมันวาวคันใหญ่จอดเทียบลงหน้าบ้านทาวน์เฮาส์แฝดสีครีมหลังย่อมที่มีเถาไม้เลื้อยสีชมพูดอกเล็กพันเลื้อยอยู่ตรงราวระเบียง ชางมินดับรถ เปิดประตูออก พร้อมๆกับทงเฮ ยุนโฮ และแจจุงที่ต่างก็ก้าวออกมาจากคนละประตู

“บ้านน่ารักใช่ไหมล่ะ?” ชางมินหันไปหลิ่วตาเพื่อนใหม่ทั้งสอง แจจุงมีสีหน้าไม่แน่ใจแม้ตาจะวาวไปแล้วกับดอกไม้ตรงระเบียง

“นายจะให้พวกเราอยู่ที่นี่จริงๆน่ะเหรอ?”

“บอกแล้วว่าไม่มีเงินก็อย่าเลือกมากน่า” ทงเฮศอกแจจุงเบาๆ ส่งสายตากวนๆให้ผ่านแว่นตากันแดดสีชาที่เขาสวมอยู่

“เข้าไปทักทายพ่อแม่ฉันหน่อยดีกว่า ท่านอยู่ในบ้านหลังซ้าย ส่วนหลังขวานี่ปล่อยว่างไว้ ทงเฮเคยเจอแล้ว พวกท่านต้องดีใจแน่ๆหากรู้ว่ามีคนจะมาอยู่เป็นเพื่อน” …

ตามคาด พ่อแม่ของชางมินดีใจที่จะมีเพื่อนลูกมาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านอีกหลังที่ไม่มีคนอยู่มาแรมปี แต่มีเรื่องหนึ่งที่พวกท่านไม่ดีใจ...

“นี่แกโดดเรียนมาใช่ไหมชางมิน?” คุณแม่ถามเสียงเข้มหลังจากได้ฟังเรื่องราวคร่าวๆที่ดัดแปลงแล้ว (ว่ายุนโฮและแจจุงเป็นรุ่นพี่ที่เรียนจบแล้ว พ่อแม่เพิ่งเสียชีวิตไม่มีที่อยู่ จะมาขออาศัยอยู่ที่บ้านหลังว่างเป็นการชั่วคราวก่อนจะหาที่อยู่ใหม่ได้ ซึ่งแน่นอนพ่อแม่ของชางมินเห็นใจและขอให้พวกเขาอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยก็ยังได้) และฝากฝังกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “แล้วก็ลากหนูทงเฮเขามาด้วยใช่ไหม? แกนี่มันตัวทำเพื่อนเขาเสียคนจริงๆ”

“โธ่แม่...ไอ้ทงเฮมันอิดออดเสียเมื่อไหร่? ผมเองก็แค่หาโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านเท่านั้นเองไม่ได้เจอพ่อแม่ตั้งนาน วันเสาร์-อาทิตย์ก็ปลีกตัวมาไม่ได้เพราะผมต้องทำงานนี่” ชางมินทำหน้าบูด

“งั้นไหนๆมากันแล้วก็กินข้าวด้วยกันเลยก็แล้วกัน ชางมินกับทงเฮก็ค้างที่นี่เลยนะ พรุ่งนี้ค่อยกลับ” คุณพ่อพูดขึ้น เล่นเอาคุณแม่หันไปมองด้วยค้อนวงเบ้อเร่อ

“ให้มันกลับพรุ่งนี้ก็ได้โดดเรียนกันอีกวันน่ะสิ! ระยะทางจากที่นี่กลับโซลมันใกล้ที่ไหน!?” แว้ดลั่น

“น่า...เด็กมันเพิ่งมาถึง กะจิตกะใจกะจะไล่มันไปเลยหรือไงขับรถมาตั้งไกล? ให้มันพักซักนิด กินข้าวกินปลาอะไรก่อนสิ” คุณพ่อแย้ง

“เดี๋ยวผมทำอาหารให้เองครับ” แจจุงลุกขึ้นอาสา ยุนโฮหันขวับมามองงงๆ

“คุณทำได้ด้วยเหรอ?”

“วันก่อนฉันฝึกฝีมือมาแล้วน่า...” คนร่างบางหลิ่วตาให้ “...รับรองเด็ด”

“งั้นผมจะช่วยก็แล้วกัน” ทงเฮอาสาอีกคน

สรุปกันได้ว่าจะทำกับข้าว 5-6 อย่าง แจจุงจะเป็นคนทำ 4 อย่าง นั่นคือ ไก่ตุ๋นโสม, ชาจังมยอน, ต็อกโปกิ และกิมจิจิเกของถนัด ยุนโฮช่วยยืนเป็นลูกมือด้วยแม้ว่า...

“แจจุง นี่น้ำเดือดหรือยังอ่ะ?”

“ตุ๋นไก่นี่ต้องใส่น้ำมันหรือเปล่า?”

“หืมมม? นี่กลิ่นอะไรเนี่ย? เหม็นชะมัดยาด! ฮาดเช้ย!~”

“ยุนโฮ” แจจุงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเฉียบขาด “นายจะช่วยฉันด้วยการอยู่เงียบๆได้ไหมเล่า!?”

หัวใจของยุนโฮกระตุก...ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าประโยคนี้มันคุ้นๆอย่างไรพิกล?...ทั้งๆที่ไม่เคยเห็นแจจุงทำอาหารมาก่อน แต่ราวกับว่าบทสนทนาเหล่านี้เคยผ่านเข้ามาในความทรงจำของเขาแล้วอย่างนั้นแหละ...

... “แจจุงทำไมหั่นต้นหอมแบบนั้น? มันต้องหั่นอีกแนวหนึ่งไม่ใช่เหรอ?”

“ทำไมไม่ใส่ปลาหมึกลงไปเลยล่ะ? ใส่ตอนน้ำมันเดือดเดี๋ยวมันก็กระเด็นพอดี”

“พวกเครื่องเทศนี่มันอะไรกันเนี่ย? กลิ่นแรงชะมัด! แจจุงจะต้องใส่มันลงไปด้วยเหรอ?”

“ยุนโฮ” แจจุงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเฉียบขาด “นายบอกนายทำอาหารไม่เป็นไม่ใช่เรอะ?”

“ง่า...แต่ผมอยากจะช่วย...”

“งั้นก็ช่วยด้วยการนั่งดูอยู่เงียบๆได้ไหมเล่า!?”

แล้วความคิดประหลาดเหล่านั้นก็เงียบลง

ความสับสนแล่นผ่านสมองของยุนโฮไปชั่ววูบ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น...เสียงน้ำมันในกระทะทอดปลาของแจจุงดังซู่ซ่า สลับกับเสียงมีดหั่นผักกระทบเขียงของทงเฮ กลิ่นหอมของเนื้อย่างอบอวลไปทั่วห้องทำอาหาร แม้ยุนโฮจะพยายามเงี่ยหูฟังเสียงที่เงียบที่สุด เขาก็ไม่ได้ยินอะไรนอกจากนั้น...

...ประโยคคุ้นหูเหล่านั้นแว่บผ่านมาแล้วก็ผ่านเลยไป ไม่ทิ้งร่อยรอยอะไรไว้ให้เขาสักอย่าง...

...อืม...มันคงเป็นเพียงฝันกลางวันเท่านั้นละมัง...

ไม่เห็นจะสำคัญว่าเขาจำเรื่องราวเก่าๆได้หรือไม่ เพราะไม่ว่าอย่างไร คนรักกันก็คือคนรักกันอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือเราลืมเลือนรายละเอียดบางอย่างไป...

...ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำไม่ใช่หรือ?...

...ไม่ว่าจะถูกทำให้พลัดพรากจากกันสักกี่ครั้ง พวกเขาก็ยังหากันพบ ไม่ว่าจะถูกบังคับให้ลืมเลือนกันสักกี่ครั้ง เมื่อเจอกันครั้งหน้าพวกเขาก็ยังทำความรู้จักกันใหม่ได้...ราวกับมีแม่เหล็กดึงดูดพวกเขาทั้งคู่เข้าหากัน นำพาให้มาเจอกัน รู้จักกัน และรักกัน...

...การที่เราเกิดมาคู่กัน ก็แปลว่าเราเกิดมาคู่กัน ไม่มีอะไร...

...ที่จะไปเปลี่ยนแปลงมันได้หรอก...

//////////////////////////////

เสียงนกร้องรับอรุณยามเช้าทำให้ยุนโฮตื่น ชายหนุ่มงัวเงียยันตัวขึ้นนั่งบนเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่มีอยู่แล้วในห้องนอนบนชั้น 2 ริมระเบียงหน้าบ้านที่เขาใช้เป็นห้องนอนกับแจจุง

มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร แจจุงไม่ได้อยู่ในห้องนี้แล้ว

เสียงเอะอะมะเทิ่งดังลอยเข้ามาทางประตูระเบียงที่เปิดแง้มอยู่ให้อากาศอันสดใสยามเช้าหมุนเวียนเข้ามาในห้อง ยุนโฮเลิกคิ้ว หนึ่งในบรรดาเสียงโวยวายนั่นเป็นของแจจุงแน่เขาจำได้ไม่ผิดเพี้ยน แต่แจจุงกำลังทะเลาะกับใครกัน?

...นี่เพิ่งเป็นวันที่ 3 ที่พวกเขามาอาศัยอยู่ที่นี่เองนะ แล้วมันก็ไม่ใช่บ้านของพวกเขาอย่างแท้จริงเสียด้วย เพราะฉะนั้นแจจุง...อย่าเพิ่งสร้างศัตรูได้ม๊ายยย??

ยุนโฮพุ่งไปที่ระเบียง อยากจะดูให้เห็นกับตาตัวเองชัดๆว่าแจจุงกำลังโวยวายใส่ใคร แต่เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามแล้ว คนร่างสูงก็แทบจะผงะผงาย

“มะ...เมิง!!!”

เด็กหนุ่มหน้าตาคุ้นๆเงยหน้าขึ้นมองมาทางระเบียงที่เขายืนอยู่ ก่อนจะปล่อยขำกิ๊กออกมาอย่างน่ารักทั้งๆที่ยุนโฮเองยังมองไม่ออกว่ามีอะไรน่าขำตรงไหน วินาทีที่เห็นอีกฝ่ายหัวใจของยุนโฮหล่นวูบ แต่มาตอนนี้ความเครียดที่ครอบงำกลับค่อยๆจางหายไปทีละน้อยๆ...

...แน่นอน เขาจะไม่ตกใจได้อย่างไร? ในเมื่อเด็กหนุ่มที่เขาเห็นใต้ระเบียงตอนนี้คือคนที่เคยถือปืนวิ่งไล่ยิงเขาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว...

...เด็กหนุ่มนักฆ่าคนนั้น...

...แต่ทำไมมันถึงมายืนหัวร่ออยู่หน้าบ้านเขาได้? แล้วมันตามพวกเขาเจอได้ยังไง!?...

“มีอะไรน่าขำหนักหนาห๊ะ!?” เขาได้ยินเสียงของแจจุงแว้ดใส่

ความกลัวของยุนโฮต่อเด็กหนุ่มมือสังหารหดหายไปหมดเมื่อเห็นว่าทุกคนที่ยืนอยู่ข้างล่างนั่นมีทีท่าสบายๆ ทั้งแจจุงที่ดูจะอารมณ์เสียนิดหน่อยแต่อีกไม่นานก็คงจะหาย มือสังหารคนนั้นที่แจจุงเรียกว่า ‘เซีย’ ที่เอาแต่หัวร่อต่อกระซิก และใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆเซีย...เป็นเด็กหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีซึ่งกำลังยืนยิ้มไม่หุบอยู่เช่นกัน...

...แบบนี้ท่าทางจะต้องลงไปแจมด้วยเสียหน่อยแล้ว...

“เกิดอะไรขึ้น?” ใช้เวลาเพียงครู่ยุนโฮก็เผ่นจากชั้นบนลงมาถึงหน้าบ้านแล้วเข้าร่วมวงสนทนา

“ยุนโฮ นายคงยังไม่รู้จัก...นี่เซีย และนี่ยูชอน” แจจุงแนะนำบุรุษอีกสองคนให้ “นายเคยเจอเซียแล้ว ส่วนยูชอน...เขาเป็นเจ้าของบ้านที่ฉันไปอาศัยอยู่ก่อนจะมาเจอนาย และยูชอน...” คนร่างบางหันไปทางพ่อลูกเจี๊ยบ “...นี่ยุนโฮ...”