ParisMoonlightxENDx

Paris*Moonlight –26- [End] (A Perfect Tragedy)

posted on 06 Aug 2006 04:22 by dakki  in ParisMoonlightxENDx

Harry Potter Fan Fiction

By : Dakki
Style : Yaoi
Category : Romance/Mystery
Pairing : Harry Potter/Draco Malfoy
Rating : PG-13 (This part)
Spoilers : No
Disclaimer :
ตัวละครทุกตัวที่ปรากฏในฟิคเรื่องนี้นำมาจากเรื่อง Harry Potter ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ J.K.Rowling
Summary : แฮร์รี่ที่มาสืบราชการลับให้กับกระทรวงเวทมนตร์อังกฤษในฐานะมือปราบมาร พบกับมัลฟอยโดยบังเอิญที่นครปารีส แฮร์รี่สงสัยว่ามัลฟอยมาทำอะไรที่นี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ดีใจที่ได้พบเพื่อน(ศัตรู)เก่า ในเวลาต่อมาพวกเขาพบกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆทั้งโดยบังเอิญและโดยตั้งใจ และนั่น...ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง...


Paris*Moonlight 26- [End] (A Perfect Tragedy)


สายลมหนาวยะเยือกพัดพาเอาควันบุหรี่กาแรมไมลด์มวนที่แฮร์รี่คาบไว้ลอยสูงขึ้นไปในบรรยากาศ ชายหนุ่มร่างสูงเหลือบสายตาสีเขียวมรกตของเขามองตามมันไปอย่างล่องลอย มือซ้ายทำหน้าที่ของมันอีกครั้งโดยการคีบบุหรี่เข้าปาก สูดเอาควันรสละมุนเข้าไปในปอดอึดใหญ่ ก่อนจะคีบเจ้ามะเร็งตัวน้อยออกมาพร้อมกับปล่อยควันพิษกลิ่นหอมหวนเข้าสู่อากาศยามดึกของนครปารีสอีกครั้ง ในขณะที่ควันสีขาวนั้นลอยไปตามสายลม แฮร์รี่ก็เบนสายตากลับมาสู่ระดับปกติ ประตูชัยแห่งปารีสตั้งตระหง่านล้อแสงไฟสปอตไลท์สีเหลืองทองอยู่ข้างหน้าเขา ชายหนุ่มกำลังเดินอยู่บนถนน Champs-Elysees ที่ครึกครื้นเป็นพิเศษเนื่องจากผู้คนทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวกำลังทยอยกันมาที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ...อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเที่ยงคืน และ Arc du Triumph ก็เป็นสถานที่หนึ่งในหลายๆแห่งของปารีสที่จะมีการ countdown กันในคืนนี้...

...คืนวันที่ 31 ธันวาคม...

เสียงผู้คนดังจ้อกแจ้กจอแจฟังไม่ได้ศัพท์ คืนนี้ถนน Champs-Elysees ถูกปิดเพื่อให้เป็นสถานที่ให้ฝูงชนทำการ countdown โดยเฉพาะ แฮร์รี่เฝ้ามองผู้คนที่หน้าตาแจ่มใสและหัวเราะเสียงดังแล้วก็อดที่จะยิ้มไปด้วยไม่ได้ ทั้งๆที่ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เขาแทบจะยิ้มไม่ออกเอาเสียเลย ดังนั้นเขาจึงคิดว่าควรจะดึงตัวเองออกมาจากห้องพักรูหนูที่เขาจมอยู่กับมันมาทั้งอาทิตย์แล้วมาหาอะไรรื่นเริงทำเสียบ้าง...ไหนๆวันนี้ก็เป็นวันส่งท้ายปีเก่าแบบนี้แล้ว...

...แฮร์รี่ได้แต่หวังว่าการออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์และฟังเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีเพื่อต้อนรับปีใหม่ที่มาถึงจะทำให้เขาลืมเลือนความเศร้าไปได้บ้าง...เขาหวังอย่างนั้นจริงๆ...

กาแรมไมลด์ถูกอัดเข้าไปในปอดอีกครั้ง ควันบุหรี่ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆนี่ช่วยให้เขาคลายหนาว และยังทำให้ความเครียดในสมองของเขาลดลงไปได้บ้าง เขาชอบสูบมันเวลาเขากำลังครุ่นคิดหรือเครียดกับอะไรซักอย่าง...ในกรณีนี้ก็คงเป็นความเครียดที่ว่าเขาจะจัดการกับความเศร้าที่เอาแต่เกาะกุมหัวใจเขาอยู่อย่างนี้มาตลอด 4 วันที่ผ่านมานี่ได้ยังไง...

อุ๊ย ขอโทษค่ะ! ความที่มีคนเดินถนนกันขวักไขว่ หญิงสาวชาวปารีสคนหนึ่งจึงเดินมาชนแฮร์รี่โดยไม่ตั้งใจ ชายหนุ่มเซนิดหนึ่งด้วยแรงปะทะแต่ก็ส่งยิ้มให้พลางพึมพำว่า ไม่เป็นไร เป็นภาษาฝรั่งเศสตอบกลับไป ซึ่งหญิงสาวคนนั้นก็รีบก้มหน้างุดอย่างรู้สึกผิดและเดินต่อไปโดยเร็ว

แฮร์รี่เอามือคลำบริเวณหน้าอกของตนเองที่โดนศอกของหญิงคนนั้นกระทุ้งเข้าให้เสียแรงเมื่อครู่...ตรงที่ที่เคยมีรอยแผล...กรงเล็บของมนุษย์หมาป่าเคยสร้างแผล 4 รอยให้เขาบริเวณหน้าอกนั้น...เจ็บปวด ลึก และใช้เวลานานมากกว่าจะหาย แต่เมื่อวันก่อนแฮร์รี่อาบน้ำ และเขาก็สังเกตว่าแผลเหล่านั้นตอนนี้สะเก็ดของมันหลุดลอกออกไปเกือบหมดแล้ว...

ฝูงชนคลาคล่ำมากขึ้นในทุกขณะที่เขาเดินไป แต่ความคิดของชายหนุ่มไม่ได้อยู่ที่ความสนุกสนานตรงหน้านี่เลย ใจของเขากระหวัดไปถึงเรื่องราวในช่วง 4 วันที่ผ่านมา และเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แฮร์รี่จัดกระเป๋าเสร็จแล้ว เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดที่เขาขนมาจากอังกฤษเพื่อใช้ชีวิตอยู่ในช่วง 2 เดือนกว่าๆที่ผ่านมาในปารีสถูกแพคเรียบร้อย คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่เขาอยู่ที่นี่...

...และอาจจะไม่ได้กลับมาอีกตลอดกาล...

ห้องพักในโรงแรมรูหนูที่ Quai Du Georges Pompidou ถูกเก็บกวาดเรียบร้อย ข้อมูลทุกอย่างที่ใช้ในการค้นคว้าเรื่องจอกศักดิ์สิทธิ์ถูกชายหนุ่มเก็บลงกระเป๋าไปหมด รวมทั้งเสื้อผ้าและข้าวของเล็กๆน้อยๆของเดรโก มัลฟอยที่ไม่ได้กินเนื้อที่ในกระเป๋าเดินทางของเขาเท่าไรนัก เขาวางแผนจะขนเปียโน Hamilton กับโลงศพของเดรโกกลับไปลอนดอนด้วย...ไหนๆมันก็เป็นของสองสิ่งสุดท้ายของเดรโกที่มีความหมายสำหรับเขาที่เหลืออยู่...

ในช่วง 4 วันที่ผ่านมาแฮร์รี่ใช้เวลาหมดไปกับการจมอยู่ในห้อง เขาเอาแต่นอนซุกหน้าลงกับหมอน ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา หิมะตกลงมาครั้งหนึ่งในคืนวันหนึ่งและมันก็ทำให้อากาศอันหนาวเย็นยังสามารถคงอุณหภุมิติดลบ 10 องศาของมันไว้อย่างนั้นได้ ยิ่งชายหนุ่มผมดำจมตัวเองอยู่กับความทรงจำของห้องนั้นมากเท่าไหร่ ความเจ็บปวดและความเศร้าโศกเสียใจก็ยิ่งครอบงำเขามากขึ้นเท่านั้น หลายต่อหลายครั้งที่อยู่ๆน้ำตาลูกผู้ชายของเขาไหลลงมาเปรอะเปื้อนหมอนใบเก่าอย่างห้ามไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆห้องนี้มันหลอกหลอนเขา ทั้งโลงศพ เปียโน กระจกเงา...และที่สำคัญที่สุด ทั่วทุกอณูของห้องๆนี้มีกลิ่นของเดรโกติดอยู่...

...กลิ่นน้ำหอม Allure และบุหรี่ Garam Mild...

...ยิ่งแฮร์รี่อยู่ในห้องนี้นานเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งคลุ้มคลั่งมากขึ้นเท่านั้น...

แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะรู้ตัวดีว่ากลิ่นแห่งอดีตในอณูอากาศของห้องๆนี้อาจจะทำให้เขาเป็นบ้าได้ แต่แฮร์รี่ก็ยังเลือกที่จะอยู่...เขาไม่มีที่ไป ยิ่งเมื่อชีวิตเขาตอนนี้ไม่อาจจะออกไปสัมผัสแสงอาทิตย์ได้อีกต่อไปแล้ว เขาก็ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่าควรจะไปที่ไหนหรือทำอะไรดี จริงอยู่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี่เขาใช้ชีวิตอยู่ใต้แสงจันทร์มาตลอด แต่นั่นมันก็เป็นเพราะการเลือกของเขาเอง เขาต้องสืบคดีมนุษย์หมาป่า(และแวมไพร์) และเขาก็มีเรื่องให้ทำตั้งมากมายจากการเข้าไปแส่ในชีวิตของเดรโก มัลฟอยที่ดูเหมือนจะชอบโผล่ออกมาใต้แสงจันทร์และแสงดาวไม่น้อยไปกว่าเขา

...แต่ตอนนี้เดรโกไม่อยู่แล้ว...และการต้องใช้ชีวิตอย่างหลบหลีกซ่อนเร้นในเงาแห่งรัตติกาลแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นไปด้วยความสมัครใจของเขาอีกต่อไป แต่มันเป็นความจำเป็น...เพราะเขาไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ในยามที่มีพระอาทิตย์อยู่บนท้องฟ้าได้อีกแล้ว...

...เมื่อใดเป็นเวลาของสุริยัน เมื่อนั้นก็ไม่ใช่เวลาของเขา...

กลางคืนดูเงียบเหงาวังเวงมากสำหรับแฮร์รี่ เมื่อเขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามีเพียงเขาอยู่อย่างลำพังในโลก ศาสตราจารย์ลูปินและดัมเบิลดอร์แวะมาหาเขา 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อมาเยี่ยมและดูอาการเขา และครั้งที่สองเพื่อมาบอกวันเดินทางกลับอังกฤษ ซึ่งก็คือเช้ามืดวันปีใหม่ ผู้ใหญ่ทั้งสองอาสาจะช่วยแฮร์รี่แพคกระเป๋า แต่ชายหนุ่มร่างสูงปฏิเสธ เขายินดีที่จะเป็นคนเก็บรวบรวมเศษซากของความทรงจำตลอด 2 เดือนของเขาลงกระเป๋าด้วยตัวเองมากกว่า...

...อย่างน้อยความทรงจำระหว่างเขากับเดรโก เขาก็ไม่อยากให้มีใครคนอื่นมาแตะต้องมัน...

วันหนึ่งๆแฮร์รี่ทานอาหารน้อยมาก บางคืนเขาแทบจะไม่ย่างเท้าออกไปจากห้องเลย และนั่นก็หมายความว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องเขาเลยในคืนนั้น ตอนนี้ร่างกายของเขาจึงซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัดจนลูปินแสดงอาการเป็นห่วง แต่แฮร์รี่ก็ไม่ใส่ใจ เวลานี้น้ำหนักของเขาคงลดลงมาสัก 5 กิโลแล้วเห็นจะได้ เหตุผลหนึ่งที่ชายหนุ่มไม่ออกไปทานอาหาร ก็คือเขาไม่รู้สึก อยาก อาหารเอาเสียเลย...

...แฮร์รี่อยากดื่มเลือดมากกว่า...

คืนหนึ่งเมื่อเขารู้สึกว่าทนไม่ไหวอีกต่อไป ชายหนุ่มผมดำจึงออกไปจากห้อง และฆ่าชายคนหนึ่งเพื่อดื่มเลือดเป็นอาหาร...

...มันเป็นความทรงจำอันน่าสะอิดสะเอียน แฮร์รี่พยายามจะห้ามตัวเองแล้ว แต่ก็เหมือนว่าเขาไม่อาจควมคุมความต้องการที่ร่างกายเขามันเรียกร้องอยู่ตอนนั้นได้ ทุกขณะที่ชายหนุ่มรู้สึกว่าเลือดของชายอีกคนไหลเข้าไปในร่างกายตนนั้น เขาแทบจะขย้อนมันออกมา แต่ร่างกายเขาก็บังคับไม่ให้เขาทำเช่นนั้น แฮร์รี่ดูดเอาเลือดของชายแปลกหน้าเข้าไปจนกระทั่งหยดสุดท้าย...จนกระทั่งร่างของชายผู้นั้นแห้งกรอบราวกับมัมมี่...เหมือนกับร่างของผู้เสพความตายที่เดรโกฆ่าในรถไฟไม่มีผิด หลังจากถอนคมเขี้ยวของตนออกมาจากต้นคอของคนแปลกหน้าคนนั้นและจ้องมองซากร่างที่เหลืออยู่ล้มลงไปแตกแหลกสลายคาพื้นถนนลาดยางเย็นชืดแล้ว แฮร์รี่ก็ร้องไห้ออกมา...

...เขาจะต้องมีชีวิตแบบนี้ตลอดไป...เขารู้...

...ตลอดไป...
/////////////////////////////////////

...แฮร์รี่ไปที่โรงพยาบาลของพ่อมดมา 2-3 ครั้ง...

ทั้งโรงพยาบาล St.Edison และโรงพยาบาลอื่นๆ ทุกครั้งที่เข้าไปเขาจะถามหาคนชื่อเดรโก มัลฟอย ชายหนุ่มผิวขาวซีดที่มีผมสีบลอนด์ทอง ดวงตาสีเทา อาจจะถูกนำส่งโรงพยาบาลเพราะได้รับบาดเจ็บจากการโดนยิง...แต่ทุกครั้งที่เขาไป ก็เป็นทุกครั้งที่เขากลับมามือเปล่า...

...ไม่มีใครพบเดรโก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่วันแล้วก็ตาม ถึงแม้ตอนแรกแฮร์รี่จะยังมีความหวังหลงเหลืออยู่...แต่ตอนนี้ความหวังสุดท้ายมันได้มลายหายไปกับสายลมหนาวเสียแล้ว...

แฮร์รี่นึกไปถึงคืนที่เขาต่อสู้กับผู้เสพความตาย คืนนั้น...สเนปกัดคอเขา เพราะต้องการให้เขาเป็นแวมไพร์ แฮร์รี่รู้ว่าสเนปทำแบบนั้นเนื่องมาจากความแค้นเพราะชายหนุ่มเป็นคนทำให้สมบัติล้ำค่าที่ถูกเก็บซ่อนมาถึง 2 สหัสวรรษถูกทำลายไป แต่ตอนที่สเนปทำเช่นนั้น เขารู้ถึงความสัมพันธ์ของแฮร์รี่กับเดรโกหรือเปล่า...

...มีใครในกลุ่มผู้เสพความตายรู้หรือเปล่าว่าแฮร์รี่ พอตเตอร์และเดรโก มัลฟอยมีความสัมพันธ์กันอย่างไร?...

ถ้าจะให้เขาเป็นคนตอบ แฮร์รี่คิดว่าพวกนั้นรู้ เพราะทั้งลูเซียสหรือสเนปไม่มีทีท่าประหลาดใจใดๆเมื่อพบว่าเขาอยู่กับเดรโกในคืนวันคริสต์มาสที่พวกเขาค้นพบจอกศักดิ์สิทธิ์ อีกอย่าง พวกผู้เสพความตายคงจะไม่ได้เริ่มสะกดรอยตามพวกเขาในคืนนั้นเป็นคืนแรกแน่ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้อยู่แล้วที่พวกนั้นจะรู้ว่าเขากับเดรโกอยู่ด้วยกัน...และรักกัน...

...และถ้างั้น การทำให้แฮร์รี่เป็นแวมไพร์ ก่อนจะฆ่าเดรโกทิ้ง ก็เหมือนกับทำให้แฮร์รี่ตายทั้งเป็น...

...เป็นการแก้แค้นอย่างเลือดเย็นจริงๆ...

...ถึงแม้การทำให้เขาเป็นแวมไพร์จะเป็นการแก้แค้นในตัวอยู่แล้ว แต่สำหรับแฮร์รี่ มันจะไม่ใช่สิ่งน่าเศร้าขนาดนี้เลยถ้าหากยังคงมีเดรโก...ที่ก็เป็นแวมไพร์เหมือนกัน...อยู่เคียงข้างเขา แต่ตอนนี้การเป็นแวมไพร์นี่มันกลับเป็นสิ่งน่าเจ็บปวดทรมานจนชายหนุ่มแทบจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ เพราะในวินาทีที่แฮร์รี่คิดว่าเขาจะได้อยู่กับเดรโก ตลอดไป พวกผู้เสพความตายก็กลับพรากสิ่งที่มีค่าที่สุดไปจากเขา...พวกนั้นฆ่าเดรโก...

...ด้วยกระบอกปืนของแฮร์รี่เองด้วยซ้ำ...

...และปล่อยให้แฮรี่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาราตรีอย่างลำพังผู้เดียว...


ลมหายใจที่เป็นกลุ่มควันขาวของชายหนุ่มถูกปล่อยออกมาในอากาศ แฮร์รี่เงยหน้ามองฟ้า มองเห็นพระจันทร์แหว่งวิ่นปะปนอยู่กับกลุ่มเมฆและหมู่ดาว จะว่าไปคืนนี้ก็เป็นคืนฟ้าเปิดคืนหนึ่งเพราะเขาสามารถมองเห็นดวงดาราดารดาษอยู่เต็มท้องฟ้า ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเองในใจ...เป็นยิ้มอันโศกเศร้า...เพราะคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่เขาจะได้ยืนดูดวงดาวจากจุดนี้ของโลก...ท้องฟ้าของปารีส...เมืองอันไม่เคยหลับ...

ผิวขาวซีดของแฮร์รี่ดูสุกสว่างอยู่กลางแสงจันทร์และแสงดาว...โดดเด่น...ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนร้อยพ่อพันแม่ในมหานคร ชายหนุ่มก้มหน้ากลับลงมาจากการมองผืนฟ้า...หวังเหลือเกินว่าจะได้พบใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า...ใครคนที่เขาอยากจะเจอที่สุดในโลก...แต่ก็ไม่มีใคร ข้างหน้าเขายังคงเต็มไปด้วยฝูงชนที่เดินขวักไขว่ หัวร่อต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข ไม่มีใครเลยที่รู้จักเขาและเขาก็ไม่รู้จักใคร แฮร์รี่จำได้ว่าในคืนแรกที่เขามาถึงปารีส เขาก็มีความรู้สึกแบบนี้ เดินอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนต่างเชื้อชาติต่างภาษา ในดินแดนที่เขาไม่คุ้นเคย แต่ในคืนนั้นแฮร์รี่ได้พบกับแสงสว่างที่แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากเขาก็ยังสามารถมองเห็นได้...ชายหนุ่มที่มีผิวขาวราวกับแสงจันทร์ มีผมสีบลอนด์ทองและดวงตาสีเทาเย็นชาคนนั้น...คนที่เปลี่ยนโลกของเขาไปทั้งโลก และทำให้เขาไม่รู้สึกว่าอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพังในดินแดนแปลกหน้าแห่งนี้อีกต่อไป...

...ในคืนนั้นเดรโกปรากฎกายต่อหน้าเขา ผิวของหมอนั่นก็คงจะเหมือนกับผิวของแฮร์รี่ในตอนนี้ ขาวซีดจากการไม่ถูกแสงแดดเป็นเวลานานและอาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ของการเป็นแวมไพร์เองด้วย เดรโกเป็นคนทำให้เขาไม่รู้สึกว่าโลกของเขามันว่างเปล่า...ซึ่งแฮร์รี่ก็อยากจะหวังเหลือเกินว่า ณ เวลานี้ที่เขากลับมารู้สึกเช่นนี้อีกครั้ง เดรโกจะปรากฏตัวขึ้น และทำให้โลกของเขาถูกเติมเต็มเหมือนเดิม...

...แต่ตอนนี้ไม่มีเดรโกอีกต่อไปแล้ว...

แฮร์รี่ยกหลังมือขึ้นป้ายตาลวกๆ...ป้องกันไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าในดวงตาสีมรกตของเขานั้นเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความเศร้า ก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นอัดควันเข้าปอดเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...ทั้งๆที่เขารู้ว่ามัน เกิด การเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น...

...นับจากตอนนี้โลกของเขาจะไม่มีวันถูกเติมเต็มได้อีกแล้ว...
////////////////////////////////////

อีกหนึ่งชั่วโมงจะเที่ยงคืน

แฮร์รี่ก้มลงดูนาฬิกาหลังจากที่เขารับประทานอาหารมื้อแรกของคืนนี้เสร็จและกำลังจิบกาแฟบลูเมาเท่นของโปรด จากตรงนี้เขาสามารถมองออกไปเห็นถนน Champ-Elysees เห็นประตูชัยปารีส และสามารถเห็นได้ว่ามีฝูงชนแออัดยัดเยียดกันอยู่บริเวณนั้นมากขนาดไหน

เวทีตรงหน้า Arc du Triumph มีพิธีกรขึ้นไปพูดทอล์คโชว์สลับกับมีวงดนตรีขึ้นไปเล่นเรียกเสียงของผู้คนเป็นระยะ เป็นการฆ่าเวลาก่อนจะถึงเวลา countdown แฮร์รี่จับไม่ได้ว่าวงดนตรีบนเวทีกำลังร้องเพลงอะไรเพราะเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนนับหมื่นดังตีกับเสียงเพลงไปหมด ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเอง เขารู้สึกแหยงหน่อยๆเมื่อคิดว่าเขาจะต้องบุกเข้าไปยืนอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นเพื่อจะร่วม countdown ในคืนนี้...

แฮร์รี่หันไปมองรอบๆตัว...ที่ที่เขาอยู่คือจัตุรัส Square Marigny เขาเคยมาที่นี่กับเดรโกครั้งหนึ่ง...นั่งทานอาหารด้วยกันกับหมอนั่นในร้านเดียวกันกับร้านที่เขากำลังนั่งอยู่ตอนนี้...จู่ๆความขมขื่นก็พุ่งขึ้นมาจุกที่คอหอยของแฮร์รี่อย่างห้ามไม่ได้ เขาเรียกบริกรให้มาเก็บเงินแล้วรีบลุกออกจากร้านนั้นไปโดยเร็ว...

ชายหนุ่มผมดำเดินทอดน่องสูบบุหรี่ตรงไปยังฌองส์เซลิเซ่ที่ฝูงมนุษย์จำนวนมหาศาลกำลังร้องเพลงรื่นเริงตามที่วงดนตรีบนเวทีเล่นและกำลังสนุกสนานกับการเล่นดอกไม้ไฟอยู่ เมื่อเดินไปจนเกือบจะถึงตัวถนนแล้ว จู่ๆแฮรี่ก็เปลี่ยนใจ

ชายหนุ่มหมุนตัวกลับ เขาเปลี่ยนทิศทางจากการมุ่งหน้าเข้าหาประตูชัยแห่งปารีสเปลี่ยนเป็นหันออกแทน ตรงไปยังบริเวณที่เขาจอดรถทิ้งเอาไว้...

...แฮร์รี่เปลี่ยนใจกะทันหัน เขาจะไป countdown ที่หอไอเฟลดีกว่า...


ห้าทุ่มครึ่งแล้วเมื่อแฮร์รี่ขับรถไปถึงถนน Quai Branly ที่คืนนี้ปิดการจราจรทั้งหมดเปลี่ยนเป็นถนนคนเดินเพื่อให้ฝูงชนมายืน countdown ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ได้เช่นเดียวกับถนนฌองส์เซลิเซ่ ตลอดทางที่ขับรถมาชายหนุ่มต้องเจอกับการจราจรอันคับคั่ง ซึ่งก็คงจะเป็นแบบนี้ตลอดคืนเป็นแน่ เขาเข้าไปหาที่จอดรถตามตรอกซอกซอยเล็กๆ จนเมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้ว แฮร์รี่จึงเดินออกมาที่ Quai Branly

ฝูงคนที่นี่มีจำนวนมากกว่าที่ Champ-Elysees หรือจะเป็นเพราะหอไอเฟลเป็น landmark ของปารีสที่มีเสน่ห์และโด่งดังกว่าประตูชัยก็เป็นได้ ที่นี่เสียงอึกทึกครึกโครมดังกว่าบริเวณที่แฮร์รี่เพิ่งจะขับรถจากมา และสำหรับชายหนุ่มผมดำแล้ว...ที่นี่เป็นสถานที่ที่มีความทรงจำระหว่างเขากับเดรโก มากกว่าที่ไหนๆในปารีส...หรือจะให้พูดอีกที อาจจะมากกว่าที่ไหนๆในโลกนี้ก็เป็นได้...

ถนน Quai Branly อันคุ้นเคยในคืนนี้ยังคงประดับไฟสว่างไสว ร้านรวงต่างๆไม่ได้ปิดเพื่อไป countdown มันยังคงเปิดตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม แฮร์รี่กวาดสายตาไปตามถนนทั้งสาย...ทุกๆที่ล้วนแต่เป็นที่ที่มีความทรงจำระหว่างเขาทั้งสองคนทั้งสิ้น...

...พลันนั้นน้ำอุ่นๆก็ดูเหมือนจะเอ่อขึ้นมาที่ขอบตาอีกแล้ว...

ชายหนุ่มร่างสูงอัดควันบุหรี่เข้าปอดอีกครั้ง...พยายามลบความพลุ่งพล่านออกไปจากใจ เขาเดินดุ่มไปข้างหน้า มุ่งตรงไปยังหอไอเฟล ก่อนจะแทรกตัวหายเข้าไปในฝูงชน...
///////////////////////////////////////////

...10...9...8...7...6...5...4...3...2......1!!! เฮ!!! Happy New Year!!!!!!!!!

เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังกระหึ่มไปทั่วถนน Quai Branly...ทั่ว 7th Arrondissement...ทั่วเมืองปารีส พลุหลากสีถูกจุดขึ้นในวินาทีที่นาฬิกาเรือนใหญ่บอกเวลาดิจิตอลเป็น 00:00...เที่ยงคืนตรงเผง สีทองอร่ามของตัวหอไอเฟลตัดกับท้องฟ้ายามราตรีสีกรมท่าทางด้านหลังที่มีพลุสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือ ส้ม แดง ถูกจุดขึ้นมาในทุกๆครึ่งวินาทีดูสวยงามจนน่าตื่นตะลึง เสียงปุ้งปั้งที่เกิดจากการจุดพลุดังกระหึ่ม แต่ก็ไม่อาจสู้เสียงร้องไชโยของผู้คนข้างล่างนี้ได้ หมวกปาร์ตี้ถูกโยนลอยขึ้นไปในอากาศ ลูกโป่งหลากสีถูกปล่อยขึ้นฟ้า กระดาษสีรุ้งถูกโปรยลงมาจากหอไอเฟลที่มีความสูง 300 เมตรสู่พื้นพิภพ หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆกระโดดกอดคอแฮร์รี่แล้วหอมแก้มเขาไปฟอดใหญ่ เรียกเสียงหัวเราะจากชายหนุ่มได้ไม่น้อย...

...มันอาจจะเหมือนว่าเขามีความสุขร่วมไปกับผู้คนทั้งนครปารีสในขณะนี้...แฮร์รี่แหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องหลังหอไอเฟลที่ยังคงประดับประดาไปด้วยพลุไม่หยุด...แต่เขาจะมีความสุขมากกว่านี้แน่...

...ถ้าหากมีนายอยู่ด้วย...เดรโก...


งานรื่นเริงยังคงดำเนินต่อไป...คงจะตลอดทั้งคืน แต่เมื่อนาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่งครึ่ง แฮร์รี่ก็ตัดสินใจที่จะกลับโรงแรม เขาเหลือเวลาอีกเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนจะต้องออกเดินทางกลับลอนดอนด้วยกุญแจนำทางข้ามประเทศที่ขออนุญาตมาจากสถานทูตอังกฤษในฝรั่งเศส ลูปินกับดัมเบิลดอร์จะมาหาเขาที่โรงแรมและเดินทางกลับไปด้วยกัน

แฮร์รี่เดินออกมาจากฝูงชนที่ยังคงส่งเสียงร้องเพลงสวัสดีปีใหม่ไม่เลิก คนยังเต็มถนน Quai Branly แฮร์รี่หันกลับไปมองถนนสายนี้เป็นครั้งสุดท้าย...ถนนสายช้อปปิ้งอันโด่งดังเส้นหนึ่งในนครปารีส...ถนนที่เขาเจอกับเดรโกเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นก็ได้พบกันทั้งโดยบังเอิญและตั้งใจหลายต่อหลายครั้ง แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นหน้าคนร่างบางก่อนที่หมอนั่นจะหายไปตลอดกาล ก็ยังเกิดขึ้นบนถนนเส้นนี้เลย...ชายหนุ่มมองเลยไปถึงหอไอเฟลที่พวกเขาเคยขึ้นไปชมทิวทัศน์ยามกลางคืนของมหานครและทานอาหารด้วยกัน รวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำเซน Pont dlena ที่เขาเคยพบกับเดรโกบนนั้น เขาไม่รู้ว่าเขาตัดสินใจเปลี่ยนจากประตูชัยแห่งปารีสมาที่นี่เพราะอะไร...บางที เขาอาจจะอยากให้สถานที่นี้เป็นสถานที่แห่งความทรงจำสุดท้าย เหมือนกับที่มันเป็นความทรงจำแรกสำหรับเขาในนครปารีสก็เป็นได้...

แฮร์รี่เดินไปถึงรถเบนซ์สปอร์ตสีเทาของเขาที่จอดอยู่ในตรอก เขาขึ้นรถและสตาร์ทมัน ใช้เวลาเป็นครู่ก่อนจะตัดสินใจเหยียบคันเร่งและขับมันออกไปจากตรงนั้น...หันหลังให้กับหอไอเฟล และไม่คิดจะหันกลับไปดูมันอีกเป็นครั้งที่สอง...


...ลาก่อนปารีส...และขอบคุณสำหรับทุกอย่าง...หวังว่าเจ้าจะเป็นเมืองแห่งแสงสว่าง...เมืองแห่งความฝัน...สำหรับมนุษย์ทุกคนตลอดไป...
//////////////////////////////////

แฮร์รี่จอดรถตรงที่ประจำของเขาบนถนน Quai Du Georges Pompidou ก่อนจะลงจากรถอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาเดินทอดน่องช้าๆกลับไปยังโรงแรม ไม่รู้สึกกระตือรือร้นอะไรทั้งสิ้น ชายหนุ่มคีบกาแรมไมลด์เอาไว้และปล่อยควันพิษออกจากปากเป็นระยะๆในรูปของกลุ่มควันขาวที่ปะปนไปกับลมหายใจของเขาเอง...คืนนี้เขาสูบบุหรี่ไปกี่มวนแล้วนะ? 12? หรือ 15? แต่ความจริงแล้วจะเท่าไหร่ก็ช่างมันเถอะ เพราะตอนนี้เขาไม่มีทางที่จะเสียชีวิตด้วยโรคถุงลมโป่งพอง หรือมะเร็งปอด หรือโรคอะไรก็ตามที่เกิดจากการสูบบุหรี่ได้อีกแล้ว...อันที่จริงแล้วเขาไม่อาจเสียชีวิตไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ได้เลย...

แฮร์รี่เดินไปหยุดหน้าห้องหมายเลข 139 เขาล้วงมือเข้าไปหยิบกุญแจในกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างเชื่องช้า ในวินาทีที่ลูกกุญแจของเขาไปสัมผัสกับรูกุญแจที่ลูกบิดประตู ชายหนุ่มก็ชะงัก...

...เขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังบานประตู...

หัวใจของแฮร์รี่ลิงโลดขึ้นในอก ในเสี้ยววินาทีนั้นความหวังทั้งมวลของเขาแวบกลับเข้ามาในความคิด เขานิ่งเงียบ หยุดลมหายใจของตัวเอง หยุดความเคลื่อนไหวทั้งมวล แล้วค่อยๆแนบหูลงกับบานประตูไม้อัดเก่าแก่ พยายามจะเงี่ยหูฟังสรรพสำเนียงภายในห้องแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นตีกลองของตัวเอง...

...แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...ไม่มีเสียงใดๆ...

แฮร์รี่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปช้าๆด้วยใจเต้นระทึก...1 นาที...2 นาที...5 นาที แต่ก็ยังคงไม่มีเสียงอะไร...

ชายหนุ่มร่างสูงผละใบหูออกมาจากบานประตู ยิ้มอย่างปวดร้าวกับตัวเอง บางทีมันอาจจะเป็นอุปาทานของเขาเองก็ได้ที่ได้ยินเสียงหลังบานประตู บางทีมันอาจจะเป็นอาการหลอนประสาทของเขาเอง ที่อยากจะหลอกตัวเองว่ามีใครบางคนรอเขาอยู่หลังประตูนั่น...ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมันไม่มี...ไม่มีอีกแล้ว...

แฮร์รี่สูดลมหายใจลึก เขาเสียบลูกกุญแจเข้าไปในรูแล้วบิด เสียงสลักเปิดออกดักคลิก ลมหายใจของเขาถูกผ่อนออกอย่างหนักหน่วง ชายหนุ่มบิดลูกบิดประตูเปิดเข้าไป...

แล้วแฮร์รี่ก็ต้องตกตะลึง

เดรโก มัลฟอยนั่งอยู่บนเตียงในห้อง มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นแฮร์รี่เข้ามา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นส่งรอยยิ้มแห่งความยินดีมาให้เขา...
////////////////////////////////

แฮร์รี่คิดว่าตัวเองเห็นภาพหลอน

ลมหายใจของเขาสะดุดขาดห้วง ร่างกายของเขาแข็งชา ชายหนุ่มจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อาจเชื่อสายตาตัวเอง เขายกมือขึ้นขยี้ตาครั้งหนึ่งพลางเพ่งตามองใหม่...สองครั้ง...แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เดรโก มัลฟอยก็ไม่หายไป...

เดรโก... แฮร์รี่พึมพำเสียงแผ่ว กว่าจะเค้นเสียงออกมาจากลำคออันแห้งผากของเขาได้ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก ความตกตะลึงยังไม่หายไป แขนขาของเขาที่ตกอยู่ข้างตัวห้อยอย่างไร้เรี่ยวแรง ชายหนุ่มกระพริบตาถี่พลางพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคออีกครั้ง ...นายเป็นผีหรือเปล่า?

เสียงหัวเราะร่าเริงที่ดังมาจากบุคคลอีกคนหนึ่งในห้องเป็นเครื่องยืนยันว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิต เดรโกหัวเราะจนตาหยี ยิ้มร่า นายจะบ้าเหรอแฮร์รี่!? ชายหนุ่มผมทองโวยวาย ฉันยังไม่ตายหรอกน่า!

คำพูดนั้นกลับตาลปัตรโลกของแฮร์รี่อีกครั้ง

ความฝันกับความจริงทุกอย่างในสมองของเขาตอนนี้ตีกันจนมั่วไปหมด สับสน บิดเบือน จนไม่รู้ว่าอันไหนเรื่องจริง อันไหนเป็นเพียงภาพลวงตา...

นาย...ยัง...ไม่ตาย...? แฮรี่เค้นเสียงอีกครั้ง ดวงตายังคงเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ลมหายใจของเขากระชั้นถี่ และก็เป็นอีกครั้งที่เดรโกหัวเราะ

ฮิฮิฮิ ก็งั้นสิแฮร์รี่ นายมานั่งก่อนก็ได้ ทำท่าหายใจไม่ทันแบบนั้นเดี๋ยวก็เป็นลมไปหรอก ชายหนุ่มร่างบางพูดกวนๆ เขาตบเตียงนุ่มที่ตัวเองนั่งอยู่เป็นเชิงเชิญชวนให้แฮร์รี่มานังกับเขาด้วย แต่เมื่อยังเห็นคนร่างสูงยืนแข็งอยู่ที่เดิม เดรโกก็ล้อเลียนต่ออีกครั้ง ...หรือจะต้องให้ฉันเดินไปจูบนายให้หายตกใจก่อนแล้วค่อยจูงพามานั่งห๊ะ?

แฮร์รี่กลืนน้ำลาย ดวงตายังคงเบิกกว้าง เขาพยายามจะก้าวขาออกเดินไปหาชายหนุ่มผมทอง แต่ขาของเขามันกลับก้าวไม่ออกเสียอย่างนั้น เดรโกมองเห็นกิริยาแบบนั้นก็หัวเราะคิกคัก เขาจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายลุกขึ้นจากเตียงเดินมาหาเอง

เดรโกมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแฮร์รี่

กลิ่นน้ำหอม Allure อันคุ้นเคยหอมฟุ้งอยู่ในอากาศ ผสานกับกลิ่นบุหรี่กาแรมไมลด์อ่อนๆ คนร่างบางเดินเข้ามาใกล้แฮร์รี่...จนชิด...ตาประสานตา ในวินาทีนี้แฮร์รี่อยากจะเชื่อเหลือเกินว่าคนตรงหน้ายังมีตัวตนอยู่จริงๆ...

...ฉันเชื่อแบบนั้นได้ไหมเดรโก?...

ฮิฮิฮิ ทำไมต้องทำหน้าหวาดๆแบบนั้นด้วยล่ะแฮร์รี่? ฉันไม่ใช่ผีนะ! คนร่างบางพูดย้ำคำเดิม ประกายวิบวับในดวงตาสีเทาของเดรโกดูเหมือนจะช่วยย้ำคำพูดนั้นได้ดี ลมหายใจของชายหนุ่มผมทองที่ยืนเสียใกล้รินรดโดนบริเวณคอของแฮร์รี่...ลมหายใจ...

...นั่นหมายความว่านายยังมีชีวิตอยู่จริงๆใช่ไหม?...

...ถ้าคำว่า ผี ในความหมายของนายไม่ได้รวมถึง ผีดิบ แบบที่ฉันกับนายเป็นอยู่ตอนนี้น่ะนะ เดรโกต่อประโยคก่อนจะยิ้มกวน เมื่อเห็นว่าแฮร์รี่ยังคงกวาดสายตาสำรวจทั่วร่างของตนและยังมีสีหน้าไม่ไว้ใจอยู่ คนร่างบางก็ถอนหายใจเฮือก ทำยังไงถึงจะเชื่อซักทีนะว่าฉันไม่ใช่ผี ห๊ะ!? เขาโวยวาย ก่อนจะคว้ามือของแฮร์รี่มาจับแล้วยกขึ้นให้มันสัมผัสแก้มนิ่มของตัวเอง แบบนี้เชื่อหรือยัง?

การกระทำนั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่แฮร์รี่ไม่ทันได้คาดคิด ชายหนุ่มสะดุ้งจากสัมผัสที่เดรโกทำกับเขา แล้วก็รับรู้ในตอนนั้นทันทีว่าหมอนั่น...ยังมีเลือดเนื้ออยู่จริงๆ...

...สัมผัสอุ่นๆทั้งจากมือนิ่มและแก้มนวลเป็นเครื่องยืนยันการมีชีวิตได้...

แฮร์รี่คลายสีหน้าไม่ไว้ใจลง แต่เขาก็ยังไม่อาจยิ้มออกมาได้ เดรโกขมวดคิ้วคอยมองว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง เมื่อเขารู้สึกว่าสีหน้าของแฮร์รี่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ชายหนุ่มผมทองก็เล่นทีเผลอ...

เดรโกชะโงกหน้ามาประกบริมฝีปากนิ่มเข้ากับริมฝีปากของแฮร์รี่ทีหนึ่ง...ทีเดียวเท่านั้น แต่เชื่องช้ายาวนานเสียเหลือเกิน...

แฮร์รี่ตาโต และเมื่อเดรโกละริมฝีปากออกไปหัวเราะคิกคักแล้วแฮร์รี่ก็ยังคงทำตาโตอยู่เช่นนั้น

ฮิฮิฮิ อะไรอีกนี่นาย!? ทำไมทำหน้าแบบนั้น? เชื่อหรือยังว่าฉันไม่ใช่ผี ผีที่ไหนจะจูบได้อบอุ่นแบบนี้กันเล่า!? คนร่างบางกวน

...และโดยแทบไม่รู้ตัว แฮร์รี่ยิ้มออกมา...

เดรโก...นาย... ชายหนุ่มผมดำพูดได้เพียงแค่นั้น ก่อนที่เขาจะคว้าร่างบางๆของเดรโกมากอด...ไม่จำเป็นจะต้องคิดหาคำพูดอะไรมาบรรยายความรู้สึกของเขา แฮร์รี่ก็มั่นใจว่าอ้อมกอดนี้จะแสดงให้คนทั้งโลกเห็นได้ว่าเขารู้สึกอย่างไร...ทั้งรัก ทั้งคิดถึง ทั้งโหยหา...แฮร์รี่กระชับอ้อมแขนแนบแน่น กอดคนตรงหน้าราวกับว่าไม่เคยกอดใครมาทั้งชีวิต...กอดราวกับจะทุ่มเททั้งกายทั้งใจให้หลอมละลายเป็นหนึ่งเดียวไปกับร่างของอีกคนเสียตรงนั้น...กอด...ราวกับจะยึดร่างของคนๆนี้ไว้และไม่ยอมให้ใครมาพรากพวกเขาจากกันอีกตลอดกาล...

แฮร์รี่ พอแล้วน่า เดี๋ยวกระดูกฉันก็หักกันพอดี! เดรโกส่งเสียงอู้อี้ออกมาจากอ้อมอกของคนร่างสูง

เดรโก...นาย...นายหายไปไหนมา? ฉัน...คิดว่าจะเสียนายไปแล้วนะรู้ไหม? ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ! แฮร์รี่ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรที่ดีกว่านี้ เขาซุกหน้าเข้าไปที่ซอกคอของเดรโกราวกับจะหาไออุ่นให้ได้มากที่สุด ชายหนุ่มผมทองหัวเราะอีกครั้ง

เอาน่า...เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะแยะเลย แต่ก่อนอื่นนะนายต้องปล่อยฉัน แล้วเราก็ไปนั่งคุยกันบนเตียงดีกว่านะ เอาไหม? เดรโกพูดเหมือนกำลังคุยกับเด็ก ก่อนจะออกแรงลากร่างของพวกเขาทั้งคู่ให้เดินไปจนถึงเตียงให้ได้ แฮร์รี่ยังคงกอดไม่ยอมปล่อย ราวกับกลัวว่าหากเขาปล่อยมือไปคนตรงหน้าเขาจะหายตัวไปอีก ชายหนุ่มร่างสูงจึงเกาะเดรโกหนึบอยู่อย่างนั้น มือเหนียวเหมือนปลาหมึก เหมือนเด็กเล็กๆที่ไม่ยอมปล่อยมือจากพ่อแม่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

ฉันไม่หายไปไหนหรอกน่า... เดรโกพึมพำเบาๆปนขำ แต่เขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก คนร่างบางพาแฮร์รี่มาถึงเตียงได้สำเร็จแล้วจึงนั่งลงด้วยกัน

เดรโก...นายไม่เป็นไรใช่ไหม? เป็นคำถามต่อไปที่แฮร์รี่ถามขึ้น เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิมทั้งๆที่ตอนแรกมันก็แน่นอยู่แล้ว นายไม่ได้ถูกยิงใช่ไหม?

ฉันถูกยิง แฮร์รี่ เดรโกตอบคำถามนั้น

คนร่างสูงเงยหน้าขึ้นมองตาของเดรโก ที่ไหน?...แล้วนายไม่เป็นไร?

เป็นสิ คนร่างบางว่า ฉันโดนยิงตรงนี้... พร้อมๆกับคำพูดนั้นเดรโกก็เอื้อมมือไปแตะบริเวณใต้ซี่โครงด้านขวาของตน แฮร์รี่ไม่รอฟังคำพูดต่อไป เขาเปิดเสื้อโค้ทแล้วแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่มผมทองทันที เฮ้! ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้น่า! เดรโกโวยขำๆ แต่เขาก็ไม่ว่าอะไรเมื่อชายหนุ่มร่างสูงยังคงดำเนินการเปลื้องผ้าเขาต่อไป

ผิวขาวเนียนละเอียดของเดรโกปรากฎแก่สายตา...ขาวผ่องราวกับแสงจันทร์ ตรงบริเวณใต้ซี่โครงด้านขวาของชายหนุ่มมีผ้ากอชปิดแผลปิดเอาไว้แสดงให้เห็นว่าตรงนั้นมีบาดแผลที่จะต้องป้องกันการเข้าไปของเชื้อโรค...

นายเจ็บมากไหม? แฮร์รี่ถามน้ำเสียงเป็นห่วงจับขั้วหัวใจ นิ้วของเขาสัมผัสไปบนผ้ากอชแผ่วเบา

ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ เดรโกตอบ ...แต่ก่อนหน้านี้ก็ปางตายอยู่

ชายหนุ่มร่างสูงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนร่างบางอีกครั้ง มันเกิดอะไรขึ้น? นายเล่าให้ฉันฟังได้ไหม?

เดรโกกลืนน้ำลาย ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นเล่า...แบบลำดับความไม่ค่อยถูกเท่าไรนัก...

...ฉันโดนยิง...ด้วยกระสุนเงิน ผู้เสพความตายคนหนึ่งเป็นคนยิงฉันหลังจากที่สเนปกัดคอนาย...นายอาจจะสลบไปแล้วล่ะมั้งตอนนั้น ฉันมัวแต่สู้กับพ่อก็เลยไม่ได้สังเกตว่าพวกนั้นเอาปืนมาจากไหน...ก็คงจะหยิบมาจากมือนายตอนไหนซักตอนนั่นแหละ ตอนนั้นมันชุลมุนมาก ไม้กายสิทธิ์ของฉันโดนยึดไปฉันก็เลยจะเอาของพ่อมาใช้ แต่ก็โดนคาถาปลดอาวุธเอาไปอีก ฉันเลยไม่มีอาวุธ แล้วพอต้องสู้มือเปล่าฉันก็เลยบุกเข้าไปเลย...ก็เป็นตอนนั้นแหละที่ฉันโดนยิง...ในระยะประชิด...ด้วยกระสุนเงิน... เดรโกหยุดกลืนน้ำลาย

...หลังจากนั้นฉันก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว ตอนนั้นได้ยินเสียงใครซักคนตะโกนว่าพวกมือปราบมารตามมาทันแล้ว พวกผู้เสพความตายก็เลยวิ่งหนีกันโดยไม่สนใจฉัน ตอนนั้นตัวฉันชาไปหมดเลย คิดอะไรไม่ออกขยับตัวก็ไม่ได้ สิ่งสุดท้ายที่ฉันเห็นก็คือร่างของนายที่นอนสลบอยู่บนทางเท้า ก่อนที่ฉันจะวูบแล้วก็ล้มไปเหมือนกัน......

...แล้ว...ต่อจากนั้นล่ะ? แฮร์รี่ถามต่อเมื่อเดรโกนิ่งเงียบ สายตาของชายหนุ่มผมทองทอดมองไปยังผนังสีทึมที่ว่างเปล่า

...ฉันรู้สึกตัวอีกทีอีก 4 วันให้หลัง... คนร่างบางเล่าต่อ ...ฉันตื่นขึ้นมาในห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่มีแต่กลิ่นยาฆ่าเชื้อ ไม่รู้ว่าที่ไหนแต่มั่นใจว่าไม่ใช่โรงพยาบาลแน่ เพราะโรงพยาบาลไม่มีทางมีห้องที่โกโรโกโสแบบนี้ ฉันตื่นมาตอนกลางคืน ตอนนั้นไม่มีใครอยู่ รู้สึกปวดหัวมากเหมือนสมองจะระเบิด ตัวร้อน ขยับตัวก็ไม่ค่อยได้ แต่นั่นเป็นเพราะว่าฉันไม่ได้ใช้ร่างกายมาหลายวันแล้วก็ไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยมากกว่า มันรู้สึกไม่มีแรงเอามากๆเลย ฉันพยายามสำรวจดูร่างกายตัวเองเท่าที่สมองจะสั่งการได้ พบว่าไม่มีอะไรเสียหาย...แผลของฉันก็ได้รับการรักษาเรียบร้อยดี ฉันก็เลยตัดสินใจว่าคนที่พาฉันมาที่นี่ไม่น่าจะมีจุดประสงค์ร้ายอะไร ก็เลยนอนต่อ...

...พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็มีคนอยู่ในห้องแล้ว ตอนนั้นเกือบเช้าแล้วมั้ง เป็นผู้ชายวัยกลางคนตอนปลาย อายุราวๆ 50 น่าจะได้ แล้วเขาก็เล่าให้ฉันฟังว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เรื่องมันก็คือ...เขาเป็นหมอ และเป็นแวมไพร์ และเขาก็อยู่ในฝูงคนวันนั้นที่เราสู้กับผู้เสพความตายตรงถนน Quai Branly...เขาเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง และพอเห็นว่าฉันถูกกระสุนเงินยิง เขาก็เข้ามาช่วยได้ทันเวลา...ไม่อย่างนั้นร่างของฉันคงสลายไปแล้ว...เขาเป็นคนพาฉันกลับมาที่โรงแรมของเขาตรงแถวๆนั้น ดีที่เขาพอมีอุปกรณ์แพทย์อยู่บ้าง ก็เลยเอากระสุนเงินออกให้ได้ทันเวลา แล้วเขาก็จับฉันกินยาคืนสภาพสำหรับพวกแวมไพร์โดยเฉพาะ, ยาสลายพิษในร่างกาย, แคปซูลเลือด แล้วก็ยาบ้าบออื่นๆ แต่ที่แน่ๆก็คือฉันสลบไป 4 วัน

แฮร์รี่นั่งฟังอย่างตั้งใจจนจบ เขาลำดับเหตุการณ์ในหัวอย่างรวดเร็ว แล้ว...ทำไมนายเพิ่งโผล่มาวันนี้ล่ะ?

ก็อีตาหมอนั่นไม่ยอมให้ฉันออกมาน่ะสิ! บอกว่าให้พักฟื้นอยู่ที่นี่ก่อน ถึงจะพ้นขีดอันตรายแล้วก็จริงแต่ก็ยังมีอัตราเสี่ยงอยู่มาก เรื่องของเรื่องก็คือเขาอยากให้แน่ใจว่ายาคืนสภาพได้ผล 100% เขาบอกว่าตอนที่เอาฉันมาคืนนั้นฉันอยู่ในขั้นโคม่า คือร่างกายเริ่มแห้งกรอบไปแล้ว...อาการเหมือนกับพวกที่โดนดูดเลือดจนตายนั่นแหละ ที่ฉันรอดมาได้นี่ปาฏิหาริย์มาก...ฉันเองก็ไม่อยากปฏิเสธความหวังดีของเขา ก็เลยนอนอยู่ต่ออีก 2 วัน แล้วก็เพิ่งออกมาหานายวันนี้...

นายมาถึงที่นี่ตั้งแต่กี่โมง? แฮร์รี่เลิกคิ้วถาม

เดรโกอึกอัก ...คือ...ที่จริงแล้วก็ซักประมาณสามทุ่มอ่ะแหละ แต่นายไม่อยู่ แล้วฉันก็ไม่รู้ว่านายอยู่ไหน...ตอนแรกกะจะมาฉลองปีใหม่กับนาย แต่ก็ช่างมันเถอะ... อยู่ๆชายหนุ่มร่างบางก็เอื้อมตัวมาสวมกอดแฮร์รี่แนบแน่น ...แค่ตอนนี้นายอยู่กับฉันที่นี่ก็ดีใจแล้ว...

ชายหนุ่มร่างสูงยิ้มละไม เขากอดตอบพลางซุกหน้าลงไปกับเรือนผมนิ่มสีทองหอมกรุ่น ซุกไซร้ต้นคอขาวเนียนเล่นอย่างคิดถึงและแสนรัก อืม...ขอโทษนะที่กลับมาไม่ทันเคาท์ดาวน์กับนาย เอาไว้ปีหน้าละกันดีไหม? ยังไงๆพวกเราก็ต้องอยู่ด้วยกันอีกนานโขเลยนี่

เดรโกหัวเราะคิกคัก ฮิฮิ ฉันก็ว่างั้น

เสียงเคาะประตูห้องทำให้คนทั้งคู่หลุดออกมาจากโลกส่วนตัว แฮร์รี่คลายอ้อมแขนออกจากร่างของเดรโกก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูต้อนรับแขก เขารู้อยู่แล้วว่าใครมา...

สวัสดีครับศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ ศาสตราจารย์ลูปิน แฮร์รี่ร้องทักอย่างร่าเริงเมื่อแง้มประตูเปิดออก ดัมเบิลดอร์กำลังจะอ้าปากทักตอบ แต่แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างเอาไว้อย่างนั้นโดยคำพูดที่เตรียมจะตอบเอาไว้ตอนแรกไม่มีโอกาสได้หลุดออกมา...

...เมื่อเห็นใครอีกคนที่นั่งอยู่ในห้อง...

เดรโก! ดัมเบิลดอร์ร้องอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วสีหน้าตกตะลึงของเขาก็เปลี่ยนเป็นยินดี เธอยังไม่ตาย!

ครับ เดรโกรับคำพลางส่งยิ้มให้ ลูปินเองก็มีท่าทางงงงวยไม่แพ้กัน

ไหนบาร์แมนบอกว่าเดรโกร่างกายสลายไปแล้วไง? ลูปินพึมพำอย่างแปลกใจ

อะไรนะครับ? แฮร์รี่หันขวับมาถามทันที

ลูปินมีท่าทีอึกอักเล็กน้อย ก็...ผู้เสพความตายคนที่ยิงเดรโก...บาร์แมนน่ะ...บอกว่าตอนที่เขากำลังวิ่งหนีออกมา เขาหันไปดูเดรโกเป็นครั้งสุดท้าย เห็นเดรโกล้มลงไปกองกับพื้นแล้วร่างกายกำลังสลาย...ฉันก็เลยคิดว่าเดรโก...คงไม่รอดแน่แล้ว แต่ก็ไม่กล้าบอกเธอ...แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนี่ เธอโอเคใช่ไหมเดรโก? ลูปินเปลี่ยนท่าทีมาเป็นแสดงความยินดีและถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ

ครับ ผมโอเคแล้ว...ความจริงแล้วที่บาร์แมนเล่าก็จริงแหละครับ ผมล้มลงไปจริงๆ แต่เผอิญว่ามีคนมาช่วยไว้ทัน... แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวใหม่ให้ดัมเบิลดอร์และลูปินฟังอีกรอบ...

อ้อ ก็สรุปว่าพวกเธอก็เพิ่งจะเจอกันสินี่ ดัมเบิลดอร์พูดหลังจากฟังจบ ดวงตาของพ่อมดชราเห็นเป็นประกายวิบวับอยู่หลังแว่นตารูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว

ครับ ก็ก่อนอาจารย์มาไม่เกินชั่วโมง แฮร์รี่เป็นคนตอบ เขาเอื้อมมือไปกุมมือของเดรโกที่วางอยู่ข้างๆบนเตียงแน่น และคนร่างบางก็กระชับมือตอบอย่างไม่รู้สึกเคอะเขิน

แล้วถ้างั้นเรื่องจะกลับลอนดอน...? พ่อมดชราถามขึ้น

แฮร์รี่สูดลมหายใจ ...อาจารย์ครับ ผมคงจะตอบว่า...ผมจะไม่กลับลอนดอนแล้ว

ดัมเบิลดอร์ยิ้มอย่างคาดคะเนคำตอบเอาไว้อยู่แล้ว สายตาคมกริบของพ่อมดกวาดไปยังแฮร์รี่ทีเดรโกที ก่อนจะหัวเราะหึหึในลำคอ แววตาเป็นประกาย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอแฮร์รี่ ถ้าเธอว่างั้น...ฉันก็ว่าตามกัน แล้วพ่อมดชราก็ลุกขึ้นยืน เธอจะอยู่ที่นี่ต่อถึงเมื่อไหร่?

แฮร์รี่ลุกขึ้นยืนบ้าง มือของเขายังคงกุมมือของเดรโกเอาไว้ไม่ปล่อย ไม่มีกำหนดครับ ชายหนุ่มตอบหนักแน่น

ดัมเบิลดอร์พยักหน้าเบาๆเป็นเชิงรับรู้ ฉันจะได้บอกหัวหน้าของเธอถูก ยังไงก็...ติดต่อมาบ้างแล้วกัน พ่อมดร่ำลา ...ฉันกับรีมัสคงต้องไปแล้ว ที่เหลือเธอจัดการกันเองได้ใช่ไหม?

ครับ แฮร์รี่รับคำ

...แวบหนึ่งเขารู้สึกใจหายกับการตัดสินใจนี้ของตัวเอง...แต่ในวินาทีต่อมา...แฮร์รี่ก็รู้ว่าเขาได้ตัดสินใจเลือกทางเดินที่ถูกต้องแล้ว...

...เขาจะอยู่กับเดรโก...ที่นี่...

พ่อมดชราจ้องมองเข้าไปในดวงตาของแฮร์รี่ ก่อนจะหันไปมองเดรโก งั้นก็...ลาก่อนแฮร์รี่ หวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีก

ชายหนุ่มร่างสูงก้มหน้ารับ เขาเข้าใจความหมายของการร่ำลานี้ดี ครับ...หวังว่าจะได้พบกัน... เขาหันไปทางลูปิน ...ศาสตราจารย์ลูปินก็ด้วยนะครับ...ลาก่อน แฮร์รี่ลังเลนิดหนึ่งเมื่อพูดจบ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเข้าไปสวมกอดศาสตราจารย์วัยกลางคน

ลูปินกอดตอบ เขาเองก็เข้าใจความหมายของการร่ำลานี้ดีเช่นกัน ลาก่อนแฮร์รี่...หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ......

...แล้วดัมเบิลดอร์กับลูปินก็จากไป...

แฮร์รี่ เดรโกร้องเรียกขึ้นหลังจากส่งลูปินกับดัมเบิลดอร์ไปแล้ว ชายหนุ่มผมดำคนที่ยืนอยู่ข้างเขาและยังกุมมือเขาเอาไว้แน่นไม่ปล่อยหันกลับมาตามเสียงเรียก

ว่าไงครับ?

นายแน่ใจเหรอว่าจะไม่กลับลอนดอน? ภารกิจที่นี่ของนายเสร็จแล้วนะ? ชายหนุ่มผมทองถามเสียงแผ่ว

แฮร์รี่ยักไหล่ แล้วไง? นายอยากจะกลับหรือเปล่าล่ะ?...เมื่อเห็นเดรโกนิ่งเงียบ เขาจึงพูดต่อ สำหรับฉันแล้ว ที่อังกฤษไม่มีสิ่งสำคัญอะไรให้ฉันกลับไปหา ที่นี่ต่างหากที่มี...เพราะนายอยู่ที่นี่...

คำพูดนั้นทำเอาเดรโกหน้าร้อนวูบ เขาก้มหน้างุดยิ้มเขินๆ แฮร์รี่เห็นท่าทางแบบนั้นก็อดรู้สึกอยากแกล้งต่อไม่ได้ ...นายเป็นสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวของฉันนะรู้ไหม? เพราะฉะนั้นเราอยู่ด้วยกันได้ไหมครับเดรโก?...ตลอดไปเลย...

ชายหนุ่มผมทองอมยิ้มแก้มแทบปริด้วยความเขินจัด ทำเอาแฮร์รี่หัวเราะ คนร่างสูงก้มหน้าลงไปหอมแก้มคนตัวเล็กกว่าด้วยความมันเขี้ยวไปฟอดใหญ่ แล้วก็ทิ้งจมูกคมเอาไว้คลอเคลียแก้มใสอยู่ตรงนั้น เดรโกหน้าแดงจัดเข้าไปอีก

นายรู้ไหมเดรโก? ฉันว่าเราออกไปจากไอ้โรงแรมรูหนูนี่ดีกว่า แล้วไปซื้อคอนโดหรูๆอยู่กันดีไหม? เอาให้เห็นวิวทั่วปารีสเลย แบบชั้นเพนท์เฮาส์น่ะ แล้วก็ติดม่านเอาไว้ตรงกระจกพาโนรามาแสงอาทิตย์จะได้เข้ามาไม่ได้ ฉันจะซื้อรถ แล้วก็อาจจะหางานกะกลางคืนทำซักหน่อย นายว่าเป็นไง?

เดรโกหัวเราะคิกคัก จะเอาชั้นเพนท์เฮาส์เลยเหรอ? นายว่ามันจะไม่เวอร์ไปเหรอแฮร์รี่?

ชายหนุ่มผมดำยิ้ม อืม...ไม่นี่ ฉันอยากนอนกอดนายโดยที่มีดวงดาวทั้งบนท้องฟ้าแล้วก็บนพื้นดินเป็นพยานน่ะ ลองคิดดูสิว่ามันจะเจ๋งแค่ไหนถ้าเรามีอะไรกันแล้วมีพระจันทร์ลอยอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี่เอง...

แฮร์รี่! หุบปากไปเลยนะ! มันชักจะทะลึ่งมากไปแล้วนะ!!! เดรโกโวยลั่น ในขณะที่แฮร์รี่หัวเราะคิกคักไม่หยุด...


...รู้ไหมเดรโก? มันเป็นโชคชะตาจริงๆด้วยล่ะที่นำพาให้พวกเรามาพบกัน...เหมือนกับที่ฉันพูดกับนายในวันแรกที่ฉันเจอนายที่ปารีสนี่ไง...มันเป็นเพราะโชคชะตาที่ทำให้ฉันมาใช้ชีวิตอยู่กับนาย...แบบนี้...และตลอดไป...

...ต่อจากนี้นายก็ไม่จำเป็นจะต้องทำหน้าเศร้าแบบนั้นอีกแล้วนะ...เพราะนายไม่ได้อยู่เพียงลำพังคนเดียวในโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว...

-------------------------------------------


-บทส่งท้าย-


เสียงเพลง Moonlight Sonata ของ Beethoven ถูกบรรเลงบนเปียโนหลังใหญ่อย่างละเลียดบรรจงด้วยนิ้วเรียวที่พลิ้วไหวไปตามจังหวะทำนองอันคุ้นเคย...คุ้นเสียจนเจ้าตัวแทบจะหลับตาเล่นได้โดยไม่ต้องดูโน๊ตสักตัว ทำนองเพลงอันแสนเศร้าและลึกลับนั้นลอยอวลอยู่ในอณูอากาศจนทำให้ห้องทั้งห้องกลายเป็นอาณาบริเวณที่ทั้งเหงา เศร้า และลึกลับน่าค้นหาเหมือนเสียงเพลงไปเสียด้วย...

พระจันทร์สีนวลดวงโตทอแสงเด่นอยู่เหนือท้องฟ้าคืนวันเพ็ญของนครปารีส มันสาดแสงสีเงินเข้ามาในเพนท์เฮาส์ขนาด 300 ตารางเมตรกระทบโดนเปียโน Hamilton สีดำหลังงาม เตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่บุผ้านวมหนาสีแดงเลือดหมู โซฟาตัวยาวสีม่วงเข้มในบริเวณห้องนั่งเล่นที่ตั้งอยู่หน้าทีวีจอพลาสม่าของ Panasonic ขนาด 42 นิ้ว และโลงศพสีดำมันวาว 2 โลงที่วางอยู่เคียงคู่กัน...ในท่ามกลางแสงจันทร์สีเงิน...ในค่ำคืนอันเหน็บหนาวแบบนี้ หิมะสีขาวบางเบากำลังร่วงหล่นลงมาสู่นครปารีส...ตัดกับภาพของท้องฟ้ายามราตรีสีกรมท่าที่เป็นฉากหลังราวกับว่าหิมะสีขาวปุยเล็กๆเหล่านั้นเป็นดวงดาวเสียเอง...

ทำนองเพลงของ Moonlight Sonata ถูกบรรเลงต่อไปเรื่อยๆ...บางครั้งเร่งเร้า บางครั้งเชื่องช้า จังหวะทำนองทั้งเศร้า เหงา ลึกลับ และมีเสน่ห์คละเคล้าปะปนกันไป เดรโก มัลฟอยผู้ที่กำลังไล้นิ้วไปตามคีย์เปียโนบรรเลงเพลงนี้อยู่ในขณะนี้ดูเหมือนจะจมอยู่ในภวังค์แห่งเสียงดนตรี เขาหลับตาพริ้ม ปล่อยให้นิ้วมือของเขาเคลื่อนไหวไปโดยอัตโนมัติ...ตามธรรมชาติของมัน...ถ่ายทอดจิตวิญญาณทั้งหมดของเขาลงไปในตัวโน๊ตที่ถูกเปล่งออกมาจากเปียโนหลังนั้น...สอดประสาน...นุ่มนวล...และทรงพลังอยู่ในท่วงทำนองเดียวกัน...

เสียงกุญแจห้องถูกปลดสลักดังคลิกพร้อมกับประตูที่เปิดแง้มออกทำให้เดรโกหยุดการเล่นเปียโนลงในทันใด เขาลืมตาขึ้นหันไปมอง แล้วก็ยิ้มร่าเริงให้กับบุคคลที่เดินเข้ามา

กลับมาแล้วคร๊าบบบบบ เดรโก แฮร์รี่ส่งยิ้มพลางร้องทักทายคนร่างเล็กที่นั่งอยู่ในห้อง มือของเขาปัดปุยหิมะที่เปื้อนบริเวณลาดไหล่และปกของเสื้อให้ออกไป ทำไมนั่งอยู่มืดๆแบบนี้ล่ะ? ไม่เปิดไฟเหรอ? ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าไฟในห้องทุกดวงปิดสนิท เขาเอื้อมมือจะไปเปิดไฟ

ไม่เอา แบบนี้ก็ดีแล้วนี่ แค่นี้ก็สว่างพอแล้วไม่ใช่เหรอ? เดรโกทัดทานทันที แฮร์รี่ขมวดคิ้ว

มันก็ใช่นะ แต่จะอยู่มืดๆไปทำไมกันล่ะ?

คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง... ชายหนุ่มผมทองเฉลย เขาพยักพเยิดไปยังท้องฟ้ายามราตรีนอกกระจกพาโนรามาของห้อง...ที่ที่มีพระจันทร์ดวงโตลอยเด่นอยู่...

เท่านั้นแฮร์รี่ก็ถึงบางอ้อ

อ๋อ...ที่แท้ก็อยากนอนดูพระจันทร์กับฉันสองคนนี่เอง... คนร่างสูงกวน เดรโกแยกเขี้ยวส่งให้ทันที หึหึ นี่กลับมานานแล้วยังครับ? แฮร์รี่ถามต่อ เขาเดินเข้ามาหาคนร่างบางที่นั่งอยู่หน้าเปียโน มือคลายปมเนคไทของ Hermes ที่ผูกอยู่ออกก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งซ้อนหลังเดรโกบนม้านั่งเดียวกัน ปากที่ไวเท่าความคิดทำหน้าที่ของมันทันทีโดยการหอมแก้มชายหนุ่มผมทองไปฟอดหนึ่งเบาๆ เดรโกหัวเราะคิกคัก

ฮิฮิ ก็สักพักนึงแล้วล่ะ...แล้วนายล่ะเป็นไงบ้าง? งานโอเคไหม? คนร่างเล็กไถ่ถามถึงการทำงานเป็นผู้จัดการร้านกะดึกของร้าน Hermes ที่แฮร์รี่เพิ่งเริ่มทำมาได้ 2 อาทิตย์

อืม...ก็สนุกดี...แต่คืนนี้อากาศหนาว ฉันก็เลยคิดถึงนายตลอดเวลาเลยอ่ะ พูดจบ ชายหนุ่มผมดำก็หอมแก้มคนร่างบางไปให้อีกฟอดเป็นการย้ำความหมายของประโยคที่เพิ่งกล่าวไป

ฮิฮิ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย? เดรโกย้อนถาม หัวเราะคิกคัก

อ้าว เกี่ยวสิ...ฉันก็เลยอยากกลับมานอนกอดนายใจจะขาดไง... แฮร์รี่อ้อล้อ อมยิ้มสนุกสนานเมื่อเห็นเดรโกนั่งเงียบด้วยท่าทีเขินจัด ก่อนจะถามต่อ แล้วนี่ทำอะไรอยู่ครับ?

เล่นเปียโนน่ะสิถามได้ คนร่างบางรีบตอบด้วยความพยายามจะเปลี่ยนเรื่อง

คนร่างสูงเลิกคิ้ว เพลงอะไร? Moonlight Sonata?

อืม...ก็เห็นคืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ก็เลยอยากเล่นขึ้นมา...

แฮร์รี่ยิ้ม งั้นเล่นให้ฟังหน่อยสิครับคนสวย

นายยังไม่เบื่ออีกเหรอ? เดรโกถาม นิ้วเรียวไล้ไปตามแป้นคีย์ไล่ระดับเสียงจากสูงไปต่ำเล่นแก้เขิน

ไม่หรอก...เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้านายเป็นคนเล่นซะอย่าง...ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่มีทางเบื่อแน่ๆ... คนร่างสูงเอ่ยเสียงนุ่ม... ...เล่น Moonlight Sonata ให้ฟังหน่อยสิครับ... พูดจบ แฮร์รี่ก็เอื้อมมือออกไปโอบรอบเอวบางของเดรโกเอาไว้หลวมๆพลางใบหน้าก็ซุกไซร้ลงไปในเรือนผมหอมอย่างรักใคร่

คนร่างบางยิ้ม นิ้วของเขาเลื่อนอย่างแผ่วเบาไปบนแป้นคีย์อีกครั้ง...ลอยละล่องราวกับสายลม...แผ่วเบาราวกับขนนก...ก่อนที่ชายหนุ่มผมทองจะเริ่มบรรเลงเสียงเพลงอันหวานเศร้านั้นอีกครั้ง...เพลง Moonlight Sonata...

...บทเพลงเดิมๆถูกบรรเลงอีกครั้ง...ท่วงทำนองเดิมๆอันเคยคุ้น...แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่แฮร์รี่ฟังเพลงนี้ เขาก็ไม่เคยเบื่อ...ไม่เคยเลย ราวกับว่าทุกๆครั้งที่เดรโกเล่นเปียโน หมอนั่นได้ใส่จิตวิญญาณลงไปในตัวโน๊ต...ในบทเพลง...และทุกๆครั้ง ความมีเสน่ห์ ลึกลับ น่าหลงใหลที่เร้นกายอยู่ในเสียงดนตรีก็จะเผยตัวออกมา...ยั่วยวนให้เขาเข้าไปค้นหา...ดึงดูดให้เขาจมดิ่งลงไปมากขึ้นทุกที...ทุกที...

...แฮร์รี่บิดร่างของเดรโกในอ้อมกอดให้หันมาหาเขา ประกบริมฝีปากอันอบอุ่นนุ่มนวลของเขาเข้ากับของคนร่างบางโดยไม่ปล่อยโอกาสให้เดรโกตั้งตัวแม้แต่น้อย ชายหนุ่มผมทองเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่เขาจะหรี่ตาลงช้าๆ ยอมรับสัมผัสนั้นแต่โดยดี...


...เสียงเพลง Moonlight Sonata ของ Beethoven หยุดลงไปแล้ว...

...ท่ามกลางแสงสียามราตรีของนครปารีสที่ไม่เคยหลับใหล และหิมะสีขาวบางเบาที่ร่วงหล่นลงมากระทบกระจกหน้าต่าง...ท่ามกลางดวงดาวทั้งจากบนฟ้า และดวงดาราจากบนผืนพิภพ เงาร่างสองร่างของบุคคลสองคนในห้องๆนี้ กำลังกอดก่าย...ใช้ภาษากาย...แลกเปลี่ยนไออุ่นซึ่งกันและกัน...

...ไม่ว่าอากาศภายนอกจะหนาวเหน็บสักเพียงไหน...ไม่ว่าโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้จะอ้างว้างสักเพียงไร...แต่ตรงนี้...จะมีไออุ่นและที่พักพิงสำหรับเราเสมอ...

...ณ ที่แห่งนี้...ใจกลางกรุงปารีส...เมืองแห่งแสงสว่าง...เมืองแห่งความฝัน...

...เมืองที่ไม่เคยหลับ...


The End.