[Fic HP] Paris*Moonlight –25- (ความหวัง)
posted on 29 Jul 2006 00:14 by dakki in ParisMoonlightxENDx
Harry Potter FanFiction
Title: Paris*Moonlight -25-
By : Dakki
Style : Yaoi
Category : Romance/Mystery
Pairing : Harry Potter/Draco Malfoy
Rating : PG-13 (This part)
Spoilers : No
Disclaimer : ตัวละครทุกตัวที่ปรากฏในฟิคเรื่องนี้นำมาจากเรื่อง Harry Potter ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ J.K.Rowling
Summary : แฮร์รี่ที่มาสืบราชการลับให้กับกระทรวงเวทมนตร์อังกฤษในฐานะมือปราบมาร พบกับมัลฟอยโดยบังเอิญที่นครปารีส แฮร์รี่สงสัยว่ามัลฟอยมาทำอะไรที่นี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ดีใจที่ได้พบเพื่อน(ศัตรู)เก่า ในเวลาต่อมาพวกเขาพบกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆทั้งโดยบังเอิญและโดยตั้งใจ และนั่น...ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง...
[Fic HP] Paris*Moonlight 25- (ความหวัง)
...แสงสว่างแยงตาเขา...
...เป็นแสงสีขาวจัดจ้า...ไม่ใช่แสงสีเหลืองทองเหมือนแสงของดวงอาทิตย์ แต่มันเป็นแสงไฟฟ้าประดิษฐ์...แสงที่เกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยน้ำมือมนุษย์...
แฮร์รี่ลืมตาขึ้น
แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้าส่องลงมาจากเพดานที่มีสีขาวสว่างไม่แพ้กัน แฮร์รี่ตาลายในทันที ชายหนุ่มหยีตา เขาต้องใช้ความพยายามเล็กน้อยในการปรับสายตาให้ชินกับแสงจ้านั่น ก่อนที่ความคิดอื่นๆจะเริ่มไหลเข้ามาในสมองของเขาที่เพิ่งตื่น...
...ที่นี่ที่ไหน?...
แฮร์รี่ลืมตาโพลงขึ้นทันที สายตาของเขาที่เริ่มชินกับแสงสว่างแล้วสามารถมองภาพได้ชัดขึ้น เขาหันไปมองรอบๆตัว...ผนังห้องสีขาว โซฟาตัวยาวสีเขียวใบไม้ โคมไฟบนโต๊ะมุมห้อง หน้าต่างที่ปิดม่านสีทึบทึม...
...เขานอนอยู่ในโรงพยาบาล...
แฮร์รี่รู้ได้...ไม่ใช่จากเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องตกแต่งภายในห้องแต่อย่างใด แต่เนื่องจาก ‘กลิ่น’ ของโรงพยาบาล...กลิ่นยาที่ทำให้เขารู้สึกวิงเวียนได้หากดมไปนานๆ และแฮร์รี่ก็ไม่เคยรู้สึกชอบมันเลย...
ชายหนุ่มผมดำยันตัวขึ้นนั่งบนเตียง ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดออก...
...ดัมเบิลดอร์และลูปินเดินเข้ามา...
“อ้าวแฮร์รี่! ฟื้นแล้วเหรอ?” ลูปินเป็นคนส่งเสียงทัก เขามีสีหน้าดีใจ ดัมเบิลดอร์ก็เช่นกัน คนทั้งคู่ตรงมาที่เตียง ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์หย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ในขณะที่ลูปินนั่งที่ปลายเตียง เขามองใบหน้าของแฮร์รี่อย่างพินิจพิจารณา
“เป็นไงบ้าง? เธอสลบไป 2 วันเต็มๆเชียวนะ” มนุษย์หมาป่าไถ่ถามอาการ จากที่มีสีหน้าดีใจในตอนแรก แวววิตกกังวลก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขาเห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
“สองวันเลยเหรอครับ? นี่มันวันที่เท่าไหร่? แล้วก็กี่โมงแล้ว?” เสียงของแฮร์รี่แหบโหยด้วยความที่ไม่ได้ใช้เสียงมาสองวันเต็มๆ เขารู้สึกอ่อนเพลียและยังเวียนหัวอยู่เล็กน้อย แต่นั่นไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญเท่าไหร่ในตอนนี้ ถ้าเทียบกับคำถามที่แวบเข้ามาในสมองของเขาเป็นเรื่องที่ 2 หลังจากเขาฟื้นคืนสติขึ้นมา
...เดรโกอยู่ไหน?...
“วันนี้วันที่ 27 ธันวาคม ตอนนี้บ่ายสามโมงครึ่งแล้ว” ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ตอบให้
“แล้วเดรโก...?” แฮร์รี่ถามสิ่งที่คาใจเขาอยู่ทันที ชายหนุ่มรู้สึกระวนกระวายในอก...แล้วก็ยิ่งรู้สึกหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะมากขึ้นเมื่อมองหน้าศาสตราจารย์ลูปินและดัมเบิลดอร์สลับกันไปมา และพบว่าคนทั้งคู่เงียบ...
“เดร...?”
“แฮร์รี่ ฟังนะ” รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์แห่งอังกฤษเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเคร่งขรึมเหมือนทุกๆครั้งที่ดัมเบิลดอร์ต้องการจะพูดอะไรซีเรียสจริงจัง กิริยาของเขาจะต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดกับเวลาปกติที่มักจะทีเล่นทีจริง “...พวกเราหาเดรโก มัลฟอยไม่เจอ” เขาพูดเสียงไม่ดังนัก
แฮร์รี่ขมวดคิ้ว ถึงจะไม่เข้าใจประโยคนั้นนัก แต่เขาก็รู้ว่าความหมายของมันไม่ใช่เรื่องดีแน่ ชายหนุ่มร่างสูงใจเสีย “...หมายความว่าไงครับ?” เขาถาม
“ก็หมายความว่าเมื่อพวกเรา...มือปราบมารไปถึง พวกเราก็เจอแค่เธอหมดสติอยู่บนฟุตบาท เราไล่ตามพวกผู้เสพความตายไปพักใหญ่ แต่ก็จับได้ไม่หมดทุกคน สเนปกับลูเซียส มัลฟอยหนีไปได้...พวกเขาหนีออกไปนอกปารีสแล้วใช้คาถาล่องหนได้สำเร็จ ส่วนเดรโก มัลฟอย...พวกผู้เสพความตายที่เราจับมาได้บอกว่า...มัลฟอย...เสียชีวิตไปแล้ว...”
คำพูดประโยคสุดท้ายของดัมเบิลดอร์ก้องสะท้อนไปมาในหูของแฮร์รี่ ตอนแรกมันเพียงแค่กระทบโสตประสาทของเขา แต่ยังเดินทางไปไม่ถึงสมอง ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งนาทีเต็มๆกว่าประโยคนั้นจะผ่านกระบวนการตีความ ที่แปลงจากการเป็นเพียงการรับรู้เฉยๆมาเป็นสิ่งที่มีความหมาย และเมื่อแฮร์รี่เข้าใจความหมายของมันอย่างแจ่มแจ้ง ก็ดูเหมือนมันจะต้องใช้เวลาอีกเกือบหนึ่งนาที กว่าสมองของเขาจะสั่งการว่าเขาควรจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กับสิ่งนี้อย่างไร
“อะ...อะไรนะครับ?” เสียงของแฮร์รี่เบาหวิวจนคนฟังเกือบจะจับความไม่ได้ว่าเขาพูดว่าอะไร แต่ดัมเบิลดอร์ได้ยิน
“ฉันเชื่อว่าเธอคงไม่อยากฟังประโยคนั้นซ้ำหรอกแฮร์รี่” พ่อมดชราตอบ และ...ก็ถูกของดัมเบิลดอร์ แฮร์รี่ไม่อยากจะได้ยินประโยคนั้นซ้ำหรอก เขามั่นใจว่าเขาได้ยินมันไม่ผิด...ถึงแม้มันจะเป็นสิ่งสุดท้ายในโลกที่เขาอยากจะได้ยินก็ตาม แฮร์รี่แน่ใจว่าเมื่อครู่...เมื่อดัมเบิลดอร์บอกคำตอบแก่เขา...สติของเขาอยู่ครบสมบูรณ์เต็มที่ ถึงแม้ตอนนี้ชายหนุ่มจะไม่มั่นใจว่ามันจะยังอยู่ครบอีกแล้วก็ตาม...
...แล้วถ้างั้นเขาจะถามย้ำไปเพื่ออะไร? ก็เพราะสมองของเขาไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองกับสิ่งนี้อย่างไรดีน่ะสิ...มันเร็วไป กะทันหันเกินไป จนเขาตั้งตัวไม่ติด แฮร์รี่ไม่คิดว่าเขาจะได้ยินคำตอบแบบนี้ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย...
...แล้วนี่เขาจะทำยังไง?...
“แต่เราไม่พบศพของเดรโก มัลฟอยนะ เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีความหวังเหลืออยู่ว่าเขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่...ที่ไหนซักแห่ง” ลูปินกล่าวต่อ เขารู้สึกไม่สบายใจที่เห็นแฮร์รี่ทำหน้าแบบนี้ จึงรีบคิดหาคำพูดมาปลอบ...แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่เลย
แฮร์รี่นั่งอึ้งอยู่เป็นครู่ สมองของเขาไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งสิ้น ดวงตาสีเขียวมรกตเหม่อลอยไปข้างหน้า จ้องมองอย่างไร้จุดหมายไปที่ผนังห้องสีขาวสะอาดตา เขานั่งเงียบ และดังนั้นลูปินและดัมเบิลดอร์จึงเงียบ
ผ่านไปพักใหญ่ๆ แฮร์รี่จึงค่อยๆเอ่ยปากอีกครั้ง “...เขา...ตายยังไงครับ?” น้ำเสียงของชายหนุ่มแหบโหยจนแทบจะไม่ได้ยินน้ำเสียงที่เปล่งออกมา มีแต่เพียงเสียงลมกระซิบเท่านั้น
ลูปินหันมามองหน้าศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์เป็นเชิงถามว่าใครควรจะเป็นคนตอบคำถามอันไม่น่าพึงประสงค์นี้ ดังนั้นดัมเบิลดอร์จึงตัดสินใจเป็นคนตอบเอง “ผู้เสพความตายคนหนึ่งบอกว่า เดรโก มัลฟอย...ถูกยิงด้วยกระสุนสีเงิน...”
สันหลังของแฮร์รี่เย็นวาบ ใจของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม มือของเขาชา หัวสมองพยายามลำดับความคิดอย่างรวดเร็วทั้งๆที่ตอนนี้มันมึนงงและสับสนเสียเหลือเกิน...ตอนนั้น ขณะที่เขากำลังจะหมดสติไป แฮร์รี่รู้สึกว่ามีใครบางคนดึงกระบอกปืนออกไปจากมือเขา...และท่ามกลางเสียงเพลงคริสต์มาส เขาก็คิดว่าเขาได้ยินมันรางๆ...
...เสียงปืน...
“...แต่เราไม่พบศพเขา...” ดัมเบิลดอร์พูดต่อ “...ซึ่งหมายความว่า...”
“...แวมไพร์ที่ถูกยิงด้วยกระสุนเงิน...ร่าง...จะสลายไป...” แฮร์รี่พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา...เป็นประโยคที่ฟังแล้วเจ็บปวดเสียเหลือเกิน...เขาไม่รู้ว่าเขาจะพูดมันขึ้นมาเป็นการตอกย้ำความปวดร้าวของหัวใจตัวเองทำไม...ไม่รู้ว่าจะทำให้ตัวเองขมขื่นมากไปกว่านี้เพื่ออะไร...เท่านี้ยังเศร้าไม่พอใช่ไหม?...
...เพราะแม้แต่ร่างที่ไร้ลมหายใจของคนที่รัก เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นเลย...
ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีก้อนอะไรบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกที่คอหอย เขาอยากจะร้องไห้ขับไล่ความเศร้าเสียใจออกไป...แต่ก็ร้องไม่ออก อยากจะอาเจียนเอาความขมขื่นที่ปั่นป่วนอยู่ในท้องออกมา...แต่ก็รู้ว่ากระเพาะที่ว่างเปล่าเพราะไม่มีอะไรตกลงไปเป็นเวลาสองวันแล้ว ย่อมไม่มีอะไรให้เขาขย้อนออกมานอกจากน้ำย่อยแน่...
แฮร์รี่กัดริมฝีปาก เขาเงยหน้าขึ้นมองดัมเบิลดอร์
“ที่นี่โรงพยาบาลอะไรครับ? รถของผมอยู่ไหน? แล้วผมจะออกจากที่นี่ได้เมื่อไหร่?”
ดัมเบิลดอร์กระแอม “ที่นี่โรงพยาบาลวิเศษ St.Edison อยู่ที่ย่านพ่อมดบนถนน Rue de Edison ฉันให้คนย้ายรถของเธอมาไว้ที่นี่แล้ว ส่วนเธอจะออกไปจากที่นี่ได้เมื่อไหร่นั้น...คงต้อง...รอให้มืดกว่านี้ก่อนกระมัง...” เสียงของดัมเบิลดอร์แผ่วเบา ราวกับเขาไม่อยากจะพูดมันออกไปเลย
แฮร์รี่ขมวดคิ้วด้วยความมึนงงในตอนแรก ก่อนที่ความจริงจะชำแรกเข้าไปในสมองของเขาทีละน้อย...
ชายหนุ่มผมดำยกมือขึ้นจับที่ลำคอของตนเองโดยอัตโนมัติ...ลำคอด้านซ้ายที่เขาจำได้ว่าสัมผัสสุดท้ายที่เขารู้สึกก่อนจะหมดสติไปเมื่อสองคืนก่อน...คือตรงนี้...
...แล้วมันก็จริงอย่างที่คาด...ตรงที่ฝ่ามือของเขาตะปบไปโดนนั้น มันมีรอยแผลเล็กๆอยู่สองรอย...
...รอยเขี้ยวของสเนป...
แฮร์รี่กลืนน้ำลาย มือของเขาตกลงข้างลำตัวช้าๆ สายตาเหม่อลอยออกไปไกลข้างหน้า...อีกครั้งยังผนังสีขาวว่างเปล่า เขาคิดอะไรไม่ออก แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้เขาไม่จำเป็นจะต้องคิดด้วยซ้ำ มันผุดขึ้นมาในสมองของเขาเองโดยอัตโนมัติราวกับว่ามันเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่จะต้องย้ำให้เขารับรู้สถานะการคงอยู่ของตัวเอง...
...ว่าตอนนี้เขาเป็น...
“...อีกซัก 2-3 ชั่วโมงพระอาทิตย์ก็ตกดินแล้วล่ะ ตอนนี้หน้าหนาว มืดเร็ว...” ลูปินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนกว่าปกติราวกับจะแสดงความเห็นใจออกมาทางคำพูด
“อืม...ครับ...” แฮร์รี่ตอบรับแบบฝืนๆ ก่อนที่เขาจะนึกถึงอะไรขึ้นมาได้ “อาจารย์ครับ...แล้วจอก...?”
ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์กับศาสตราจารย์ลูปินหันมามองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนที่รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์จะเอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบ “ผู้เสพความตายที่เราจับได้ บอกว่ามันถูกรถทับกลางถนนจนแตก...เขาบอกว่าเธอเป็นคนหยิบมันออกมาจากหีบ แล้วมันก็หลุดมือกลิ้งออกไปกลางถนน...”
...ความทรงจำของแฮร์รี่ในคืนนั้นย้อนกลับมาเป็นฉากๆ ช้าๆ เขาจำได้ถึงวินาทีที่มือของเขาหยิบโฮลี่เกรลออกมาจากหีบสีดำ...จำได้ถึงความรู้สึกเหมือนกำลังโดนแผดเผาจากภายใน...ร้อนยิ่งกว่าไฟนรก เจ็บปวดทุรนทุรายยิ่งกว่าโดนเข็มเป็นพันๆเล่มทิ่มแทง เขาจำได้ว่ามือของเขาไร้ความรู้สึกไปและสมองก็ไม่อาจสั่งการควบคุมมันได้...มันเหมือนกับว่าสมองของเขาเองก็โดนไฟโลกันตร์แผดเผาจนสูญเสียการทำงานไปชั่วครู่เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงทำจอกไม้ใบนั้นหลุดมือไป...หรืออันที่จริงก็คือเขาจำต้องทำมันหลุดมือไป เป็นเหมือนสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด เพราะเขารู้สึกว่าหากเขาถือมันเอาไว้นานกว่านี้ คำสาปจากโฮลี่เกรลอาจจะทำร้ายเขาถึงแก่ชีวิตได้...
แล้วลูเซียส มัลฟอยก็หยิบมันขึ้นมาจากพื้น...แล้วแฮร์รี่ก็ได้รู้ว่าเขาก็เจอคำสาปเดียวกับที่ชายหนุ่มเจอ เพราะลูเซียสก็ส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดรวดร้าวเช่นเดียวกันกับเขา ก่อนหัวหน้ากลุ่มผู้เสพความตายจะสลัดจอกนั่นสุดแรงจนมันกลิ้งไปตกอยู่กลางถนน...
...แล้วถูกรถคันหนึ่งแล่นทับจนแตกไป...
แฮร์รี่กลืนน้ำลาย เขารู้สึกโหวงเหวงว่างเปล่าหนักเข้าไปอีก
“จอกศักดิ์สิทธิ์นั่น...Jacques Molay บอกว่ามันเป็นของเดรโกโดยชอบธรรม...แต่เพียงผู้เดียว...เพราะเดรโกเป็นคนที่ต่อสู้แล้วได้มันมา...” เขาหยุดสูดลมหายใจครู่หนึ่ง “...เพราะฉะนั้นคนอื่นที่ไม่ใช่เดรโกจึงไม่มีสิทธิ์ไปแตะมัน แต่ผมไม่รู้ว่าถ้าคนอื่นทำอย่างนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งผมได้ไปแตะมันเองเข้าจริงๆ...”
ดัมเบิลดอร์และลูปินนิ่งเงียบ แฮร์รี่พูดต่อเสียงเบา “...แล้วก็ใช่...ผมเองแหละที่เป็นคนหยิบมันออกมาจากหีบ และเป็นตัวการทำให้มันถูกทำลาย...”
ความเงียบเข้าครอบคลุมภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาว...ความเงียบอันน่าอึดอัด ไม่มีใครพูดอะไร ดูเหมือนต่างคนต่างก็กำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง แฮร์รี่ไม่รู้ว่าลูปินและดัมเบิลดอร์กำลังคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับชายหนุ่มผมดำแล้ว เขากำลังรู้สึกว่าเขามันไม่ได้เรื่อง และโง่เป็นที่สุด ที่จู่ๆก็คิดจะหยิบจอกออกมาตอนนั้น...ที่ปล่อยจอกหลุดมือไปตอนนั้น...และเป็นผลให้มันถูกทำลาย...
...และทำให้ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นแวมไพร์หรือมนุษย์หมาป่า...ไม่มีทางหายจาก ‘โรค’ นี้ได้ตลอดกาล...
...ซึ่งนั่นหมายถึงตัวเขาเองด้วย...
แฮร์รี่ได้ยินเสียงของดัมเบิลดอร์พูดขึ้น “...อดีต...มันก็เป็นเพียงอดีต แฮร์รี่ เรากลับไปแก้ไขอะไรมันไม่ได้หรอก สิ่งที่เราจะทำได้ก็คืออยู่กับเวลานี้ให้ดีที่สุด ทำใจยอมรับมันและมองไปข้างหน้า เธออาจจะให้เวลาตัวเองเสียใจกับสิ่งที่มันผ่านมาแล้วก็ได้ แต่ก็ไม่ควรจะนานนัก เมื่อล้มแล้วก็รีบลุก ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะมาเหยียบซ้ำได้นะ” แฮร์รี่นั่งนิ่งไปครู่ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถาม เผื่อว่ามันจะทำให้เขาลืมความรู้สึกขมขื่นไปได้บ้าง
“อาจารย์ครับ...อาจารย์บอกว่าสเนปกับลูเซียสหนีออกไปนอกปารีส แล้วใช้คาถาหายตัวออกไปได้...แล้วทำไมพวกเขาถึงใช้คาถานั้นตอนอยู่ในปารีสไม่ได้ล่ะครับ?”
ดัมเบิลดอร์ยิ้มจางๆ “นั่นเป็นเพราะ...ฉันขอให้รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ฝรั่งเศสช่วยปิดเขตเวทมนตร์เมืองปารีสตั้งแต่หลังเที่ยงคืนวันคริสต์มาสเป็นต้นไป มันทำให้พ่อมดใช้คาถาล่องหนเข้ามาหรือออกไปจากเขตนครปารีสไม่ได้”
แฮร์รี่ทำหน้าเหวอ “ผมไม่เห็นรู้มาก่อนเลยว่าทำแบบนั้นได้ด้วย”
รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์แห่งอังกฤษยิ้มอีก “มีแต่นครใหญ่ๆเท่านั้นที่จะมีเขตเวทมนตร์นี้ อย่างลอนดอน, ปารีส แล้วมันก็เป็นความลับของกระทรวงด้วย น้อยคนนักที่จะรู้เรื่องนี้ อีกอย่างการปิดเขตเวทมนตร์ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ยกเว้นในกรณีที่เกิดคดีอุกฉกรรจ์ที่ผู้ต้องหาเป็นตัวอันตรายจริงๆ จึงจำต้องมีการปิดเขตเวทมนตร์ป้องกันไม่ให้คนร้ายหนีออกไปได้...และนั่นก็เป็นในกรณีที่กระทรวงไหวตัวทันด้วย เพราะเขตเวทมนตร์ไม่ใช่นึกอยากจะสั่งปิดก็ปิดได้เลย...พื้นที่มันใหญ่ และการปิดมันก็ส่งผลกระทบไม่ใช่เล่น...”
“...แล้ว สเนปกับมัลฟอยหนีออกไปนอกเขตปารีสได้ยังไงครับ?” เขาถามต่อ
“...ก็...มันเป็นการไล่ล่าที่ต่อสู้กันอุตลุตตลอดทาง...” คราวนี้ลูปินเป็นฝ่ายตอบ “ผู้เสพความตาย 4 คนนั้นใช้วิธีเดิม...นั่นก็คือจี้รถ มีคนหนึ่งที่มาจากโลกมักเกิ้ลและขับรถเป็น พวกเขาขับมุ่งไปทางตะวันตก กะจะออกจากปารีสไปทางด้านเมือง Boulogne”
“ลูเซียสรู้ว่าเขตเวทมนตร์ถูกปิด และรู้ว่าจะใช้คาถาล่องหนได้ก็ต่อเมื่อหนีออกไปนอกนครปารีสได้?” แฮร์รี่ถาม เขานึกถึงคำพูดที่ลูเซียส มัลฟอยสบถตอนอยู่ที่โบสถ์ Allen Chapel Ame Church... ‘เราติดกับแล้ว’ นั่นแสดงว่าลูเซียสคิดออกแต่แรกว่าเขาโดนตลบหลังยังไง และดังนั้นการไล่ล่ากันด้วยรถยนต์จึงเริ่มขึ้นเพื่อที่กลุ่มผู้เสพความตายจะต้องหาทางออกไปจากปารีสให้ได้
“ใช่ ลูเซียสรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาขับรถไปจนเกือบจะออกไปยังเขต Boulogne อยู่แล้ว พวกมือปราบมารก็สกัดรถคันนั้นเอาไว้ได้ เขาใช้คาถาสะกดนิ่งกับทั้งคันรถได้สำเร็จ...มันเป็นเวทย์ขั้นสูงอยู่สักหน่อย และใช้ได้เพียงครู่เดียว ดังนั้นในขณะที่กลุ่มมือปราบเข้าไปดึงผู้เสพความตายทั้ง 4 ออกมาจากรถนั้น คาถาก็เกิดหมดฤทธิ์ เกิดการต่อสู้กันขึ้น แล้วลูเซียสและสเนปก็หลุดจากการจับกุม ขณะนั้นมันเหลืออีกเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้นจึงจะสุดเขตปารีส พวกเขาวิ่งหนีออกนอกเขตมันไปได้...” ลูปินอธิบายรายละเอียดซึ่งแฮร์รี่ก็นั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
“แล้ว...อาจารย์หาพวกเราเจอได้ยังไงครับ? ผมหมายถึงตอนที่เราต่อสู้อยู่กับพวกผู้เสพความตายกลางถนน อยู่ดีๆพวกมือปราบก็โผล่มา...”
“ศาสตราจารย์ลูปินเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของพวกเธอตลอดเวลา” ดัมเบิลดอร์ตอบ “เขาจับแท็กซี่ตามตอนที่พวกเธอออกมาจากโบสถ์ เพื่อจะได้บอกตำแหน่งถูกเมื่อเหล่ามือปราบมารมาถึง...ครูขอโทษด้วยที่พวกเรามาช้า เพราะจดหมายของเธอเพิ่งไปถึงเมื่อตอนบ่ายนี้จนเราเกือบเตรียมการไม่ทัน ดังนั้นเราจึงขอให้กระทรวงเวทมนตร์ฝรั่งเศสทำการปิดเขตเวทมนตร์ให้ก่อน ซึ่งกว่าเรื่องจะได้รับการอนุมัติก็ฉิวเฉียดเต็มที ครูนัดประชุมด่วนเหล่ามือปราบมาร และกว่าจะรวบรวมคนได้พอสมควรก็ใช้เวลาไม่น้อย หลังสรุปสถานการณ์อย่างรวดเร็วพวกเราจึงตัดสินใจใช้กุญแจนำทางข้ามประเทศ ซึ่งเมื่อมาถึงฝรั่งเศสก็เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว เขตเวทมนตร์ถูกสั่งปิดไปแล้ว จึงต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าเราจะเดินทางจากเขตเมือง Vincennes เข้ามายังจุดที่พวกเธอต่อสู้กันอยู่ได้ พวกเธออาจจะไม่ได้สังเกต แต่ลูปินได้ส่งพลุสัญญาณตามหลังพวกเธอขึ้นไปบนฟ้าเป็นพักๆเพื่อแสดงจุดที่พวกเธออยู่ในขณะนั้น และดังนั้นพวกเราจึงตามมาได้ถูก”
“แล้ว...อาจารย์ลบความทรงจำพวกมักเกิ้ลหรือยังครับ? ผมหมายถึงว่าตอนที่ต่อสู้กันบนถนนมีมักเกิ้ลเยอะมากที่เห็นเหตุการณ์...”
“เรียบร้อยแล้วล่ะ ด้วยความช่วยเหลือของกระทรวงเวทมนตร์ฝรั่งเศสด้วย เป็นการลบความทรงจำครั้งใหญ่มากเลยทีเดียวเพราะการต่อสู้เกิดขึ้นหลายจุด และทุกจุดก็มีคนเต็มถนน...เหนื่อยหน่อยแต่ก็เรียบร้อยแล้ว...” ดัมเบิลดอร์ตอบ
“แล้วการต่อสู้เป็นไงบ้างครับ? ฝ่ายเราบาดเจ็บมากไหม?” แฮร์รี่หมายถึงฝ่ายมือปราบมาร
“ไม่มีใครเป็นอะไร ก็แค่บาดเจ็บเล็กๆน้อยๆ แต่ผู้เสพความตายคนหนึ่งเสียชีวิตบนรถไฟ...เธอคงอยู่ตอนที่เดรโกดูดเลือดผู้เสพความตายคนนั้น...”
แฮร์รี่นึกออกทันที...บนรถไฟใต้ดิน เดรโกได้ทำสิ่งที่ทำให้เขาตะลึงมากที่สุด...หมอนั่นดูดเลือดผู้เสพความตายคนหนึ่งจนร่างของชายคนนั้นถูกสูบเลือดออกไปจนหมดและเหือดแห้งราวกับมัมมี่...แน่นอนว่าผู้เสพความตายคนนั้นตาย...
ดัมเบิลดอร์กล่าวต่อ “...ผู้เสพความตายคนนั้นไม่ใช่แวมไพร์มาก่อน ดังนั้นจึงเสียชีวิตจากการโดนดูดเลือดได้ นอกจากนี้ก็มีมักเกิ้ลอีกคนหนึ่งบนรถไฟที่บาดเจ็บสาหัสจากการถูกคำสาปกรีดแทง เขาขวัญเสียมากเมื่อถูกนำมาที่โรงพยาบาลนี่ ร่างกายสั่นไปหมดทั้งตัว แต่หลังจากพักอยู่สองวันอาการเขาก็เริ่มเป็นปกติ เราทำการปรับความทรงจำเขานิดหน่อยก่อนจะให้เขาออกไปเมื่อเช้านี้”
แฮร์รี่พยักหน้า ก่อนจะนั่งก้มหน้านิ่งอีกครั้ง คราวนี้เขาจ้องมองผ้าปูที่นอน ความคิดเรื่องเดิมหวนกลับมาในสมองและความรู้สึกของเขา...ความคิดที่ไม่ว่ายังไงเขาก็คงไม่มีทางสลัดมันออกไปได้อย่างแน่นอนไม่ว่าจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นอีกกี่เรื่องก็ตาม เขาเอ่ยถามขึ้น “อาจารย์ครับ...ทราบไหมว่าใครเป็นคนยิงเดรโก?...”
ชายหนุ่มร่างสูงไม่ได้เงยหน้าจากผ้าปูที่นอนขึ้นมาเลยเมื่อเขาได้ยินเสียงดัมเบิลดอร์ถอนหายใจเบาๆ “...ผู้เสพความตายคนหนึ่ง...พาวเวลล์ เป็นคนดึงปืนไปจากมือเธอ ตอนนั้นมัลฟอยคนพ่อถูกเดรโกใช้ไม้กายสิทธิ์ของตัวเองเสกคาถาสะกดนิ่งใส่ พาวเวลล์จึงใช้ปืนขู่เดรโกให้อยู่เฉยๆ ตอนนี้ก็เท่ากับเป็นผู้เสพความตาย 3 คนต่อมัลฟอยคนลูกคนเดียว เดรโก มัลฟอยที่ไม่มีไม้กายสิทธิ์ของตัวเองจึงเอาของพ่อมาใช้ต่อสู้ แต่ก็ถูกคาถาปลดอาวุธยึดไปได้ เดรโกจึงใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของเขาเข้ามาประชิดร่างพาวเวลล์ หวังจะกัดคอผู้เสพความตายคนนั้น ด้วยความตกใจ มือของพาวเวลล์จึงลั่นไกกระสุนปืนออกไป...” พ่อมดชราเงียบไปครู่หนึ่ง “...ทั้งหมดนี้ฉันฟังมาจากพาวเวลล์เอง”
ตลอดเวลาที่ฟังเหตุการณ์ที่ดัมเบิลดอร์เล่า ดวงตาของแฮร์รี่เลื่อนลอยราวกับกำลังพยายามจินตนาการภาพในอดีตทุกอย่างตาม เมื่อพ่อมดเล่าจบ ชายหนุ่มร่างสูงก็เม้มริมฝีปากตัวเองแน่น “...แต่ก็ไม่มีใครพบศพเขา...ใช่ไหมครับ?” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาถามคำถามนี้ออกไป...มันยังจะมีหวังอยู่อีกหรือ?...ทำไมเขาถึงคิดว่ามันอาจจะมีหวังว่าเดรโกจะยังไม่ตาย? ทั้งๆที่พาวเวลล์ก็เป็นคนบอกเองว่าเขาเป็นคนยิงเดรโกเองกับมือในระยะประชิดขนาดนั้น...
“พาวเวลล์บอกว่าเขาไม่แน่ใจว่ากระสุนถูกเดรโกหรือเปล่า...หรือถ้าถูกมันโดนตรงไหน เพราะตอนนั้นเดรโกเคลื่อนไหวเร็วมาก แต่หลังจากลั่นไกออกไป เดรโกก็ผงะและมีท่าทีเจ็บปวด ตอนนั้นผู้เสพความตายอีกคนหนึ่ง...บาร์แมน ตะโกนบอกว่าพวกมือปราบมารตามมาถึงแล้วพอดี พวกผู้เสพความตายจึงรีบหนี...โดยไม่ลืมเอาหัวหน้าของพวกเขาไปด้วย และในจังหวะนั้นแหละที่เดรโกหายตัวไป...”
...เดรโกหายตัวไป...ไม่แน่ใจว่ากระสุนถูกร่างของหมอนั่นหรือเปล่า...จู่ๆความหวังของแฮร์รี่ก็สว่างวูบขึ้นมา หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างตื่นเต้น จากตอนแรกที่มันฟังดูไม่มีทางเป็นไปได้ที่สุด แต่หลังจากได้ฟังเรื่องราวอย่างละเอียด แฮร์รี่ก็มองเห็นว่ามันอาจจะมีหนทางที่เดรโกยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
กระสุนอาจจะแค่ถากเดรโกไปก็ได้ ถ้ามันไม่ได้ฝังใน...ก็มีโอกาสมากที่ร่างของเดรโกจะไม่ได้สลายไป...เขาอาจจะแค่บาดเจ็บร้ายแรงแต่ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ถึงตาย...
...แต่ถ้างั้นเดรโกควรจะอยู่ที่ไหนล่ะตอนนี้? ถ้าหมอนั่นบาดเจ็บและไม่มาที่โรงพยาบาลนี้ หมอนั่นจะกลับไปที่โรงแรมหรือเปล่า? หรือว่าจะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลอื่น?
แฮร์รี่หันไปถามดัมเบิลดอร์ว่าที่ปารีสนี่มีโรงพยาบาลพ่อมดแห่งอื่นอีกไหม ซึ่งก็ได้คำตอบว่ามีอีก 2 ที่ เมื่อได้ยินแบบนั้นความหวังของชายหนุ่มก็เพิ่มมากขึ้นอีก...ตอนนี้หมอนั่นอาจจะกำลังนอนสลบอยู่ที่โรงพยาบาลไหนซักแห่งก็เป็นได้...
แต่ลูปินก็เป็นคนทำลายความหวังนี้ของเขา เมื่อมนุษย์หมาป่าบอกว่าเขาไปเช็คดูอีก 2 โรงพยาบาลที่เหลือแล้ว ไม่มีโรงพยาบาลไหนรับคนไข้ที่ถูกยิงในคืนวันคริสต์มาสมาเลย
...ถ้างั้นความหวังที่เหลืออยู่ของแฮร์รี่ตอนนี้...ก็คือที่โรงแรมของพวกเขาเพียงอย่างเดียว...
...ชายหนุ่มร่างสูงเริ่มกระสับกระส่าย เขาอยากจะออกจากโรงพยาบาลไปเสียตอนนี้ มุ่งตรงไปยังโรงแรมของเขา ไปพิสูจน์ดูให้รู้แน่ว่าเดรโกอยู่ที่นั่นหรือเปล่า แต่ก็ทำไม่ได้ เขาต้องรอให้พระอาทิตย์ตกดินเสียก่อน...รอให้ฟ้ามืดเสียก่อน...
...ตอนนี้เขารู้แล้วว่าความทรมานของการเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจออกไปเห็นแสงอาทิตย์ได้มันเป็นยังไง...
แฮร์รี่ไม่ได้บอกความหวังนี้กับลูปินและดัมเบิลดอร์ แต่คนทั้งคู่ก็คงจะมองออกได้ไม่ยากว่าชายหนุ่มมีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย ถึงอาการกระสับกระส่ายกระวนกระวายจะมาแทนที่ก็ตาม พวกเขาเปลี่ยนเรื่องพูดและพยายามทำให้ชายหนุ่มร่างเริงขึ้น ดัมเบิลดอร์และลูปินนั่งคุยอยู่เป็นเพื่อนแฮร์รี่อีกครู่ใหญ่ พยาบาลก็นำอาหารเย็นมาให้ชายหนุ่มร่างสูง พ่อมดชราบอกว่าพวกเขาจะยังคงอยู่ที่ปารีสต่ออีกสักพัก รอให้แฮร์รี่ร่างกายแข็งแรงดีเสียก่อนจะได้กลับลอนดอนได้พร้อมกันเพราะภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว
ราวหกโมงครึ่ง ท้องฟ้านครปารีสก็กลายเป็นสีน้ำเงิน ได้เวลาที่แฮร์รี่จะต้องออกจากโรงพยาบาลแล้ว ลูปินกับดัมเบิลดอร์เดินพาเขาไปส่งที่รถ ก่อนจากกันแฮร์รี่หันมาพูดกับศาสตราจารย์มนุษย์หมาป่า
“ศาสตราจารย์ลูปินครับ...ผมขอโทษ...”
ลูปินเลิกคิ้ว “เรื่องอะไรแฮร์รี่?” เขาถามอย่างงงงวย
ชายหนุ่มผมดำเม้มริมฝีปากแน่น “...เรื่องที่ผมทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัตรเป็นแบบนี้น่ะครับ...อาจารย์สู้อุตส่าห์ตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์...รวมทั้งทุกๆคน แต่ผมกลับเป็นคนทำทุกอย่างพัง...ผมทำให้สิ่งที่มีค่ามหาศาลหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล และอาจารย์ก็คงไม่มีวันหาย...”
“เลิกพูดเถอะแฮร์รี่” ลูปินขัดขึ้นมา สีหน้าเขายังคงยิ้มแย้ม “มันไม่ใช่ความผิดของเธอหรือใครหรอก เราไม่รู้นี่ว่าจอกนั่นอนุญาตให้ผู้ที่ต่อสู้ได้มันมาสัมผัสได้เพียงคนเดียว เราไม่รู้นี่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากคนอื่นไปแตะมันเข้า การที่โดนคำสาปแบบนั้นก็คงทำให้เธอตกใจและเจ็บปวดมากอยู่แล้ว อีกอย่าง ถึงมันจะไม่ถูกทำลาย คนอื่นก็ยังคงแตะต้องมันไม่ได้อยู่ดีนอกจากเดรโก มัลฟอยนี่ใช่ไหม? ดีไม่ดีอาจจะมีเขาคนเดียวที่จะใช้มันได้ก็ได้ แล้วคนอื่นๆก็ยังคงต้องเป็นมนุษย์หมาป่าหรือแวมไพร์ต่อไป...” เขาหยุดครู่หนึ่ง “อ้อ แล้วอีกอย่าง ยังไงๆฉันก็ชินกับการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์หมาป่าแบบนี้แล้วล่ะ ถึงมันจะไม่สะดวกเท่าไหร่ก็ตาม ฉันไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าชาตินี้จะหาทางแก้ ‘โรค’ นี้ได้ จนกระทั่งมาได้ยินเรื่องโฮลี่เกรลนี่แหละ และถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคิดอยู่ดีว่าคงไม่มีใครหามันเจอง่ายๆแน่ เพราะมันเป็นสมบัติในตำนานที่นักล่าสมบัติตามหามันมาตั้งสองพันปีเข้าไปแล้ว...การที่พวกเธอเจอมันในที่สุดเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริงๆ...”
ลูปินยิ้มจางๆให้เขา ซึ่งแฮร์รี่ก็ได้แต่ยิ้มฝืนตอบทั้งๆที่ความรู้สึกผิดของเขามีอยู่เต็มหัวใจ แต่ชายหนุ่มก็โบกมือลาทั้งดัมเบิลดอร์และลูปิน ก่อนจะขับรถออกไปจากโรงพยาบาล St.Edison...ออกไปสู่ถนนยามหัวค่ำที่ยังคงความครึกครื้นไม่คลายของนครปารีส...
...ลูปินชินกับการเป็นมนุษย์หมาป่า แต่แฮร์รี่ไม่ชิน...
...มันหมายความว่าเขาจะต้องใช้ชีวิตเป็นมนุษย์กลางคืนตลอดไป ตื่นนอนตอนหกโมงเย็น และเข้านอนอีกทีตอนเช้ามืด ไม่อาจสัมผัสกับแสงอาทิตย์ ไม่อาจกินอาหารที่มีกระเทียม ไม่อาจเข้าโบสถ์ที่มีไม้กางเขนได้ เขาอาจตายเพราะกระสุนเงิน ต้องนอนในโลงศพและดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหาร และเขาจะไม่มีเงาในกระจก...
...แต่เขาจะยอมรับและผ่านพ้นทุกอย่างนี้ไปได้แน่ ถ้าหากมันหมายถึงการจะได้มีชีวิตอยู่กับเดรโก ‘จริงๆ’ ละก็...
แฮร์รี่บดริมฝีปาก ก่อนจะเหยียบคันเร่งเต็มแรงพุ่งไปตามถนนที่ยังคงมีรถราแล่นอยู่เต็มและครึกครื้นไปด้วยผู้คนสองข้างฟุตบาท เพิ่งผ่านคริสต์มาสไป แต่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กำลังจะมาถึงในอีก 4 วันข้างหน้า ดังนั้นความรื่นเริงบนใบหน้าของผู้คนและในบรรยากาศของนครปารีสจึงยังมีอยู่เต็มเปี่ยม
ระยะทางจากตรงนี้กลับไปยังโรงแรมของเขาที่ Quai Du Georges Pompidou ประมาณ 40 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งชั่วโมง แฮร์รี่นั่งเคาะพวงมาลัยรถอย่างหงุดหงิดในขณะที่มันติดไฟแดงอยู่บนสี่แยกแห่งหนึ่ง ถึงตัวเขาจะอยู่ตรงนี้ แต่ใจมันกระวนกระวายและลอยกลับไปที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว
แฮร์รี่ขับรถไปถึงหน้าตรอกที่ตั้งของโรงแรม เขาจอดรถริมถนนก่อนจะกระโจนลงจากรถอย่างเร่งรีบ ความร้อนรนโดยไม่อนาทรร้อนใจกับสังขารตัวเองทำให้เขาหน้ามืดไปวูบหนึ่ง ชายหนุ่มต้องรีบเอามือคว้าขอบประตูรถเอาไว้เพราะร่างของเขามันพลันจะทรุดลงไปกับพื้น ในอารามตกใจ เขายกมือขึ้นกุมขมับตัวเองและรับรู้ในบัดนั้นว่าร่างกายเขามันอ่อนเพลียแค่ไหน...ทั้งหิวเนื่องจากไม่ได้ทานอาหารมาสองวัน เพิ่งจะมีมื้อแรกตกถึงท้องก็คือมื้อเย็นเมื่อครู่นี้ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มขึ้นได้เลย อีกอย่าง...สิ่งที่เขารู้สึกอยากกินจริงๆ มันกลับไม่ใช่อาหารปกติที่เขาทาน...ไม่ใช่เป็นขนมปัง หรือเนื้อสัตว์ชนิดไหน...
...แฮร์รี่รู้สึกว่าเขาอยากกินเลือด...
ขนของชายหนุ่มผมดำลุกเกรียว เขารู้สึกกลัวตัวเองขึ้นมากะทันหัน แฮร์รี่อ้าปากหอบหายใจก่อนจะแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตนเอง และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าลิ้นของเขามันกระทบเข้ากับเขี้ยว...เขี้ยวด้านบนคมๆ 2 ซี่ที่อยู่ในปากของเขา...
ลมหนาวยะเยือกโชยมา มันทำให้แฮร์รี่ได้สติ เขาวิ่งต่อเข้าไปในตรอกเล็กๆ มืดๆ และเหม็นอับ เพียงไม่ถึงนาทีเขาก็มาถึงหน้าโรงแรมรูหนู แฮร์รี่พุ่งพรวดเข้าไปจนถึงห้อง 139 ตอนแรกเขาเงื้อมือขึ้นกะจะเคาะประตูห้อง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ...
มืออันลุกลี้ลุกลนของชายหนุ่มคลำเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ท หยิบกุญแจห้องออกมา แฮร์รี่สังเกตเห็นว่ามือของเขาสั่นขณะค่อยๆเอื้อมไปไขกุญแจอย่างลุ้นระทึก...เขาแน่ใจว่ามันไม่ได้สั่นเพราะอากาศหนาวเย็นข้างนอกนี่แน่นอน
...เดรโกอยู่ที่นี่ไหม? ถ้าอยู่ หมอนั่นกำลังทำอะไรอยู่? นอนสลบหรือว่ากำลังอาบน้ำ? ชายหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นในทุกวินาทีที่ผ่านไปกับการไขกุญแจ...แล้วถ้าเดรโกไม่อยู่ล่ะ? ความรู้สึกแบบคราวที่คนร่างบางหายตัวไปเฉยๆเมื่อเดือนก่อนแวบผ่านเข้ามาในหัวใจเขาอีกครั้ง มันทำให้แฮร์รี่รู้สึกหนาวยะเยือกยิ่งกว่าที่เป็นอยู่...ขออย่าให้มันเป็นอย่างนั้นเลย เขาเคยลิ้มรสความรู้สึกเคว้งคว้างว่างเปล่าแบบนั้นมาแล้ว...มันปางตาย...และเขาก็ไม่อยากจะเผชิญกับความปวดร้าวเช่นนั้นอีกแล้ว...
...เพราะฉันขาดนายไม่ได้จริงๆ...เดรโก...
เสียงสลักประตูถูกปลดดังคลิก แฮร์รี่สูดลมหายใจ ก่อนจะค่อยๆหมุนลูกบิดแล้วดันประตูเข้าไป...
ภายในห้องมืดมิด หน้าต่างเพียงบานเดียวของห้องมีผ้าม่านสีทึบขึงปิดไว้ตามปกติ เตียงนอนขนาดคิงไซส์ตั้งอย่างสงบอยู่ที่มุมห้องหนึ่ง ในขณะที่ตู้เสื้อผ้าไม้อัดอยู่ที่อีกมุมหนึ่ง โต๊ะเขียนหนังสือที่เอียงกะเท่เร่ยังคงมีโป๊ะไฟโบราณตั้งอยู่พร้อมกับกองกระดาษกองใหญ่ที่เป็นข้อมูลที่เขาและเดรโกช่วยกันค้นมาได้ เมื่อแฮร์รี่เปิดประตูเข้ามา ลมหนาวจากภายนอกก็กรูเข้าไปในห้องที่อุณหภูมิอุ่นกว่าด้วย มันพัดให้ผ้าม่านสีทึมผืนนั้นไหว และประตูห้องน้ำก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด...
...แฮร์รี่ผ่อนลมหายใจช้าๆ อุณหภูมิที่หนาวเย็นทำให้ลมหายใจของเขาเป็นควันสีขาวกลุ่มใหญ่ เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกอีกครั้ง...ช้าๆ...กวาดสายตาไปรอบห้อง...อีกครั้ง...ทั้งๆที่ห้องสี่เหลี่ยมนี้ก็เล็กนิดเดียว และไม่จำเป็นต้องสำรวจซ้ำเป็นครั้งที่สอง เป็นใครก็คงบอกได้...
...ว่าไม่มีใครอยู่ในห้องเลยแม้แต่คนเดียว...
////////////////////////////////////////////
ลูปินและดัมเบิลดอร์เดินเคียงคู่กันไปบนถนน Avenue J. Boulevard ลมหนาวพัดผ่านมาวูบหนึ่งแต่ก็ไม่อาจทำให้ชายต่างวัยทั้งสองยี่หระ ลูปินแค่ซุกมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทลึกกว่าเดิมเล็กน้อย ส่วนดัมเบิลดอร์ไม่แสดงทีท่าอะไรเลย
“ปารีสเป็นอย่างนี้เองหรือ?” ดัมเบิลดอร์ปรารภขึ้น สายตาของเขากวาดมองไปสองฟากของถนนสายนั้น ร้านรวงสองข้างทางเปิดไฟสว่าง หุ่นนางแบบนายแบบหน้าร้านสวมเสื้อผ้าของดีไซเนอร์ชื่อดังดึงดูดลูกค้านักช้อปปิ้งทั้งหลายให้เข้าร้าน...ทั้งร้าน Chanel, Louis Vuitton, Prada หรือ Gucci ผู้คนยังคงเดินอยู่เต็มฟุตบาททั้งๆที่เวลานี้ก็สามทุ่มกว่าแล้ว เสียงรถราบนถนนบีบแตรกันสนั่นปะปนไปกับเสียงฝูงชนที่ดังจ้อกแจ้กจอแจไม่ขาดสาย...
...ปารีส...City of Light...เมืองแห่งแสงสว่างที่ไม่เคยหลับใหล...
“เป็นอย่างนี้แหละครับ...เมืองที่ไม่เคยหลับ ถ้าผมไม่ได้มาที่นี่ด้วยตัวเองก็คงไม่มีวันเข้าใจแน่ว่าทำไมใครๆต่างก็หลงเสน่ห์ปารีสกันทั้งนั้น...” มนุษย์หมาป่าตอบ ดัมเบิลดอร์หัวเราะหึหึ
“งั้นเธอก็คงเข้าใจแล้วสินะว่าเสน่ห์ของเมืองนี้คืออะไร?”
คำถามนั้นเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ สายลมหนาวเหน็บอีกวูบหนึ่งพัดผ่านพวกเขาไป ลูปินได้กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจาก Cafe ริมฟุตบาทลอยมาจางๆ
“ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?” จู่ๆมนุษย์หมาป่าก็ถามขึ้น
ดัมเบิลดอร์ตอบทั้งๆที่ไม่ได้หันมามองหน้าลูปิน “ว่ามาสิ”
ชายหนุ่มที่อ่อนวัยกว่าสูดลมหายใจลึก “ทำไม...คุณไม่บอกแฮร์รี่ไปให้หมดล่ะครับ?”
“เธอพูดถึงเรื่องอะไร?” ดัมเบิลดอร์ถามกลับหน้าตาย
ลูปินสูดลมหายใจอีกครั้ง “คุณก็รู้ว่าผมหมายถึงเรื่องอะไร...เรื่องของเดรโก มัลฟอย...”
พ่อมดชราหัวเราะหึหึอีกครั้ง เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีของนครปารีสผ่านแว่นตารูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ดังนั้นจึงแลเห็นดวงดาวพร่างพราวเต็มฟ้า ดัมเบิลดอร์ผ่อนลมหายใจช้าๆเห็นเป็นควันขาวเพียงครู่ก่อนที่มันจะกระจายหายไปกับสายลม
“บางครั้งคนเราก็ต้องการความหวังเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ?” เขาตอบคำถามของลูปินด้วยเสียงกระซิบ
To Be Continued
edit @ 9 Nov 2008 17:02:16 by Dakki