[Fic HP] Paris*Moonlight -1- (Quai Branly)
posted on 14 Feb 2006 00:45 by dakki in ParisMoonlightxENDx
Harry Potter Fan Fiction
Title: Paris*Moonlight -1-
By : Dakki
Pairing : Harry Potter/Draco Malfoy
Style : Yaoi
Category : Romance/Mystery
Rate : PG-13(This Part)
Summary : แฮร์รี่ที่มาสืบราชการลับให้กับกระทรวงเวทมนตร์อังกฤษในฐานะมือปราบมาร พบกับมัลฟอยโดยบังเอิญที่นครปารีส แฮร์รี่สงสัยว่ามัลฟอยมาทำอะไรที่นี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ดีใจที่ได้พบเพื่อน(ศัตรู)เก่า ในเวลาต่อมาพวกเขาพบกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆทั้งโดยบังเอิญและโดยตั้งใจ และนั่น...ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง...
[Fic HP] Paris*Moonlight -1- (Quai Branly)
...หนาวจัง...แฮร์รี่คิด ชายหนุ่มผมกระเซิงกระชับเสื้อโค้ทสีดำของเขาให้แนบลำตัวมากขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะเอามือทั้งสองข้างซุกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวนั้นเพื่อหาไออุ่น...รู้งี้เขาใส่ถุงมือออกมาก็ดีหรอก...
ร่างสูงด้วยวัย 21 ปีของแฮร์รี่เดินแทรกผ่านฝูงมนุษย์ไปตามถนน Quai Branly เขามองเห็นแม่น้ำเซนสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายระยับอยู่ทางขวามือ หอไอเฟลสูง 300 เมตรตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเขาราวกับต้องการจะใช้ความสูงสง่าของมันข่มทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก แสงไฟสีเหลืองทองที่ประดับอยู่แทบทุกตารางฟุตของตัวหอส่งแสงสว่างจ้าขับให้มันดูสง่างามและโดดเด่นมากขึ้นอีกโดยมีฉากหลังเป็นท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิด
แฮร์รี่แหงนหน้ามองพระจันทร์บนท้องฟ้า มันอยู่เกือบตรงกลางศีรษะของเขาพอดี คืนนี้พระจันทร์ไม่เต็มดวง...ยังหรอก อีกหลายคืนกว่าจะถึงคืนวันเพ็ญ แฮร์รี่มั่นใจว่าเมื่อถึงคืนนั้นจะต้องมีอะไรสนุกๆเกิดขึ้นแน่...
...เขาตั้งหน้าตั้งตารอให้มันมาถึงจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว...
อากาศยังคงหนาวขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาล่วงเลยไป แต่ฝูงชนทั้งชาวฝรั่งเศสและชาวต่างชาติที่เดินขวักไขว่อยู่บนขอบถนนริมแม่น้ำเซนสายนี้ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อย...คนที่นี่เขาไม่หลับไม่นอนกันเลยหรือไงนะ?...แฮร์รี่คิด เขาเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือ...ห้าทุ่มครึ่งแล้ว ดึกดื่นป่านนี้ แต่ปารีสก็ยังตื่นเต็มตา ห้างร้านขายสินค้าต่างๆตั้งแต่ของที่ระลึกไปจนถึง Versace ยังคงเปิดไฟสว่างจ้าต้อนรับลูกค้า ภัตตาคารหลายแห่งตามถนนมีคนนั่งอยู่เต็ม หนุ่มสาวควงแขนกันเข้าไปในบาร์ที่เปิดเพลงแดนซ์ดังลั่นออกมานอกร้าน รถยนต์ส่วนตัวตั้งแต่ Toyota ไปจนถึง Porche จอดติดไฟแดงที่สี่แยกเป็นขบวนยาวเหยียด...ภาพสีสันของความวุ่นวายในปารีสยามราตรีนั้นไม่ต่างไปจากยามกลางวันแม้แต่น้อย...
...ต่างสิ...มันต้องต่างแน่ๆ อย่างน้อยเขาก็คิดว่าแสงอาทิตย์คงไม่ทำให้ปารีสดูมีเสน่ห์ได้มากเท่าที่แสงจันทร์ทำตอนนี้หรอก...
ลมหนาวยามราตรีพัดมาวูบหนึ่งเล่นเอาแฮร์รี่ต้องห่อไหล่ด้วยความหนาวยะเยือก อุณหภูมิตอนนี้มันเท่าไหร่กัน? 1 หรือ 2 องศาเซลเซียส? ถ้าจู่ๆจะมีหิมะตกลงมาตอนนี้ล่ะก็เขาจะไม่แปลกใจเลย...แต่ดูเหมือนจะมีเขาเพียงคนเดียวบนท้องถนนแห่งนี้ที่เอาแต่เดินห่อตัวพะวงกับสภาพอากาศ ไม่ใช่เพลิดเพลินไปกับแสงสียามราตรีของนครปารีสเหมือนคนอื่นๆ คงจะเป็นเพราะคนอื่นๆเขารู้ดีอยู่แล้วว่าสภาพอากาศจะต้องเป็นเช่นนี้จึงแต่งตัวกันมาพร้อม...ทั้งเสื้อโค้ทหรือแจ็คเก็ตตัวหนา ถุงมือ ผ้าพันคอ และบางคนยังแถมหมวกไหมพรมมาด้วย...ผิดกับแฮร์รี่ที่เพิ่งมาถึงที่นี่เป็นวันแรกดังนั้นจึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรซักอย่าง เขาอาศัยเพียงเสื้อโค้ทบางๆตัวเดียวเท่านั้นห่อหุ้มกายเดินออกมาจาก Le Village Hostel ที่พักของเขา ไม่มีถุงมือ ไม่มีผ้าพันคอ ไม่มีหมวก ดังนั้นก็เลยต้องมาเดินหนาวสั่นอยู่ริมแม่น้ำเซนเช่นในเวลานี้
...เอาน่า...แฮร์รี่ปลอบใจตัวเอง วันแรกก็อย่างงี้แหละ ทนๆไปหน่อย แล้ววันต่อๆไปเขาก็จะไม่ลืมแน่ๆว่าต้องแต่งตัวให้ครบเครื่องออกมาเดิน
เครื่องบินที่แฮร์รี่โดยสารมาเพิ่งลงจอดที่สนามบินชาร์ลส เดอ โกลล์ เมื่อเวลา 5 โมงเย็นของวันนี้ เหตุที่เขาเดินทางจากลอนดอนมาปารีสด้วยเครื่องบินไม่ใช่ใช้วิธีสารพัดสารเพของพวกพ่อมดก็เพราะเขาชอบที่จะเดินทางแบบมักเกิ้ลมากกว่า แฮร์รี่เติบโตมาในโลกของมักเกิ้ลจนถึงอายุ 11 ปี ดังนั้นวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบพวกมักเกิ้ลจึงซึมซับอยู่ในสมองของเขาไม่น้อย บางครั้งเขาก็เกิดไม่ชอบใจขึ้นมาเสียเฉยๆที่เห็นพวกพ่อมดแม่มดได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจเฉิบเกินไป อยากจะหยิบของอะไรก็แค่เสกคาถา ‘แอกซิโอ’ อยากจะเดินทางไปไหนก็แค่ใช้ผงฟลูหรือไม่ก็หายตัวไปกินเวลาไม่เกิน 5 นาที หรืออยากจะรักษาแผลกระดูกหัก แค่ใช้คาถาเชื่อมกระดูกไม่ถึงนาทีก็เสร็จเรียบร้อย ในขณะที่พวกมักเกิ้ลต้องเพียรพยายามกว่านั้นมากนัก เวลาต้องการสิ่งของอะไรก็ต้องใช้ลำแข้งของตัวเองเดินไปหยิบ ต้องการเดินทางไปไหนบางครั้งต้องใช้เวลาเป็นวันๆ หรือถ้าแขนหักก็ต้องทนกับความเจ็บปวดทรมานเป็นเดือนๆกว่าแผลจะรักษาหาย ไปๆมาๆเขากลับคิดว่าพวกมักเกิ้ลเป็นมนุษย์ที่น่าสรรเสริญมากกว่าพวกพ่อมดหลายเท่านัก มักเกิ้ลต้องใช้สมองของตนเองสร้างสรรค์วิธีการที่จะทำให้ตนอยู่รอดและอยู่อย่างสะดวกสบายมากที่สุด เช่น การรักษากระดูกที่หัก หรือการสร้างยานพาหนะในการเดินทาง ในขณะที่พวกพ่อมดไม่เคยจำเป็นต้องใช้สมองของตนไปในทางสร้างสรรค์เช่นนี้เลย พวกเขาแค่จดจำวิธีเสกคาถา จดจำวิธีการหายตัว จดจำวิธีการปรุงยา ก๊อปปี้จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง เพียงแค่นั้นพ่อมดคนหนึ่งก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ โดยที่ร่างกายของพวกเขาคงจะเป็นง่อยและสมองก็คงจะฝ่อลงไปเรื่อยๆผ่านรุ่นสู่รุ่นด้วย
ดังนั้น แฮร์รี่จึงไม่ชอบใจอย่างยิ่งเวลาได้ยินพ่อมดคนใดดูถูกพวกมักเกิ้ล...มันยุติธรรมแล้วหรือ? ในเมื่อถ้าคิดในด้านวิทยาการแล้ว พวกมักเกิ้ลก้าวหน้ากว่าพวกพ่อมดมากนัก เขาคิดว่ามักเกิ้ลคือแสงไฟแห่งความหวังที่จะนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่มวลมนุษย์ ในขณะที่พวกพ่อมด...เป็นปมด้อยที่จะนำความถดถอยมาสู่มนุษยชาติ...
...และดังนั้น แฮร์รี่จึงชอบชื่นชมกับเทคโนโลยีที่เกิดจากการสรรค์สร้างของพวกมักเกิ้ล...เขาชอบโทรศัพท์มือถือมากกว่าไปรษณีย์นกฮูก...ชอบวิศวกรรมมากกว่าการเสกคาถา...ชอบคอมพิวเตอร์มากกว่าไม้กายสิทธิ์...และแน่นอนที่สุด...เขาชอบรถยนต์มากกว่าผงฟลู...
...อืมมม...พูดถึงรถยนต์....แถวนี้มันมีที่ไหนที่พอจะให้เขาเช่ารถได้บ้างนะ?...
////////////////////////////////////////////
“อุ๊บ! ขอโทษครับ!”
แฮร์รี่กำลังเดินมองภัตตาคารริมถนนที่ขวักไขว่ไปด้วยผู้คนอยู่พลางคิดว่าจะเข้าร้านไหนเพื่อรับประทานอาหารมื้อที่ 4 ของวันนี้ดี ด้วยความไม่ระวัง เขาจึงเดินไปชนเข้ากับผู้ชายคนหนึ่ง...หอบกระดาษและหนังสือที่ชายคนนั้นถือมาหล่นลงบนฟุตบาทกระจุยกระจาย
“ขอโทษครับ ผมไม่ทันระวัง ขอโทษจริงๆ” แฮร์รี่รีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ เขาก้มตัวลงแล้วช่วยอีกฝ่ายเก็บของเป็นพัลวัน
“ไม่เป็นไรครับ ผมก็ไม่ทันระวังเหมือนกัน” ชายคนนั้นตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงอังกฤษชัดเจน...แฮร์รี่รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...เพื่อนร่วมชาติชาวอังกฤษในนครปารีสอันกว้างใหญ่...อย่างน้อยเขาก็คิดว่าความที่เป็นคนชาติเดียวกันในต่างแดนเช่นนี้ย่อมจะต้องมีสายใยผูกพันบางๆระหว่างกันอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่าเขาจะไม่โดนด่าในเรื่องความซุ่มซ่ามของเขาเหมือนกับที่เขาอาจจะโดนด่าได้หากเดินไปชนเอาชาวฝรั่งเศสซักคนเข้า
แฮร์รี่กำลังคิดที่จะชวนชาวอังกฤษคนนั้นคุยตามมารยาทซักหน่อยก่อนเมื่อเก็บของเสร็จ...ชายหนุ่มผมดำหยิบหนังสือเล่มสุดท้ายที่ตกอยู่ส่งคืนให้...หนังสือที่เขาเห็นชื่อแวบๆว่าเกี่ยวกับจอก...อะไรซักอย่างนี่แหละ...กลิ่นน้ำหอมของชาวอังกฤษคนนั้นโชยมาเตะจมูกของแฮร์รี่เข้าอย่างจัง...เป็นกลิ่นที่เขารู้สึกว่าหอมไม่หยอก...แต่เมื่อทั้งคู่ยืนขึ้นและแฮร์รี่กำลังจะอ้าปากถามชายคนนั้นว่าเขามาจากอังกฤษใช่หรือไม่...ชายหนุ่มผมยุ่งก็ต้องอ้าปากค้าง...
“มะ...มัลฟอย!”
ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มผมทองที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากำลังง่วนอยู่กับการเช็คว่าของที่เขาถืออยู่นั้นมีอะไรตกหล่นหายไปบ้างหรือไม่ แต่ทันทีที่ได้ยินชื่อของตน เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองด้วยความงุนงงสงสัย
...แล้วความงุนงงสงสัยในแววตาสีเทานั้นก็พลันมลายหายไป...เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจเข้ามาแทนที่...
“พะ...พอตเตอร์!” ชายหนุ่มผมทองร้องขึ้นด้วยความประหลาดใจเป็นล้นพ้น ดวงตาสีเทาของเขากวาดมองแฮร์รี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า “นาย...นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ!?”
“นั่นเป็นคำถามที่ฉันน่าจะถามนายมากกว่านะ!” แฮร์รี่ย้อนด้วยท่าทางประหลาดใจไม่แพ้กัน เขาก้มลงมองเพื่อนร่วมชั้นปีที่ไม่ได้เจอกันมากว่า 4 ปีด้วยสายตาสำรวจ...มัลฟอยตัวเล็กกว่าเขาเกือบ 10 เซนติเมตรได้...น่าแปลกเพราะตอนอยู่ที่ฮอกวอตส์เขารู้สึกว่าตัวเขากับหมอนั่นมีความสูงไม่ต่างกันนัก ร่างของมัลฟอยผอม และเสื้อโค้ทตัวเล็กที่หมอนั่นสวมก็ยิ่งทำให้เขาดูบอบบางมากขึ้นไปอีก...ผิวของมัลฟอยดูซีดขาวและแทบจะเรียกได้ว่าสุกสว่างกลางแสงจันทร์ ผมของเขายังคงเป็นสีทองอ่อนๆและดวงตาคู่นั้นก็ยังคงเป็นสีเทาเย็นชา...เหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน...
มัลฟอยเองก็กำลังสำรวจแฮร์รี่อยู่ด้วยเช่นกัน แต่เขากลับพบว่าแฮร์รี่ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเมื่อ 4 ปีก่อนมากนัก...ยกเว้นเรื่องที่เขาสูงกว่ามัลฟอยตั้งเกือบ 10 เซนติเมตรกับเรื่องที่หมอนั่นไมได้ใส่แว่นตาอีกต่อไปแล้ว...ผมของแฮร์รี่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมๆของมันไว้ได้นั่นคือยุ่งกระเซิงยิ่งกว่ารังนกราวกับมันไม่เคยทำความรู้จักกับหวีมาก่อน (ทั้งๆที่แฮร์รี่ก็ออกจะเพียรพยายามหวีมันวันละหลายสิบรอบ) บนหน้าผากของชายหนุ่มที่มีผมปรกลงมาประปรายนั้นมีแผลเป็นรูปสายฟ้าชัดเจน ร่างกายภายใต้เสื้อโค้ทสีดำตัวนั้นดูกำยำแข็งแรงผิดกับร่างของมัลฟอยราวฟ้ากับดิน และขณะนี้ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นก็กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความสงสัยใคร่รู้
...วิ้ววว...ศัตรูเก่ามาเจอกันในต่างถิ่น...แฮร์รี่คิดขณะจ้องมองมัลฟอยไม่วางตา...อุตส่าห์คิดว่าจะได้เจอเพื่อนใหม่ แต่ดันกลับกลายเป็นได้พบหน้าศัตรูเก่าเสียนี่...เขาจำได้ขึ้นใจว่าตอนเรียนอยู่ที่ฮอกวอตส์เขากับมัลฟอยเขม่นกันอย่างไรบ้าง...ไม่ถูกกันอย่างไรบ้าง...และมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งจนแทบจะฆ่ากันตายอย่างไรบ้าง...ตลอดเวลาตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 7 พวกเขาแทบจะไม่เคยพูดจากันดีๆเลยซักครั้ง และแฮร์รี่ก็จำได้ถึงความรู้สึกเมื่อเขาเรียนจบจากฮอกวอตส์เสียที...มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับยกภูเขาออกจากอก...มันโล่งสบาย...เมื่อคิดถึงว่าต่อจากนี้เขาจะไม่ต้องเจอหน้ามัลฟอยและไม่ต้องทะเลาะกับหมอนั่นอีกต่อไปแล้ว...
...แต่ตอนนี้ภูเขาลูกนั้นดูเหมือนจะกลับมาอยู่บนอกเขาอีกครั้งแล้ว...
“ไม่ต้องมามองหน้าฉันอย่างงั้นนะ!” มัลฟอยแหวเข้าให้เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าท้อใจของแฮร์รี่ “ฉันก็คิดเหมือนกับนายนั่นแหละ!”
“อ่อ งั้นเหรอ? นายรู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่งั้นเหรอ?” แฮร์รี่ย้อน...เขาห่างหายจากบรรยากาศแบบนี้ไป 4 ปี...ตั้ง 4 ปีเชียวนะ! ที่เขาไม่ได้เจอหน้าหมอนี่...ความจริงการกลับมาทะเลาะกันแบบเด็กๆ...การกลับมาสู่บรรยากาศแบบเดิม...มันอาจจะสนุกไปอีกแบบหนึ่งก็ได้...
“แหงสิ! ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะเจอนายนักหรอกนะ! ให้ตายสิ! นี่ปารีสนะ! มาเจอใครไม่เจอดันมาเจอเอาพ่อยอดมนุษย์พอตเตอร์!” มัลฟอยโวยวายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดสุดขีด เสียงของเขาดังจนกระทั่งคนที่เดินผ่านไปผ่านมาบนฟุตบาทหันมามอง
“เฮ้ๆ ไม่เห็นต้องโมโหขนาดนั้นก็ได้นี่นา” แฮร์รี่พยายามปรามขำๆเมื่อได้สดับ volume เสียงของมัลฟอย “ถึงเราจะไม่ค่อยถูกกันตอนเรียน แต่ฉันว่าเราน่าจะดีใจออกนะที่ได้มาเจอกันในที่แบบนี้ คิดดูสิมัลฟอย ปารีส...เมืองออกจะใหญ่ขนาดนี้...แต่พวกเราก็มีวาสนาเดินมาชนกันกลางถนนแบบนี้ได้ แสดงว่าโชคชะตาต้องชักพาให้เรามาเจอกันแน่ๆ”
“โชคชะตาบ้าบออะไรของนายห๊ะ!? พอตเตอร์! ฉันไม่ยินดีด้วยหรอกนะ!” มัลฟอยยังคงโวยวาย เขากอดหอบกระดาษไว้ในมือข้างหนึ่งพลางใช้มืออีกข้างถกแขนเสื้อโค้ทขึ้นดูนาฬิกาข้อมืออย่างรวดเร็ว “นี่ฟังนะ! ฉันไม่มีเวลามาเสวนากับนายหรอกนะพอตเตอร์! ฉันมีธุระ ต้องรีบไป เพราะฉะนั้นฉันไปล่ะ” พูดจบเขาก็ทำท่าจะเดินจากไปจริงๆ
“เฮ้ยเดี๋ยวซี่!” แฮร์รี่ยื่นมือออกไปคว้าต้นแขนของมัลฟอย รั้งเขาไว้ “อะไรกัน!? ทำไมใจจืดใจดำอย่างงี้มัลฟอย!? อย่างน้อยเราก็เป็นเพื่อนเก่ากันนะ...ฉันหมายถึง...เพื่อนร่วมชั้นปีน่ะ...อุตส่าห์มาเจอกันทั้งทีหลังจากไม่เจอกันมา 4 ปี แล้วนายจะจากไปง่ายๆอย่างนี้น่ะเหรอ?” ไม่รู้อะไรดลใจแฮร์รี่ แต่เขาก็คิดอย่างงั้นจริงๆ...ถึงจะรู้ว่าถ้าอยู่กับมัลฟอยพวกเขาคงไม่วายทะเลาะกันทุกนาทีเว้นนาทีเป็นแน่ แต่แฮร์รี่ก็ยังไม่อยากให้มัลฟอยจากไป...ก็ไม่ได้เจอกันมาตั้ง 4 ปีนี่นา โอกาสพิเศษแบบนี้น่าจะฉลองกันซักหน่อย...ฉลองให้กับโชคชะตาที่ชักพาคู่กัดเก่ามาเจอกันอีก...จนได้...
“ฉันไม่มีเวลา!” มัลฟอยแหว พยายามสลัดแขนแฮร์รี่ให้หลุดออกไป
“นายมีธุระอะไร? รีบมากเลยงั้นเหรอ? ต้องไปกี่โมง?” แฮร์รี่ที่ไม่ยอมปล่อยมัลฟอยไปง่ายๆยิงคำถาม
“ใช่ รีบมาก!” มัลฟอยตอบ “ฉันต้องรีบไปกินข้าว...แล้วก็ต้องเดินไปที่ถนน Rue De L’universite ฉันไม่มีเวลามาเล่นกับนาย!” ...จนเมื่อชายหนุ่มผมทองพูดจบแล้วนั่นแหละ เขาถึงเพิ่งรู้สึกตัว...ว่าเขาพลาดไปเสียแล้ว...
แฮร์รี่กำลังยืนยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้าเขา...สายตามีเลศนัย...ไหนๆคืนนี้เขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว...
“อื้มมม งั้นก็ดีน่ะสิ...” ชายหนุ่มที่ร่างสูงกว่าพูดช้าๆ “...เพราะฉันก็กำลังจะไปกินข้าวอยู่เหมือนกัน...”
มัลฟอยอ้าปากค้าง พยายามคิดหาข้อแก้ตัว “ตะ...แต่ว่า...”
“ไม่เอาน่า มัลฟอย!” แฮร์รี่ขัด “นายไม่ได้รังเกียจฉันขนาดนั้นหรอก...เราไปนั่งกินข้าวด้วยกันซักมื้อ คุยกันถึงเรื่องความหลัง เล่าว่าที่ผ่านมา 4 ปีนายไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง แล้วก็เล่าว่านายมาที่ปารีสนี่ทำไม...ว่าไง? น่าสนุกดีออก” ชายหนุ่มผมดำคะยั้นคะยอ
“ตะ...แต่...”
////////////////////////////////////////////
ร้านอาหาร L’Esplanade บนถนน Quai Branly ริมแม่น้ำเซนเต็มแน่นไปด้วยมนุษย์ราตรีทั้งชาวฝรั่งเศสและชาวต่างชาติแม้ว่านี่จะเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้วก็ตาม แฮร์รี่และมัลฟอยเลือกนั่งที่โต๊ะสำหรับ 2 คนบนฟุตบาทข้างหน้าร้านที่หันหน้าออกสู่แม่น้ำ...พวกเขาเลือกที่จะนั่งอาบแสงจันทร์และรับลมหนาวยามค่ำคืนมากกว่าจะอุดอู้อยู่ข้างใน ถึงแม้ว่าแฮร์รี่จะหนาวแทบตายแล้วก็ตาม...
“นายแน่ใจนะว่าจะไม่นั่งข้างใน พอตเตอร์?” มัลฟอยถามด้วยความไม่แน่ใจเมื่อเห็นว่าเสื้อโค้ทของแฮร์รี่บางแค่ไหนและสังเกตเห็นอาการหนาวสั่นที่แฮร์รี่พยายามจะสะกดมันไว้แต่ทำไม่สำเร็จ
“อืมมม...มะ...ไม่เป็นไร...ฉันชอบอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกนี่มากกว่า” เขาตอบเสียงสั่น ทั้งๆที่ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเขาไม่ได้ ‘ไม่เป็นไร’ อย่างที่พูดซักนิด
บริกรของร้านที่ผูกหูกระต่ายและแต่งตัวเนี๊ยบ เดินตรงแน่วนำเมนูอาหารมาให้พวกเขาสองคนที่โต๊ะ และยืนตัวตรงรอรับออร์เดอร์ด้วยท่าทางมุ่งมั่น
“อืมมม...” แฮร์รี่มองกวาดสายตาไปตามรายชื่ออาหารแปลกประหลาดภาษาฝรั่งเศสที่เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่ามันคืออะไร กิตติศัพท์เรื่องอาหารของฝรั่งเศสเป็นที่ลือเลื่องกระเดื่องนามไปทั่วโลก และนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แฮร์รี่ตั้งอกตั้งใจในการมาฝรั่งเศสในครั้งนี้...เขาตั้งใจว่าจะต้องชิมอาหารฝรั่งเศสให้มากประเภทที่สุดเท่าที่จะทำได้...แต่ตอนนี้...เมื่อรายชื่อนับสิบของมันอยู่ตรงหน้าเขาในขณะนี้...ชายหนุ่มผมดำก็ไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าควรจะเริ่มต้นตรงไหนดี...
แฮร์รี่เหลือบสายตาขึ้นมองมัลฟอยที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ชายหนุ่มร่างบอบบางกำลังขมวดคิ้วตั้งหน้าตั้งตาดูรายการอาหารด้วยสมาธิสูงราวกับกำลังคิดเลขก็ไม่ปาน...
เมื่อเห็นมัลฟอยไม่ว่าง ชายหนุ่มผมดำจึงเบนสายตาไปมองบริกร...เด็กหนุ่มผมสั้นเกรียนชาวฝรั่งเศสคนนั้นกำลังยืนหลังตรงด้วยท่าทางที่ดูเหมือนฝึกซ้อมมาอย่างดี...ทำเหมือนกับกำลังยืนระวังตรงอยู่ต่อหน้าหัวหน้าหมู่อย่างงั้นแหละ...แฮร์รี่คิดขำๆ...นี่มันภัตตาคารนะ ไม่ใช่ค่ายลูกเสือ ไม่เห็นจะต้องทำอะไรให้มันโอเวอร์ขนาดนั้นเลย...
“เอ่อ...ผมเอา Sea fricassee ครับ” เสียงของมัลฟอยที่ดังขึ้นฉุดดึงความคิดของแฮร์รี่ให้กลับมาสู่สภาพความเป็นจริง แฮร์รี่ขมวดคิ้ว...ไอ้ Sea fricassee นี่มันอะไรกันวะ?...เขากะจะอ้าปากถามมัลฟอย แต่ก็กลัวว่าจะเสียฟอร์ม และชายหนุ่มผมทองก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจเขาเท่าไรนัก หมอนั่นเปิดเมนูไปที่ท้ายเล่มและกำลังมองว่าจะสั่งเครื่องดื่มอะไรดี
แฮร์รี่เหลือบมองไปที่บริกรอีกครั้ง...และก็พบว่าเด็กหนุ่มคนนั้นก็กำลังเหล่มองมาที่เขาเช่นเดียวกัน...หลังของเด็กหนุ่มยังคงตรงแน่วอย่างมีระเบียบแต่สายตาของหมอนั่นที่ส่งมาให้เขามันเหมือนกับกำลังถามเขาว่า ‘เมื่อไหร่แกจะสั่งอาหารเสียที? ฉันรอมานานแล้ว!’...แต่สิ่งที่แฮร์รี่ตอบสายตานั่นกลับไป ก็มีเพียงแค่การเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ก่อนจะก้มลงอ่านเมนูอาหารในมือของตนต่อ
...เขาจะสั่งอะไรดีล่ะนี่? แฮร์รี่ขมวดคิ้วถามตัวเอง...เขาจะถามมัลฟอยดีไหมนะว่าอาหารชุดไหนเป็นยังไง?...หรือจะหันไปถามไอ้ลูกเสือนั่นดี?...แต่ถ้าจะให้เขาถาม...เขาก็คงต้องไล่ถามอาหารจนหมดเมนูนี่เลยเพราะเขาไม่รู้เลยซักอย่างน่ะซี
“เอา...Croque Monsieur ละกันครับ” แฮร์รี่ตัดใจสั่งอาหารไปอย่างหนึ่งโดยเลือกเอาชื่อที่ดูน่าเชื่อถือที่สุด...หวังว่ามันคงกินได้...แฮร์รี่คิดพลางเปิดไปดูเมนูเครื่องดื่มที่ท้ายเล่ม
เครื่องดื่มนี่โอเคหน่อยเพราะชื่อมันยังพอคุ้นๆหู แฮร์รี่เลือกสั่งกาแฟบลูเมาเท่นแบบที่เขาชอบ ส่วนมัลฟอยสั่งกรีนทีลาเต้ เมื่อบริกรรับออร์เดอร์เรียบร้อยแล้วหมอนั่นก็เดินตัวตรงแน่วจากไป...ทิ้งพวกเขา 2 คนเอาไว้ตามลำพัง...
...เอาล่ะสิ...เขาจะคุยอะไรดีล่ะทีนี้?...
แฮร์รี่เอาศอกข้างหนึ่งขึ้นวางไว้บนโต๊ะ ชะโงกหน้าไปหามัลฟอย แต่คนร่างบางไม่มีทีท่าสนใจเขา...หมอนั่นแสร้งสาละวนอยู่กับกองกระดาษและหนังสือที่เขาถือมาราวกับการจัดมันให้เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเสียเต็มประดา
“นั่นคืออะไรน่ะ?” แฮร์รี่ถามขึ้นขัดความเงียบ พยักพเยิดไปทางกองกระดาษนั่น มัลฟอยเหลือบตาขึ้นมามองอย่างไม่พอใจ
“ทำไมฉันต้องบอกนายด้วย?” ตอบเสียงแข็ง แล้วทำท่าจัดกองกระดาษต่อไป แฮร์รี่จึงแกล้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ชะเง้อคอไปมองว่ากระดาษแผ่นแรกที่วางอยู่บนสุดเขียนว่าอะไร
ได้ผล อารมณ์โกรธของมัลฟอยปะทุขึ้นทันที ชายหนุ่มผมทองเอามือตบกระดาษดังปังแล้วกางนิ้วบดบังไว้ไม่ให้แฮร์รี่มองเห็นตัวหนังสือบนกระดาษ
“พอตเตอร์! ไม่รู้ซักเรื่องจะตายไหม?” มัลฟอยถามเสียงเย็น
แฮร์รี่แกล้งทำลอยหน้าลอยตาชักคอกลับไป
“อือ...ไม่ตายหรอกแต่เกือบน่ะ” เขาตอบกวนๆ มัลฟอยจึงส่งสายตาเขียวปั๊ดมาให้อีกรอบ “นายมาที่นี่ทำไมน่ะ มัลฟอย?” แฮร์รี่ยิงคำถามต่อ
“ไม่ใช่กงการอะไรของนาย!” มัลฟอยยังคงตอบกลับเสียงเย็นเหมือนเดิม “แล้วนายล่ะ พอตเตอร์? เอาแต่ถามนู่นถามนี่ฉันอยู่ได้ ไหนลองบอกมาบ้างซิว่านายมาทำอะไรที่ปารีสนี่?” คนร่างบางถามกลับบ้าง เขายกศอกทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งบนโต๊ะแล้วเท้าคางไว้บนนั้น ยิ้มเจ้าเล่ห์รอคอยคำตอบ
แฮร์รี่เลียนแบบท่าทางของมัลฟอย เขานั่งเท้าคางบนมือทั้งสองแล้วโยกหัวไปมาเป็นเชิงหยอกล้อ “ไม่บอกกกก...”
“ฮ่ะ เห็นไหม!? นายก็ไม่ยอมบอกฉันเหมือนกัน!!!” มัลฟอยปล่อยศอกลงแล้วเปลี่ยนมาเป็นกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางเหมือนครูที่จับได้ว่านักเรียนตัวน้อยกำลังพูดโกหก “ในเมื่อนายไม่บอกฉัน ฉันก็มีสิทธิ์ไม่บอกนายเหมือนกัน เล่นกันแฟร์ๆแบบนี้แหละ”
บทสนทนาของคนทั้งคู่ถูกขัดจังหวะด้วยเครื่องดื่มที่บริกรนำมาเสิร์ฟ แฮร์รี่รับกาแฟของเขามาและลงมือเทนมและน้ำตาลลงไป
“งั้นเปลี่ยนเรื่องก็ได้” เขาพูดขึ้นพลางหยิบช้อนคันเล็กมาคนกาแฟ “เอาเป็นว่าที่ผ่านมา 4 ปีที่เราไม่ได้เจอกันนี่...เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตนายบ้าง?...นายไปทำอะไรที่ไหน แล้วตอนนี้กำลังทำงานอะไรอยู่?”
“ฉันไม่จำเป็นต้องเป็นคนพูดก่อน” มัลฟอยว่าหลังจากจิบกรีนทีลาเต้ของเขาไป 2-3 อึก “เล่าเรื่องของนายมาก่อนสิ แล้วฉันจะเล่าเรื่องของฉัน”
แฮร์รี่ลองยกกาแฟขึ้นมาจิบ...รสชาติของมันโอเคดีแล้ว แต่ยังร้อนเกินไปที่จะดื่ม... “เอางั้นก็ได้” เขาว่าหลังจากวางถ้วยกาแฟลง “4 ปีที่ผ่านมาฉันไปฝึกงานที่กระทรวง...และตอนนี้ฉันเป็นมือปราบมาร”
มัลฟอยทำตาโตด้วยความประหลาดใจและแทบจะสำลักเครื่องดื่ม “นาย? เป็นมือปราบมาร?” เขาร้องขึ้นด้วยความไม่เชื่อ แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นหรี่ตามองมาที่แฮร์รี่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ “...งั้นก็หมายความว่า...การมาปารีสของนายนี่จะต้องเกี่ยวกับภารกิจของมือปราบมารสินะ?”
แฮร์รี่แสร้งยักไหล่...กำลังคิดว่าจะตอบคำถามนั่นอย่างไรดี...ก็พอดีกับที่ บริกรยกอาหารมาเสิร์ฟให้พวกเขา แฮร์รี่จึงแกล้งทำเป็นสนอกสนใจอาหารนั่นเสียเต็มประดาเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถามนั่น...
เฮ้...ไอ้อาหารที่เขาสั่งไปมันก็ไม่เลวเหมือนกันนี่นา...
“นายสั่งอะไรไปน่ะพอตเตอร์?” มัลฟอยชะโงกหน้ามาดูอาหารของแฮร์รี่ที่ดูน่ากินกว่าของเขา ซึ่งแฮร์รี่ก็ทำได้เพียงนั่งจ้องอาหารนั่นราวกับมันจะมีปัญญาตอบคำถามนั้นเองได้
“คร็อก ม็องเซ่ อะไรซักอย่างนี่แหละ” เขาตอบส่งๆไป ก็คนมันจำไม่ได้นี่นา ชื่อภาษาฝรั่งเศสบ้าบอยืดยาวอะไรก็ไม่รู้ใครจะไปจำ มัลฟอยก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะสนใจอะไรมากนัก เขาพยักหน้าส่งๆไปก่อนจะหันไปสนใจอาหารของตัวเอง
ตลอดเวลาที่ทั้งคู่รับประทานอาหารไม่มีใครพูดอะไรกันเลย เสียงเพลงบรรเลงเบาๆที่ดังออกมาจากตัวร้าน L’Esplanade ได้เข้าครอบคลุมบรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ทำให้มันไม่เงียบเกินไปจนน่าอึดอัด บทสนทนาเมื่อครู่ที่ขาดตอนลงอย่างค้างคาไม่มีใครคิดที่จะสานต่อ นั่นเป็นเพราะทั้งแฮร์รี่และมัลฟอยต่างได้ประโยชน์จากการที่บทสนทนานั้นจบลงไปซะได้ แฮร์รี่ไม่ต้องการตอบคำถามว่าเขามาที่นี่เพราะภารกิจของมือปราบมารใช่หรือไม่ และมัลฟอยเองก็ไม่ต้องการตอบคำถามว่าเขามาที่นี่เพราะอะไร...
อาหารมื้อนั้นจบลงไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 20 นาที แฮร์รี่ยกกาแฟที่เติมมา 2 รอบแล้วขึ้นดื่มเป็นอึกสุดท้ายแล้วยกมือขึ้นบอกบริกรว่าเขาไม่ต้องการจะเติมมันอีกแล้ว บริกรจึงเดินมาเก็บถ้วยชามที่เกลี้ยงเกลาทั้งหมดนั้นออกจากโต๊ะไป ก่อนจะถามคนทั้งคู่เป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่าต้องการจะรับของหวานอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่...
แฮร์รี่เหล่มองมัลฟอยเป็นเชิงถาม ซึ่งคนร่างบางก็ยักไหล่กลับเป็นคำตอบ ชายหนุ่มผมดำจึงหันกลับไปบอกบริกรด้วยท่าทีสุภาพว่าพวกเขาไม่ต้องการรับอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว บริกรหนุ่มพยักหน้ารับแล้วเดินจากไปพร้อมกับจานอาหารเปล่าในมือ
แฮร์รี่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความสบายใจเฉิบ เขาบิดขี้เกียจและตบพุงตัวเองที่ตอนนี้แน่นเอี้ยดไปด้วย Croque Monsieur และบลูเมาเท่น ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทและหยิบบุหรี่ซองสีฟ้าออกมาซองหนึ่ง
มัลฟอยที่นั่งเงียบอยู่อีกฟากโต๊ะมานานสองนานหรี่ตามองบุหรี่ซองนั้น
“นายสูบอะไรน่ะ? Garam Mild เหรอ?” ชายหนุ่มผมทองถาม
“โอ้ววว นายรู้จักของพรรค์นี้ด้วยเหรอ?” แฮร์รี่ถามกลับด้วยความประหลาดใจ เขาหยิบบุหรี่ตัวหนึ่งขึ้นมาจุดด้วยไฟแช็ก สูดเอาควันเข้าไปเต็มปอดหนหนึ่งด้วยท่าทีชื่นใจเป็นที่สุด ก่อนจะปล่อยควันพิษเหล่านั้นกลับออกมา “นายจะลองบ้างไหมล่ะ?” คนร่างสูงถาม ยื่นซองบุหรี่ไปตรงหน้ามัลฟอย
มัลฟอยยิ้มเยาะ เขาเอนหลังไปพิงพนักเก้าอี้บ้าง แล้วด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ ชายหนุ่มร่างบางก็หยิบบุหรี่ซองสีฟ้าซองหนึ่งออกมา
“เฮ้” เป็นคราวของแฮร์รี่บ้างที่จะทำสีหน้าประหลาดใจ เขาชะโงกตัวมามองบุหรี่ซองนั้นไม่วางตาขณะกำลังพินิจพิจารณามันอย่างถ้วนถี่ “นายเลียนแบบกันนี่นา!” แล้วชายหนุ่มผมดำก็ร้องขึ้น
“ใครเลียนแบบนายกัน!?” มัลฟอยโวยวาย หยิบบุหรี่ของตนขึ้นมาจุดสูบบ้าง เขาแกล้งเลียนแบบแฮร์รี่โดยการสูดเอาควันเข้าไปเต็มปอดด้วยท่าทีชื่นใจเป็นที่สุด ก่อนจะค่อยๆปล่อยมันออกมา “ฉันสูบ Garam Mild มาเป็นชาติแล้วเฟร้ย! นายนั่นแหละที่เลียนแบบฉัน!”
แฮร์รี่หรี่ตามองมัลฟอยด้วยท่าทีเหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอนตัวกลับไปพิงพนักเก้าอี้อย่างเดิม “น่าแปลกนะ...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย สูดรสชาติละมุนของกาแรมไมลด์เข้าปอดไปทีหนึ่ง... “ปารีสออกจะกว้างใหญ่ เดินเจอใครไม่เจอมาเจอนาย...บุหรี่มีตั้งหลายยี่ห้อ สูบยี่ห้อไหนไม่สูบดันมาสูบยี่ห้อเดียวกับนาย...”
มัลฟอยมองเขาด้วยสายตาเขียวปั๊ด “นายจะบอกว่าเป็นโชคชะตาวาสนาอะไรของนายนั่นอีกล่ะสิ พอตเตอร์” คนร่างบางดักคอ แฮร์รี่ได้แต่หัวเราะหึๆ เขาคลึงมวนบุหรี่เล่นไปมาในมือพลางมองมันอย่างพินิจพิจารณา
“ว่าแต่ทำไมนายสูบยี่ห้อนี้ล่ะ? มันไม่ใช่แบรนด์ของยุโรปซักหน่อยน้า? หาซื้อก็ยาก แพงก็แพง ยี่ห้ออื่นอร่อยๆแถวนี้มีถมไปทำไมไม่สูบ?” แฮร์รี่ถามโดยไม่มองหน้ามัลฟอย
“แล้วทีนายล่ะ?” มัลฟอยย้อน “จะยังไงก็ช่าง ฉันว่าตัวนี้อร่อยสุด และฉันก็พอใจ มันก็แค่นั้น” เขาบอกก่อนจะสูดควันเข้าไปแล้วจงใจพ่นมาใส่หน้าแฮร์รี่
แฮร์รี่ยังคงนั่งเฉย ไม่รู้สึกรู้สาอะไร เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วยิ้มที่มุมปาก “อืมมม...คิดเหมือนฉันเลยน้า...”
ชายหนุ่มผมดำชะโงกตัวมาแล้วเคาะบุหรี่ที่คีบอยู่ที่ปลายนิ้วเข้ากับที่เขี่ยบุหรี่ตรงกลางโต๊ะ ขี้บุหรี่สีดำหล่นลงไปตามแรงเคาะสู่ที่เขี่ยบุหรี่สีขาว “มัลฟอย...นายใส่น้ำหอมอะไรน่ะ?” จู่ๆแฮร์รี่ก็ถามขึ้นอีกครั้ง...
“นายได้กลิ่นเหรอ?” คนร่างบางถาม จับปกเสื้อโค้ทของตนขึ้นมาพิสูจน์กลิ่น “ฉันว่าวันนี้ฉันใส่มาอ่อนๆนะ”
“ฉันได้กลิ่นมาตั้งแต่ตอนอยู่บนถนนแล้ว” แฮร์รี่ให้คำตอบ สูดควันบุหรี่เข้าปอดไปอีกอึดหนึ่ง “และตอนนี้ก็ยังได้อยู่”
ชายหนุ่มผมทองมองหน้าแฮร์รี่นิ่งๆครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนกิริยามาเป็นยิ้มมุมปาก “Allure...” เขาเฉลย และทำเป็นหันมาสนใจบุหรี่ในมือเพื่อจะได้ไม่ต้องมองหน้าแฮร์รี่ “ของ Chanel”
แฮร์รี่พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ “…อืมม...ฉันว่าหอมดี”
“แล้วของนายล่ะ?” จู่ๆมัลฟอยก็ถามขึ้น “นายก็ใส่น้ำหอมเหมือนกันนี่...ฉันได้กลิ่น”
“จริงเหรอ?” แฮร์รี่มองหน้าคนร่างบางยิ้มๆ “...ฉันว่าวันนี้ฉันใส่มาอ่อนๆแล้วเชียวนา...”
“ไม่ต้องมาทำเป็นเล่นลิ้นเลย!” มัลฟอยแหวทีเล่นทีจริง เขาคว้าผ้าเช็ดปากสีขาวสะอาดที่วางอยู่ใกล้ๆมือปาไปใส่แฮร์รี่...มันปะทะเข้ากับใบหน้าของชายหนุ่มผมดำเต็มๆ...
...แฮร์รี่หยิบผ้าเช็ดปากผืนนั้นออกมาวางไว้บนโต๊ะอย่างเดิมยิ้มๆ...ในความคิดของเขา...เขาว่ากิริยาเมื่อกี๊ของมัลฟอย...
...มันน่ารักเอามากๆ...
...เออเว้ย...ทำตัวน่ารักกับเขาก็เป็นด้วยแฮะ...
“ฉันถาม...” เสียงของมัลฟอยลอยมาเป็นการย้ำเตือนเมื่อเห็นแฮร์รี่เงียบไปนาน “...เมื่อไหร่จะตอบ?”
คนร่างสูงยกปกเสื้อโค้ทขึ้นมาดมพลางตอบ “Brit....” เขาพูด ก่อนจะปล่อยปกเสื้อโค้ทกลับไปอย่างเดิมแล้วหันมามองหน้ามัลฟอย “...ของ Burberry”
มัลฟอยทำปากยื่นแล้วพยักหน้าหงึกหงัก “...อย่างน้อยก็มีอย่างหนึ่งล่ะที่เราไม่เหมือนกัน...” ชายหนุ่มผมทองเคาะบุหรี่กับที่เขี่ยก่อนจะก้มหน้าดูนาฬิกาข้อมือ “…ฉันว่าฉันต้องไปแล้วล่ะ...” จู่ๆเขาก็พูดขึ้นเป็นการตัดบทสนทนา “เรียกคิดเงินเถอะ” พูดจบคนร่างบางก็ควักกระเป๋า
“ยังไม่ต้อง” แฮร์รี่พูดขึ้น มัลฟอยเงยหน้าขึ้นมาจากการค้นกระเป๋าสตางค์ตัวเองแล้วทำหน้าเควสชั่นมาร์ค “ฉันจะนั่งอยู่ที่นี่อีกซักพัก...แล้วก็...มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”
มัลฟอยเลิกคิ้วเป็นเชิงถามด้วยความพิศวง “นายไม่ต้องมาทำเป็นสุภาพบุรุษหรอกนะ พอตเตอร์” ชายหนุ่มผมทองกล่าวแล้วควักแบงค์ 20 ยูโรออกมาวางบนโต๊ะ
“ไม่ต้อง มื้อนี้ฉันเป็นคนชวนนายมา เพราะฉะนั้นฉันเลี้ยงเอง” แฮร์รี่ยืนยันเสียงแข็ง เมื่อมัลฟอยยังคงทำท่าไม่แน่ใจ เขาจึงกล่าวสำทับ “ไว้คราวหน้า...ถ้าเจอกัน นายก็เลี้ยงฉันก็แล้วกัน”
“เหอะ” มัลฟอยทำเสียงเยาะๆพลางเก็บเงินลงกระเป๋า “หวังว่าคงจะเจอหรอกนะ”
แต่แฮร์รี่กลับยิ้มมุมปาก “เจอแน่” เขาว่า “ถ้าชะตาเราต้องกัน...เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีกน่ะแหละ”
“แหวะ...ฉันจะอ้วก...เสียดาย Sea fricassee จริงๆ” คนร่างบางร้องแล้วทำท่าเอามือกุมท้อง ชะโงกตัวไปข้างหน้าเหมือนจะอ้วกจริงๆ ท่าทางนั้นเรียกรอยยิ้มมุมปากจากแฮร์รี่ได้อีกครั้ง... “อืมมม...แต่คิดอีกทีก็ไม่เสียดายเท่าไหร่ เพราะนายเป็นคนเลี้ยง” เขาว่าแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะ ขยี้กาแรมไมลด์ที่เหลืออยู่กับที่เขี่ยบุหรี่แล้วหยิบกองกระดาษขึ้นมาหอบไว้ตามเดิม “ฉันไปล่ะ ขอบคุณที่เลี้ยงนะพอตเตอร์...แล้วถ้าโชคชะตายังนำพา...ก็ขอให้เราได้เจอกันอีก” ประโยคสุดท้ายมัลฟอยพูดด้วยน้ำเสียงเยาะๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป...
...แฮร์รี่เท้าแขนวางไว้บนโต๊ะ...นั่งสูบกาแรมไมลด์พลางมองมัลฟอยเดินไปตามฟุตบาทริมแม่น้ำเซนจนลับหายไปจากสายตาท่ามกลางความมืด...
...พระจันทร์ไม่ได้อยู่ที่กลางศีรษะของแฮร์รี่อีกต่อไปแล้ว...บัดนี้มันทิ้งตัวเยื้องมาทางทิศตะวันตก แต่ก็ยังคงสาดแสงสว่างจ้าลงมากระทบผิวน้ำจนเป็นประกายระยิบระยับได้เช่นเดิม แฮร์รี่ถกแขนเสื้อขึ้นมาดูนาฬิกา...อีก 15 นาทีจะตีหนึ่ง...เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น...ที่เขาได้อยู่กับมัลฟอย...
...เรือสำราญที่ล่องอยู่ในแม่น้ำเซนลอยลำผ่านไป แฮร์รี่หันไปมอง บนเรือเปิดเพลงคลาสสิคดังลั่นจนเล็ดลอดออกมาถึงหูของเขาและมีชาวต่างชาติอยู่เต็มที่กำลังเกาะราวเรือเพลิดเพลินอยู่กับแสงสียามค่ำคืนของนครปารีส ชายหนุ่มผมดำละสายตาจากเรือลำนั้นแล้วหันไปมองบรรยากาศรอบๆตัว...ปารีสรอบตัวเขายังคงเต็มไปด้วยแสงสี...ดนตรี...และผู้คนจำนวนมากที่เดินขวักไขว่อยู่บนท้องถนน...ผู้คนที่ไม่เคยหลับ...ในเมืองที่ไม่เคยหลับ...
...มัลฟอยมาทำอะไรที่นี่นะ?...แฮร์รี่คิดพลางสูดกาแรมไมลด์เข้าปอดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะขยี้บุหรี่ตัวนั้นทิ้งไป...งานนี้ชักจะสนุกซะแล้วสิ...
To Be Continued
*หมายเหตุ* บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้เป็นมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ;p
edit @ 9 Nov 2008 17:26:21 by Dakki