[Fic SJ] Umbrella '6'
posted on 09 Jun 2008 02:46 by dakki in UmbrellaxTBCx
Title: Umbrella ‘6’
Author: Dakki
Characters: Super Junior all
Pairings: Si/Han, Ki/Hae, Kang/Teuk, Ye/Ryeo, Hyuk/Cin/Kyu/Min??
Category: Comedy/Romance
Rate: PG-13 (This part)
[Fic SJ] Umbrella 6
“ไม่เห็นมีใครใช้ร่มสีชมพูสักคน ไอ้คยู”
ทงเฮที่ยืนกางร่มตากฝนอยู่หน้าโรงเรียนจูมงเอ่ยกับเพื่อนอีกสองคนที่ต่างก็กำลังสอดส่ายสายตามองหาบุคคลปริศนาผู้ครอบครองร่มสีชมพู
“กุว่าวันนี้พอแค่นี้เหอะ ยืนกลางฝนแบบนี้มากๆเดี๋ยวไอเย็นจะทำเมิงไม่สบายเอานะ” ฮยอกแจเป็นห่วงเพื่อน
“กุอยากไปเล่นเกมแล้วด้วย” ทงเฮสอดขึ้นมา
“โอยยยกุไม่ไปนะ...” ไอ้ไก่โอดโอย
“กุคงไปไม่ได้เหมือนกัน เดี๋ยวแม่เป็นห่วง” คยูฮยอนว่า
“ยังไงก็ช่าง แต่เมิงควรเลิกยืนรอชายหนุ่มปริศนาของเมิงได้แล้วตอนนี้เดี๋ยวหวัดจะแดก” ทงเฮว่าคยูฮยอน
“อืมใช่ วันนี้เขาอาจไม่มาเรียน หรือไม่ก็ไม่ได้ใช้ร่มสีนั้น” ฮยอกแจว่า
“หรือไม่เขาก็อยู่โรงเรียนโซดองโย” ทงเฮสำทับ
“อืม...งั้นพรุ่งนี้กุจะลองไปดักหน้าโรงเรียนโซดองโย” คยูฮยอนตัดสินใจ
“งั้นก็แปลว่าวันนี้พอแค่นี้? โอเค ไอ้ฮยอก ไปเกมเซ็นเตอร์กัน!” ปลาน้อยหันไปทำตาปริบๆใส่เพื่อนรักทันที
“ไม่ว้อยยยยย!!!!”
////////////////////////////////////////
“เกิงอยากกินอะไรครับ?”
มันแน่นอนอยู่แล้วที่สุภาพบุรุษอย่างชเว ซีวอนจะต้องเอ่ยถามสุภาพสตรี(?)อย่างมีมารยาทว่าอีกฝ่ายสนใจเมนูอะไรเป็นพิเศษก่อนที่จะเสนอความคิดเห็นของ
ตนเอง ฮันกยองกวาดตาอ่านรายการอาหารด้วยท่าทีประหม่านิดๆ...ก็ไอ้ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาคือชเว ซีวอน...เด็กหนุ่มสุดหล่อพ่อรวย ดาวเด่นที่ใครหลายๆคน
หมายปองแห่งโรงเรียนโซดองโยเชียวนะ!!!
...แล้วทำไมอยู่ดีๆเขาต้องมากินข้าวเย็นกับมันล่ะเนี่ย!? หานเกิงจะเป็นลม!
“เอ่อ...ฉานอยากกินหมูแดงกาบเป็ดปากกิ่ง” ฮันกยองตอบด้วยสำเนียงเหน่อๆ
“สองอย่างเหรอครับ? กินกันสองคนงั้นสั่งผักอีกสักอย่างแล้วกัน ผักอะไรดีครับเกิงช่วยแนะนำหน่อย” ซีวอนถาม
“ผากเหรอ?...เอ...เอาผาดผากรวมเพื่อนก็ด้ายม้าง” บอกไปก็กวาดตาดูเมนูไป ซีวอนเลิกคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
“ผัดผัก...อะไรนะครับ?” เข้าใจว่าฮันกยองอาจจะออกเสียงเป็นภาษาจีนเพราะในเมนูก็มีภาษาจีนกำกับไว้อยู่เช่นกัน...ถึงเขาจะเคยโดนพ่อบังคับให้เรียน
ภาษาจีนมาบ้างก็เถอะนะ แต่คำนี้ซีวอนไม่เข้าใจอย่างแรงครับอย่างแรง
“ผาดผาก...รวมเพื่อนน่ะ” ฮันกยองรู้สึกเสียงเซลฟ์เล็กน้อย แต่ก็ยังพยายามอธิบาย “...ที่เอาเพื่อนๆผากหลายๆคนมาผาดรวมกานอ่า...” ทำท่าผัดประกอบ
ไปด้วย
“เกิงหมายถึงผัดผักรวมมิตร!!!??” ซีวอนชักเห็นทางสว่าง “ใช่ไหมครับ?”
“อือ...ก็รวมเพื่อนอ่า...ไม่ถูกเหรอ?” เอียงคอน้อยๆแต่พองามแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่ามิค่อยเข้าใจ
“เขาเรียกว่าผัดผักรวม ‘มิตร’ ครับเกิง...ไม่ใช่ ‘เพื่อน’ นะ” อธิบายไปซีวอนก็กลั้นยิ้มไป...ไม่ใช่จะหัวเราะเพราะเยาะเย้ยภาษาเกาหลีที่ยังต้องพัฒนาอีก
มากของฮันกยองหรอกนะ เพียงแต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า...
...คนที่เขาแอบเฝ้ามองมานานคนนี้จะน่ารักได้ขนาดนี้...
“อ่าว...แล้ว ‘มิตร’ ม่ายด้ายแปลว่า ‘เพื่อน’ เหรอ?” ฮันกยองยังไม่หายข้องใจ เอียงคอถามซีวอนอย่างสงสัย ก็เท่าที่เขาจำได้ ลีทึกก็เคยบอกว่า ‘มิตร’ กับ ‘
เพื่อน’ มีความหมายเดียวกันนี่นา...
“ใช่ครับ แต่ ‘ผัดผักรวมมิตร’ นี่เป็นชื่อเฉพาะนะ...หมายถึงเมนูที่เอาผักหลายๆอย่างมาผัดรวมกัน...’เพื่อนๆผัก’ อย่างที่เกิงว่านั่นแหละ เพียงแต่ว่าเขา
ใช้คำว่า ‘มิตร’ นะ” ไม่รู้ว่าดินเนอร์มื้อนี้กลายเป็นคอร์สเรียนภาษาเกาหลีไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ซีวอนก็ไม่ขัดข้องอะไร...ในเมื่อมันเป็นคอร์สตัวต่อตัวระหว่าง
เขากับฮันกยองแบบนี้...
...ออกจะอยากให้มีบ่อยๆเลยให้คนหล่อดิ้นตายเถอะ...
ฮันกยองพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจในที่สุด หลังจากนั้นซีวอนก็จัดการสั่งอาหารและเครื่องดื่มให้เสร็จสรรพ
...อาหารมื้อนั้นดูจะผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกินสำหรับฮันกยอง...ถึงมันจะอร่อยเพราะเป็นอาหารจีนแบบที่เขาไม่ได้กินมานานและไม่สามารถทำกินเองได้ที่
บ้านเพราะสติปัญญาไม่ถึง แต่การอยู่ต่อหน้าซีวอนทำให้เด็กหนุ่มชาวจีนรู้สึกเกร็งอย่างไรบอกไม่ถูก รู้ตัวดีว่ากำลังทำตัวไม่เป็นธรรมชาติ แต่ก็ไม่รู้หนทางที่
จะแก้ไขมันเช่นกัน...
เคร้ง!
ทั้งๆที่จับตะเกียบมาตลอดชีวิต วันนี้เป็นครั้งแรกที่ฮันกยองทำมันหลุดมือ ข้างหนึ่งตกพื้น ส่วนอีกข้างตกลงบนตักเขาพร้อมด้วยรอยเปื้อนน้ำจิ้มเป็ดปักกิ่งเป็น
ทางยาวบนเสื้อนักเรียนสีขาวสะอาด ฮันกยองทำหน้าเบ้ในทันใด
“เสื้อเปื้อนเหรอเกิง?”
เสียงคนที่นั่งตรงข้ามเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง และนั่นคือสิ่งที่ฮันกยองกลัวที่สุด
“มะ...ม่ายเยอะหรอก” ตอบปฏิเสธ มองหากระดาษทิชชู่บนโต๊ะแต่ไม่มี
“ผมมีทิชชู่” ซีวอนเดาใจอีกคนได้ไม่ยาก ฮันกยองเอ่ยปากจะบอกว่า ‘ขอหน่อย’ แต่ซีวอนจัดการเดินอ้อมโต๊ะมาด้วยตนเองโดยไม่สนใจท่าทีประหม่าขั้น
รุนแรงของอีกคน
“นี่เหรอที่บอกว่าไม่เยอะ...?” ซีวอนพึมพำขมุบขมิบขณะย่อตัวก้มลงใช้กระดาษทิชชู่เช็ดรอยเปื้อนบนเสื้อให้ฮันกยอง น้ำเปล่าสำหรับดื่มถูกซีวอนนำมาซับ
ใส่ทิชชู่เพื่อช่วยให้เช็ดคราบง่ายขึ้น “ดีขึ้นแล้วเห็นไหม?”
เอ่ยขึ้นอย่างภูมิใจเมื่อใช้ฝีมือกำจัดคราบอาหารออกไปได้จนเกือบจะหมดจด ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นทันควัน ดวงตาลึกล้ำเป็นประกายสบเข้ากับดวงตาของ
ฮันกยองที่ก็มองเพลินอยู่ก่อนแล้ว...ในชั่ววินาทีนั้น ลมหายใจของฮันกยองสะดุดกึกและขาดห้วงไป...
...ดวงตาใสรีบหลบจากการจ้องมองของอีกฝ่ายในทันใด...ใบหน้าของซีวอนช่างอยู่ใกล้...ใกล้แบบที่เขาไม่เคยใกล้กับใครขนาดนี้มาก่อน...และตลอดเวลา
ที่ผ่านมาทั้งชีวิตฮันกยองก็เพิ่งรับรู้ ณ บัดนี้ว่าอาการที่คนอื่นเรียกว่า ‘หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก’ มันเป็นอย่างไร...
...เหมือนซีวอนจะจงใจอ้อยอิ่งอยู่ในอิริยาบทนี้นานๆทั้งๆที่ฮันกยองกลับสวดนะโมสามจบหวังจะไล่อีกฝ่ายให้ไปที่ชอบๆเสียที...ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดไปเอง
หรือเปล่า แต่ฮันกยองกลับรู้สึกได้ว่าดวงตาเป็นประกายสนุกสนานของซีวอนกำลังจับจ้องใบหน้าของเขาอยู่ราวกับจะสำรวจทุกรายละเอียดในทุกซอกทุกมุม...
ซีวอนขยับกายนิดหนึ่ง ในชั่วความคิดแรกฮันกยองโล่งใจเพราะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะผละไป...ซีวอนก็กำลังจะทำอย่างนั้นจริงๆนั่นแหละ เพียงแต่ว่า...
...สันจมูกคม...กลับเฉี่ยวเข้ามาที่แก้มนิ่มของฮันกยอง ทิ้งค้างในท่านั้นเป็นช่วงเวลาหนึ่งวินาทีเต็ม ก่อนที่เจ้าตัวจะผละออกไป...
“เดี๋ยวผมไปขอตะเกียบใหม่ให้นะครับ”
น้ำเสียงร่าเริงนั่นดังมาจากปากไอ้คนหล่อที่ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยหารู้ไม่...หรือจริงๆแล้วมันอาจจะรู้...ว่าทำให้หัวใจของคนที่เพิ่งโดนกลั่นแกล้ง
อย่างจงใจเมื่อครู่เต้นได้แรงขนาดไหน...
...และลมหายใจอุ่นๆของซีวอนที่รินรดในช่วงหนึ่งวินาทีที่ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปนั้น...ก็ยังตรึงอยู่ที่แก้มเขา...สมจริงและชัดเจนที่สุดในชีวิตกว่าทุกสิ่งที่ฮัน
กยองเคยสัมผัสมา...
/////////////////////////////////////////
“มาแข่งกัน”
มาถึงตอนนี้ ทุกครั้งที่คิบอมได้ยินคำพูดนี้...โดยไม่จำเป็นต้องหันไปมองเด็กหนุ่มก็รู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร...หรืออีกที อาจจะเป็นเพราะเสียงๆนี้มันชินติดหู
เขาไปแล้วก็เป็นได้...
“Which game do u want?”
เอ่ยถามกลับเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่คิดจะหันไปมองหน้าอีกฝ่ายจริงๆ ทงเฮหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างๆคิบอม เตรียมพร้อมเต็มที่
“เกมที่นายกำลังเล่นอยู่ก็ได้...แต่วันนี้...”
ทงเฮพูดทิ้งท้ายไว้ คราวนี้คิบอมจึงต้องหันไปมอง
“What?”
“ฉันแค่ตั้งข้อแม้ให้ตัวเอง ว่าถ้าวันนี้ฉันชนะนายไม่ได้...ฉันจะยอมแพ้และเลิกดวลกับนายอีกต่อไป...พอใจป่าว?” หันมามองอีกฝ่าย สีหน้าของคิบอมมีแวว
ประหลาดใจ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ตอบอะไรมากไปกว่า...
“Up to u”
...วันนี้ฮยอกแจไม่มาด้วย และทงเฮก็เบื่อที่จะบังคับจิตใจเพื่อนรักอีกต่อไป รู้ตัวดีว่าเขาเองก็หมกมุ่นกับเกมและการต่อสู้แห่งศักดิ์ศรีนี่มากเกินไป ดังนั้นเขา
จึงตัดสินใจว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้าย...หากเขาไม่สามารถเอาชนะไอ้เด็กนอกคิม คิบอมนี่ได้...เขาจะเลิกท้ามันแข่ง เลิกเล่นเกม ทำตัวเป็นเด็กดีของพ่อแม่
เอาเงินค่าขนมทั้งหมดที่ปกติใช้เล่นเกมไปทำบุญบ้านเด็กกำพร้า และไอ้เรื่องร่มก็ช่างหัวแม่งมันไป...
...แต่นั่นก็ในกรณีที่เขาแพ้คิม คิบอมทุกแมทช์น่ะนะ...
...ไม่ว่าความหวังจะดูช่างริบหรี่สักเพียงไหน...แต่ในเมื่อยังไม่หมดวันก็ถือว่าเขายังไม่แพ้โว๊ยยยย!!!
วันนี้เหล่าผู้ชมที่มาดูพวกเขาแข่งกันมีจำนวนน้อยกว่าที่เคย อาจจะเป็นเพราะมันน่าเบื่อในเมื่อไม่ว่าอย่างไรก็รู้อยู่แล้วว่าใครจะชนะใครจะแพ้...เวลาล่วงเลย
ไปจนถึงสามทุ่ม และคนในเกมเซ็นเตอร์ก็ดูบางตาลงไปมาก ถึงจะยังไม่อยากกลับบ้าน แต่เงินค่าขนมของทงเฮกำลังจะหมด ทั้งๆที่เขายอมอดข้าวกลางวัน
เพื่อที่จะได้แข่งเกมกับคิบอมได้มากที่สุด แต่ครั้งนี้เขาคงต้องยอมเสียที...
“เกมนี้จะเป็นตาสุดท้าย...” ทงเฮพูดขึ้น เขาชูเหรียญเงินเหรียญสุดท้ายที่เขามีให้คิบอมดู ก่อนจะหยอดมันลงตู้เกมที่เขาเลือกไป คิบอมยักไหล่ก่อนจะหยอด
เหรียญของตัวเองบ้าง
“ทำให้ best ที่สุดแล้วกัน” เขาเอ่ยอวยพรทงเฮ
ทงเฮเล่นอย่างดีที่สุดจริงๆ เมื่อคิดซะว่าศักดิ์ศรีของการเป็นนักเล่นเกมมือหนึ่งในละแวกนี้ของเขาทั้งหมดเดิมพันอยู่กับเกมตานี้...ถึงเขาจะเป็นคนกำหนด
มันขึ้นมาเองก็เถอะ...ทงเฮก็ใส่ความสามารถทั้งหมดที่เขามีลงไปไม่ยั้ง เกมตานี้จึงดูยาวนานกว่าที่ควรเป็นสำหรับคนทั้งสอง อีกทั้งยังดุเดือดกว่าทุกๆเกมที่
ผ่านมา...
...แล้วมันก็เกิดขึ้น...
...ในโค้งสุดท้ายก่อนจะถึงเส้นชัย ยานอวกาศของทงเฮเฉี่ยวไปกระแทกกับวัตถุบางอย่างที่กลับไม่ทำอันตรายยานของเขา มันกระเด้งต่อไปกระแทกยาน
อวกาศของคิบอมจนเฉออกนอกทางไป และในวินาทีนั้น ยานของทงเฮก็พุ่งเข้าเส้นชัย...
...ทงเฮอ้าปากค้าง...
หน้าจอตู้เกมส่งเสียงแห่งชัยชนะ และยานของทงเฮก็ขึ้นมาเป็น ‘Winner’…ปลาน้อยยังคงไม่เชื่อสายตาตัวเอง จนหน้าจอปรากฏคะแนนรวมที่ยานอวกาศ
ทั้งสองลำทำได้ และยานของทงเฮก็มีคะแนนนำชนะยานของคิบอมไปเพียงไม่กี่สิบคะแนนเนื่องจากแต้มของการเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง...
...นี่แปลว่าเขา ‘ชนะ’ ใช่ไหม?...นี่หมายความว่าไอ้คิบอมเล่นเกม ‘แพ้’ เขาใช่ไหม???
ทงเฮค่อยๆหันมามองคู่ปรับที่ยังคงนั่งอยู่ข้างๆด้วยสเต็ปการหมุนคอราวกับหุ่นยนต์กระป๋อง คิบอมละมือจากแท่นควบคุม มองตอบทงเฮด้วยสายตาประมาณว่า
‘ก็กุแพ้...ทำไงได้?’
“เมื่อกี๊ฉันชนะใช่ไหม?” ทงเฮเอ่ยความคิดตัวเองออกมาด้วยเสียงอันดัง จำต้องถามคิบอมเพราะ ณ เวลานี้เขาไม่เชื่อสายตาตัวเองจริงๆ ความอยากเอาชนะ
ของเขามันอาจจะมากเกินจนบดบังความเป็นจริงอันโหดร้ายและทำให้เขาคิดไปเองได้ว่าเขาชนะการดวล ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่...
“นาย win” คิบอมย้ำ เด็กหนุ่มจากอเมริกาลุกขึ้นยืน ยื่นมือมาให้ทงเฮพร้อมจะเชคแฮนด์ด้วย ทงเฮมองมือนั่นอย่างงงๆในตอนแรก แต่แล้วก็นึกได้ว่าคน
อเมริกันเขาทำกันยังไง “พรุ่งนี้ไว้ challenge กันใหม่” คิบอมว่าพลางกระชับมือนิ่มของทงเฮขณะเชคแฮนด์
“หะ...หา!? พรุ่งนี้!?” ทงเฮที่ยังไม่ได้สติดีกล่าวอย่างงงๆ “อืมใช่ ฉันบอกว่าถ้าฉันแพ้นายทุกแมทช์ฉันก็จะเลิกท้านายแข่งนี่เนอะ แต่นี่ฉันชนะ ก็แปลว่า
เรายังต้องแข่งกันต่อวันพรุ่งนี้ ใช่ๆ” พูดเองก็เหมือนจะงงเอง ณ เวลานี้ดูเหมือนทงเฮจะลืมเลือนเรื่องทุกอย่างไปเสียสิ้น การแข่งขันระหว่างเขากับคิบอมเป็น
เรื่องของศักดิ์ศรี และในเมื่อเขาชนะวันนี้ ก็แปลว่าในวันพรุ่งนี้เขาอาจจะเอาชนะได้อีก...
...เขาจะต้องกู้ความเป็นมือหนึ่งของเขาคืนมาให้ได้!...
“งั้น...ก็เจอกันพรุ่งนี้...” ทงเฮกล่าวลาคิบอมอย่างล่องลอย เด็กหนุ่มคว้ากระเป๋าสะพายแล้วหมุนตัวจะเดินออกจากเกมเซ็นเตอร์ไปอย่างสติหลุด จนคิบอ
มต้องร้องเรียก
“ทงเฮ”
“หืม?” หันกลับมามองด้วยดวงตาล่องลอย
“นาย forgot umbrella ของนาย” เด็กหนุ่มหน้ากลมส่งร่มสีน้ำเงินลายทางที่ทงเฮวางทิ้งไว้คืนให้ ปลาน้อยรับมันไปถืออย่างไม่สนใจ
“อืมๆขอบใจ” ก่อนจะเดินออกไปจากเกมเซ็นเตอร์จริงๆ
คิบอมทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้หน้าตู้เกมเดิมที่เขาเล่นกับทงเฮ คะแนนของทั้งสองยังคงขึ้นหราอยู่บนหน้าจอ เด็กหนุ่มจ้องมองมันอย่างนิ่งงันเพียงครู่ก่อนจะลอบ
ยิ้มกับตัวเอง...
“นายล้มมวย”
ชินดงเดินเข้ามาหาคิบอมพร้อมกับประโยคกระแทกใจ คิบอมถามกลับ
“นาย watch อยู่เหรอ?”
“ใช่ ตอนโค้งสุดท้าย นายหลบวัตถุนั่นได้...ฉันเคยเห็นนายทำ...”
“แล้วไง?” คิบอมยักไหล่อย่างไม่เห็นเป็นเรื่อง
“ทำไม?” ชินดงเอ่ยถามอย่างข้องใจ
“ฉันมี reason ของฉัน” คิบอมตอบอย่างแน่วแน่ เขาลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าสะพายพลางหยิบร่มคู่ใจออกมาถือไว้เตรียมพร้อมกับสายฝนที่เขารู้ดีว่ากำลัง
สาดกระหน่ำอยู่ด้านนอก...ร่มคันเก่าของทงเฮ...
“และนายก็ไม่ได้คืนร่มหมอนั่นด้วย” ชินดงย้ำอีกรอบ
“Yes, แล้วไง? Ready ที่จะกลับบ้านกันแล้วหรือยัง?”
/////////////////////////////////////
มันเป็นเช้าวันใหม่ที่ยังคงหมองหม่นด้วยสายฝนเช่นหลายๆวันที่ผ่านมา เรียวอุคมาถึงโรงเรียนแต่เช้าตามนิสัย...แน่นอนอยู่แล้วที่เยซองยังไม่มา...รายนั้น
มักจะโผล่มาก่อนเวลาเข้าเรียนเพียงไม่กี่นาที ไม่ก็สายเสมอ เรียวอุคเดินเข้ามาทางหลังห้องเรียน กวาดตามองแถวๆโต๊ะของเยซองไม่พบร่มของเขาวางอยู่
แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าใดนักเมื่อเดินไปถึงโต๊ะของตัวเองแล้วเห็นมันถูกวางทิ้งอยู่บนเก้าอี้...
เรียวอุคถอนหายใจ...
...คิดว่าทำแบบนี้แล้วเขาจะล้มเลิกความตั้งใจหรือไงเยซอง? ขอบอกว่าเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ถ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วคิม เรียวอุคคนนี้จะยอมแพ้ ยอมเลิก
ตื๊อนายแล้วละก็...ขอบอกไว้ต่อหน้าท้องฟ้าและสายฝนตรงนี้เลยว่า...
...ไม่มีวัน...
To be continued