UmbrellaxTBCx

[Fic SJ] Umbrella '7'

posted on 27 Sep 2008 22:38 by dakki  in UmbrellaxTBCx

 

 

Super Junior Fan Fiction

 

Title: Umbrella ‘7’
Author: Dakki
Characters: Super Junior all
Pairings: Si/Han, Ki/Hae, Kang/Teuk, Ye/Ryeo, Hyuk/Cin/Kyu/Min??
Category: Romance/Comedy
Rate: PG-13 (This part)

 

Author’s Note: ขออภัยแฟนฟิคทุกท่านอย่างจริงจังที่อีคนแต่งหายหัวไปนานมากๆๆๆ ขอโทษจริงๆค่ะ หลายคนคงคิดว่าเราจะไม่ต่อฟิคเรื่องนี้แล้ว แต่ขอตอบแบบหน้าด้านๆว่ามันจะดันทุรังต่อค่ะ เหอๆ จะมีใครอ่านไหมหนอ? เราเองก็อยากแต่งให้มันจบนะ จะพยายามสุดชีวิต ช่วงนี้ว่างขึ้นแล้ว จะพยายามปั่นออกมาให้ได้อีกสัก 2-3 ตอนก่อนหมดเดือนตุลาค่ะ (จะทำได้ไหมเนี่ย? T^T)

ตอนนี้เหมือนจะยาวกว่าตอนก่อนๆนะ ยังไงอ่านแล้วก็เมนต์กันด้วยเน้อ

 

[Fic SJ] Umbrella ‘7’

 


“อีถึก”

ถึงมันจะฟังดูไม่ใช่ แต่มันก็คล้ายๆว่าเป็นชื่อของเขา ลีทึกละเหี่ยใจอย่างเหลือแสน หันไปทางคนเรียกก่อนจะส่งเสียงทักกลับไปเช่นกัน

“ว่าไงไอ้เหน่อ?”

เมื่อก่อนเรียก ‘ลีถึก’ คราวนี้แผลงมาเป็น ‘อีถึก’ นอกจากเปลี่ยนพยางค์หลังแล้วพยางค์หน้ายังไม่มีชีวิตรอดไปกับเขาด้วย และเมื่อเอาคำแผลงทั้งสองคำมาสมาสกัน...ชื่อของเขานั้นก็ฟังดูสวรรค์ช่างไม่เหลียวแลเหลือเกิน

“วานนี้กลาบบ้านกาบกุด้ายป่าว” ฮันกยองพยายามทำเสียงอ้อนวอน แต่มันดันเหมือนอ้อนตีนมากกว่า

“เสียใจด้วยว่ะไอ้ฮัน แต่วันนี้กุต้องไปเอารถมอ’ไซค์ที่ส่งซ่อมไว้”

“ห้ายอ้ายอ้วนน่านนาเรอะ? เมื่อหร่ายเมิงจะเลิกเปนบ๋อยห้ายมานซากที?”

“เป็น ‘เบ๊’ โว๊ย ไม่ใช่ ‘บ๋อย’! ทำไม? กลับบ้านกับซีวอนไม่สนุกเหรอเมิง?” ถามเย้า แต่ฮันกยองกลับส่ายหน้าดิก

“กุกลัวอ่าเมิง เขาต้องการอารายจากกุกานแน่วะ?” ถามซื่อๆ แต่ลีทึกแทบจะเอาหัวโขกโต๊ะ

“ไอ้เอ๋อ! จนป่านนี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าเขาจีบเมิงอยู่น่ะ!?”

“จีบเหรอ? คือยางงายอ่ะ?” ฮันกยองอาจจะไม่เคยได้ยินคำนี้จึงเอียงคอถามเพื่อนรักแบบงงๆเยี่ยงนี้

“ ‘จีบ’ ก็หมายความว่าเขาอยากได้เมิงเป็นแฟนเขาไง!”

ฮันกยองทำตาโต “เฮ้ย! บ้าน่า! กุเปนผู้ชายเหมือนกาบเขานา อีกอย่างเขาแค่เหนกุม่ายมีร่ม ต้องเดินตากฝน เขาก็เลยเข้ามาช่วยกุต่างหาก!” เถียงเป็นพัลวัน ลีทึกถอนหายใจ นึกอยากจะฆ่าตัวตายขึ้นมาตะหงิดๆ

“ไม่มีใครเค้าเข้ามาช่วยเมิงหลายครั้งหลายคราเพราะเหตุผลแบบนั้นหรอกไอ้ฮัน ตาสว่างสักที! ถึงเมิงเป็นผู้ชายมันก็ทำให้เมิงเป็นเมียมันได้โว๊ย!”

////////////////////////////////////

“ไอ้คยู...นี่เมิงจะไปดักบุรุษปริศนาของเมิงหน้าโรงเรียนโซดองโยจริงเหรอวะ?” ทงเฮกางร่มสีน้ำเงินลายทางที่มีชื่อคิม คิบอมเขียนกำกับไว้อยู่เดินตามคยูฮยอนต้อยๆตรงไปทางโรงเรียนโซดองโย เรื่องของเรื่องคือไอ้เด็กนอกคิบอมก็อยู่โรงเรียนนี้เหมือนกันและเขาก็ไม่อยากจะปะหน้ากับมันตอนนี้

“ใช่!” คยูฮยอนตอบอย่างมั่นใจ

“เด็กนักเรียนตั้งเยอะน่า เมิงจะหาเขาเจอได้ยังไง? ล้มเลิกความคิดแล้วเอาแหวนนั่นมาให้กุดีกว่ามาถ้าเมิงไม่อยากเก็บมันไว้”

“ทงเฮ เมิงไปเล่นเกมของเมิงก็ได้นะถ้าไม่อยากมายืนรอกับกุ เดี๋ยวไอ้ฮยอกจะไปเป็นเพื่อนกุเอง” คยูฮยอนว่าส่วนมือก็ลากคอเสื้อฮยอกแจไว้ก่อนแล้ว

“เออ อะไรๆก็กุตลอดอ่ะ” ฮยอกแจตอบรับคำพูดนั้นอย่างละเหี่ยใจ


สรุปแล้วทงเฮเลยเผ่นหนีไปเกมเซ็นเตอร์ก่อน คราวนี้ไม่มีการงอแงจะให้ใครไปเป็นเพื่อนแต่อย่างใด...ช่างน่าแปลก...ฮยอกแจคิดในใจ เขากับคยูฮยอนจึงยืนกางร่มรอบุคคลปริศนาผู้ถือร่มสีชมพูอยู่หน้าโรงเรียนโซดองโยเพียงสองคน...ถ้าไม่นับผู้หญิงแล้วล่ะก็...นักเรียนชายแทบไม่มีใครเลือกใช้ร่มสีชมพูเลยแม้แต่คนเดียว...

“เฮ้ยนั่นไงไอ้คยู!”

ฮยอกแจร้องเสียงหลงเมื่อสีชมพูจัดจ้านของร่มคันหนึ่งสะท้อนแสงแดดที่มีเพียงน้อยนิดเข้าตาเขา คยูฮยอนรีบชะเง้อคอมอง...และก็เป็นอย่างที่ฮยอกแจว่าจริงๆ...บุคคลที่ถือร่มคันนั้น...ถึงจะหน้าหวานราวสาวน้อยแก้มแดงที่ไหนก็เถอะ...แต่ชุดนักเรียนก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขาเป็น ‘ผู้ชาย’!

ไม่รอใคร คยูฮยอนพุ่งตรงไปยังบุคคลปริศนาโดยฮยอกแจยังคิดอะไรไม่ทันเสียด้วยซ้ำ เพียงไม่กี่ก้าวสั้นๆ คยูฮยอนก็ถึงตัวเด็กชายคนนั้นที่ยังไม่ทันเดินพ้นบริเวณหน้าประตูโรงเรียน

“นาย...!”

อีกฝ่ายหันมามองทันทีที่อยู่ๆมีคนแปลกหน้าพุ่งเข้ามาทักใกล้ๆ

“เจ้าเป็นใคร?”

พอยืนอยู่ในระยะประชิดตัวขนาดนี้ คยูฮยอนจึงเพิ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายมีความสูงน้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ (เตี้ยนั่นเอง)

“นาย...” ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หมาป่าน้อยจึงหยิบแหวนสีเงินวงนั้นขึ้นมาชู “เป็นเจ้าของแหวนวงนี้หรือเปล่า?”

คู่สนทนามองวัตถุในมือคยูฮยอนด้วยดวงตาประหลาดใจ

“นี่จะมาสู่ขอฉันอภิเษกสมรสหรืออย่างไร?”

เจอรูปประโยคประหลาดเข้าไปเล่นเอาคยูฮยอนถึงกับผงะ...’อภิเษกสมรส’...เอ...มันแปลว่าอะไรหว่า???

“ฉันชื่อโจ คยูฮยอน” ลองแนะนำตัวไปเผื่อจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจอะไรดีขึ้น “เคยได้ยินชื่อนี้ไหม?”

อีกฝ่ายส่ายหน้าอย่างไม่แน่ใจ “เอ...ไม่ทราบสิ...พระนามคุ้นๆอยู่นา...เราอาจจะเคยพบเจอกันในพระสุบิน” ทำท่าคิดไปเรื่อย

“เมื่อเย็นวันอังคาร ฉันเป็นลมอยู่กลางถนน แล้วมีคนเข้าไปช่วยฉัน เป็นนายหรือเปล่า?”

“...คือฉันก็จำไม่ค่อยได้ว่าฉันสุบินว่าอย่างไร...”

“สุบินนี่มันใคร? มีนายคนเดียวที่ช่วยฉัน คนที่ถือร่มสีชมพู ไม่มีคนอื่น!”

“คนที่ถือพระกลดสีชมพู ก็คือตัวข้า...”

“งั้นนายคือคนที่ช่วยฉันใช่ไหม!?”

“ขอฉันทอดพระเนตรพระธำมรงค์วงนั้นหน่อย”

คยูฮยอนไม่เข้าใจประโยคที่อีกฝ่ายพูดเลยสักนิดเดียวจึงได้แต่ยืนเอ๋อ คนตัวเล็กกว่าจึงต้องเป็นฝ่ายคว้าแหวนไปจากมือของหมาป่า

“วงมันเล็กไป” คนหยิบไปมองสรุป “ทรงพระอนามิกาฉันมิได้หรอก” ชูนิ้วนางที่มีลักษณะอ้วนป้อมให้อีกฝ่ายดู แต่คยูฮยอนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี “ถ้าจะทรงขอฉันหมั้น กรุณานำพระธำมรงค์ที่ใหญ่กว่านี้มาด้วย...อีกอย่าง...ฉันโปรดสีชมพูมากกว่าสีเงิน...” ส่งแหวนคืนให้อีกฝ่ายที่หน้าตาดูมึนงงขั้นรุนแรง “...อ้อ...ลืมทูลไป...พระนามอันไพเราะของฉันคือ...ลี ซองมิน…”


“เป็นไง? ได้เรื่องไหม?” ฮยอกแจถามเพื่อนเมื่อคยูฮยอนเดินทำหน้าเหมือนจะไม่สบายอีกรอบกลับมาหา แหวนสีเงินวงเดิมยังอยู่ในมือ “ไม่ใช่คนนี้เหรอ?”

“กุคุยกับเขาไม่รู้เรื่องว่ะ” หมาป่าเฉลย ฮยอกแจทำท่าหัวจะทิ่ม

“เมิงหายไปคุยกับเขาเสียนานสองนาน แล้วบอกว่าคุยไม่รู้เรื่องนี่นะ!? นี่เมิงป่วยจนภาษาเกาหลีเลอะเลือนไปแล้วหรือไง!?”

“ไม่ใช่ความผิดกุเว้ย! เขาต่างหาก! มีพูดถึงคนชื่อสุบินๆอะไรไม่รู้ แล้วนี่กุจะไปหาจากไหน!?” คยูฮยอนโวยวาย

“ ‘สุบิน’ เหรอ? เอ...อาจจะเป็นญาติกับวอน บินก็ได้นะ” เสนอความคิดเห็น

“อืม...ก็เป็นไปได้...” คยูฮยอนเห็นด้วย

“ถ้างั้นวันนี้ก็พอก่อนเหอะเมิง ยืนรอมานานแล้วเดี๋ยวเมิงจะเป็นหวัดเอานะ ถ้าคนที่เมิงเจอรู้จักคนที่ชื่อสุบินอะไรนั่น เขาอาจจะอยู่โรงเรียนโซดองโยก็เป็นได้ วันจันทร์ค่อยมาดักรอใหม่ก็แล้วกัน” ฮยอกแจตบไหล่เพื่อนแปะๆอย่างให้กำลังใจ

“อืม...” คยูฮยอนพยักหน้าเห็นด้วย ดวงตาเรียวทอดมองแหวนสีเงินวงเล็กในมือ ความคิดล่องลอยออกไปไกลแสนไกล...

...คุณเป็นใคร...และอยู่ที่ไหนกันนะ...คุณสุบิน?...

//////////////////////////////////////////

เรียวอุคเก็บข้าวของเข้ากระเป๋านักเรียนเรียบร้อย เหลือเขากับเยซองอยู่ในห้องเรียนเพียงสองคนเช่นเดิม คนตัวเล็กสูดลมหายใจ...ด้วยความตั้งใจแน่วแน่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ เขาเดินลัดเลาะไปทางหลังห้องเรียน ทิ้งร่มสีฟ้าครามไว้บนโต๊ะเรียนข้างๆเยซองเหมือนที่เคยทำก่อนจะก้าวเร็วๆไปยังประตูหลังห้องพร้อมจะเผ่นออกไป

“ทำแบบนี้ทำไม?”

เสียงหนักๆของเยซองรั้งขาของเรียวอุคไว้ทำให้ก้าวไม่ออก หัวใจของเด็กน้อยเต้นรัวราวกับตีกลอง...นั่นเสียงของเยซองใช่หรือเปล่า?...เยซองพูดกับเขา...ไม่ใช่ใครอื่น...อย่างนั้นใช่ไหม?...

เรียวอุคค่อยๆหมุนตัวกลับไปมองเยซอง...ท่าทางแข็งขืนอย่างไรพิกล และสิ่งที่เขาพบ...คือเยซองที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ...

...เรียวอุครวบรวมความกล้าทั้งหมดที่เหลืออยู่ ก่อนจะโพล่งออกไป... “ทำไมนายไม่ใช้ร่ม?”

เยซองเลิกคิ้วหนักราวกับไม่เข้าใจจุดประสงค์ของคำถามเสียเต็มประดา

“แล้วมันธุระอะไรของนาย?”

เจอคำถามไร้น้ำใจแบบนี้เข้าไปเรียวอุคถึงกับลำคอแห้งผาก บอกตัวเองมาตลอดอยู่แล้วว่าเยซองเป็นคนเย็นชา เพียงแต่ว่าไม่เคยเจอตรงๆกับตัวเท่านั้นเอง...

“ฉันกลัวนายไม่สบาย...”

“ฉันไม่เป็นอะไรแค่เพราะตากฝนหรอก เป็นห่วงตัวเองเถอะอย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน...และก็เลิกทำแบบนี้สักที มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น!” ด่าจบ เยซองก็สะพายกระเป๋า เดินสวนเรียวอุคออกไปจากห้องอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้คนตัวเล็กยืนอึ้งพูดไม่ออก ทอดมองร่มสีครามที่ถูกทั้งเยซองและเรียวอุควางมันทิ้งไว้ด้วยสายตาเลื่อนลอย...

...แต่ในแววตานั้น...เขากลับแอบซ่อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะเอาไว้อยู่ลึกๆ...

...ฉันชอบนาย...ไม่เข้าใจหรือยังไงเยซองว่าฉันแอบหลงรักนาย?...ที่ฉันทำแบบนี้ ก็เพียงเพื่อจะเรียกร้องความสนใจจากนายก็เท่านั้น แล้วตอนนี้...ฉันก็ทำมันสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่งเห็นไหม?...ไม่ว่านายจะโกรธฉัน จะเกลียดฉัน หรือเห็นฉันเป็นตัวเสนียดในชีวิตนายยังไงก็ช่าง...ฉันยินดีแลกมันกับการที่ทำให้นายได้รู้จักฉัน...

...จำหน้าฉันเอาไว้ให้ดีเถอะเยซอง เพราะต่อจากนี้ไป...นายจะได้รู้ว่าฉันหน้าด้านหน้าทนกว่าที่นายคิดขนาดไหน...นายจะได้รู้ว่าไม่ว่าจะไล่ตะเพิดอย่างไร...

...คิม เรียวอุคคนนี้จะไม่มีวันออกไปจากชีวิตของนาย...

///////////////////////////////////

“ฉันมาแล้ว”

ทงเฮส่งเสียงร่าเริงกว่าปกติยามร้องทักคิบอมเมื่อเข้ามาในเกมเซ็นเตอร์ เล่นเอาผู้คนรอบข้างชักสีหน้างงงวยไปตามๆกัน ชินดงที่เล่นเกมกับคิบอมอยู่ก่อนใช้ศอกสะกิดแซวเพื่อน แต่การ ‘สะกิด’ ของชินดงมันกลับแรงเสียจนคิบอมแทบหงาย ก่อนคนร่างใหญ่จะผละออกไปอย่างรู้ตัวดีว่าไม่ควรอยู่เป็นก.ข.ค.ชิ้นเบ้อเร่อ

“วันนี้จะแข่งเกมอะไรกันดี?” ทงเฮถามเสียงระรื่น ทำท่าวอร์มร่างกายอยู่ข้างๆคิบอมเป็นการเตรียมพร้อมไปด้วย

“Today I มีข้อเสนอ...” คิบอมเอ่ยขึ้น ทงเฮหูตาโต

“อะไร? ว่าไง?”

“วันนี้ฉันไม่ค่อยมี money เพราะฉะนั้นแข่งเกมเด็ดๆสักเกม แล้วใคร lose ต้องเลี้ยงข้าวอีกฝ่าย”

เป็นคำท้าที่ฟังดูน่ากลัวอย่างไรพิกล ทงเฮกลืนน้ำลายเอื๊อก

“ความจริง...ฉันก็ไม่ค่อยมีเงินเหมือนกัน...เก็บตังค์มาแข่งเกมกับนายเนี่ย ข้าวกลางวันก็ไม่ได้กิน...”

“เหรอ? งั้นก็ the same แหละ” คิบอมยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจข้อแก้ตัว “Choose เกมเลย”………..

…………..และผลก็เป็นไปดังที่คาด...

“คิบอม อย่ากินอะไรแพงๆนะ ฉันไม่มีเงิน” ทงเฮโอดโอยหลังจากแพ้อีกฝ่ายหลุดลุ่ยทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนเลือกเกมเองแท้ๆ เป็นวันแรกที่ทั้งคิบอมทั้งทงเฮได้ออกจากเกมเซ็นเตอร์ก่อนพระอาทิตย์ตก เด็กตี๋แต่อิมพอร์ตทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่ ก่อนจะเสนอ

“ร้าน bakery ข้างๆนี้เป็นไง?”

///////////////////////////////////////

“เกิง วันนี้ไปหาอะไรกินกันไหมครับ?”

ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นกิจวัตรประจำวันของซีวอนไปแล้วหรือไรที่จะต้องมาคอยดักคนจีนหน้าโรงเรียนจูมงทุกวี่ทุกวัน แล้วเพื่อนๆมันหายหัวไปไหนกันหมดไม่มีใครคบหรือไง? ทั้งๆที่วันนี้ฮันกยองก็มีร่มแต่ดูเหมือนนั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่เด็กหนุ่มชาวจีนจะใช้เลี่ยงการกลับบ้านกับซีวอนได้

“เอ้อ...วานนี้พ่อกาบแม่ฉานอยู่บ้านอ่า คงต้องกลาบไปกินข้าวกาบท่าน” ก็เป็นข้ออ้างที่ใช้ได้ทีเดียว

“เหรอครับ?” เสียงดูหงอยลงทันใด “งั้นไปกินร้านเบเกอรี่ข้างโรงเรียนกันไหม? ผมหิวน่ะแล้วเย็นนี้ผมต้องกินข้าวคนเดียวด้วย...” ตอแหลชัดๆ แต่ฮันกยองเหรอจะจับได้?

“จิงเหรอ? ม่ายมีครายอยู่บ้านเลยเหรอ?” ฮันกยองถามอย่างเป็นห่วง

“ครับ พ่อกับแม่มีประชุมงาน” แต่เสร็จตั้งแต่บ่ายสามแล้วแหละ...อันนี้ต่อเองในใจ

“อืม...ง้านปายก็ด้าย แต่ฉานกินม่ายเยอะนา” ใจอ่อนจนได้ ซีวอนนี่ท่าทีระริกระรี้เลยทีเดียว

“ครับ เกิงน่ารักจังเลย!” ...มันแน่นอนอยู่แล้ว...


ร้านอาหารเจ้าประจำแถวโรงเรียนที่ซีวอนชอบไปก็คือร้านเดียวกับร้านโปรดของฮันกยอง ทั้งสองเอาร่มไปตากไว้บริเวณหลังร้านก่อนจะสั่งอาหารง่ายๆทานกัน

“วานนี้ฉานเลี้ยงแล้วกาน” จู่ๆฮันกยองก็เอ่ยขึ้น ซีวอนเลิกคิ้ว

“ทำไมล่ะครับ?”

“ก็เมื่อวานนายจ่ายค่าข้าวห้ายฉานนี่นา”

“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกครับ! ให้เกิงเลี้ยงผมคงรู้สึกแปลกๆ ผมเลี้ยงนี่ไม่เป็นไร”

“นายเลี้ยงฉานก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกานอ่า” ฮันกยองว่าเขินๆ

แต่จนแล้วจนรอด ซีวอนก็ยัดเยียดเป็นคนจ่ายค่าอาหารจนได้ด้วยความเจนเทิลแมนสุดแสน เด็กหนุ่มร่างสูงขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนที่พวกเขาจะออกจากร้านกัน...

... “ล่มกุหาย!” นั่นแน่...ต่อให้โง่ขนาดไหนใครๆก็คงเดาได้ไม่ยากใช่ไหมว่าร่มของฮันกยองจะไม่หายได้อย่างไร เด็กหนุ่มชาวจีนทำหน้าเลิ่กลั่กปนโมโหพยายามพลิกแผ่นดินแถบนั้นหาร่มของตัวเองที่วางคู่ไว้กับร่มของซีวอนให้เจอ...ทำไมต้องเป็นร่มของเขาทุกทีด้วยวะ!? ทีร่มของซีวอนมันยังไม่หายเลยยยยยยยย!!!!!???

“หาไม่เจอเหรอครับเกิง?” ซีวอนทำเป็นคนดีมีมารยาทถามไถ่สารทุกข์สุขดิบอย่างเป็นห่วง ในขณะที่ฮันกยองทำท่าเหมือนจะร้องไห้

“ฉานวางเอาว้ายตรงนี้อ้า นายก็เหนช่ายหมาย? มานหายปายหนายอ้า?”

“อาจจะมีคนหยิบผิดไปก็ได้ครับ ไม่เห็นเป็นไรเลยเดี๋ยวผมเดินไปส่งเกิงที่บ้านไง” พยายามพูดให้ฮันกยองหายโมโห แต่ก็ดูเหมือนนั่นจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่

“ทำมายต้องเปนล่มของฉานทุกที!? ล่มของคนอื่นหายบ้างม่ายด้ายหรองาย!? แม่งกุจาม่ายมีตางซื้อคานหม่ายอยู่แล้วนาโว้ย!!!” โวยวายๆ

“ก็ไม่เห็นต้องซื้อเลยนี่ครับ ผมไปรับไปส่งเกิงได้อยู่แล้ว”

“แต่ยางงายฉานก็ต้องช้าย ฝนมานตกทุกวานแบบนี้ โว๊ยยย!!! มานหายปายหนายด้ายยางงายว๊ะ!!!” โวยวายเสียงดังขึ้นเรื่อยๆจนคนในร้านชักหันมามอง ซีวอนที่เห็นว่าคนน่ารักของเขาเริ่มตั้งท่าจะอาละวาดรีบฉวยข้อมือฮันกยองพลางลากออกไปนอกร้าน

“เกิงอย่าเสียงดังไปสิครับ คนในร้านมีตั้งเยอะเราจะโดนด่าเอาได้นะ” ปรามเสียงเบา

“แต่ล่มฉานหายเน่!!!” กรีดเสียงอย่างโกรธสุดๆ แต่ก็ยอมให้ซีวอนลากออกมานอกร้านที่ฝนยังคงตกปรอยๆ “แล้วดูเซ่! ฝนตกอย่างนี้แล้วฉานจากลับบ้านด้ายยางงายว๊ะ!!??”

“ผมไปส่งเกิงเองไงครับ” พ่อสุภาพบุรุษกางร่มสีดำของตัวเองที่คันใหญ่พอจะคุ้มฝนคนสองคนได้สบายๆออก “ผมจะไปส่งเกิงถึงหน้าบ้านเลย แล้วเกิงก็ไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะมาโรงเรียนพรุ่งนี้ได้ยังไงถ้าไม่มีร่ม พรุ่งนี้เช้าผมจะไปรับเกิงที่หน้าบ้านเอง เกิงไม่ต้องซื้อร่มใหม่หรอกครับ เปลืองเงินจะตายไป” เพราะเดี๋ยวมันก็หายอีก...อันนี้คิดในใจนะ

ข้อเสนอของซีวอนช่างฟังดูเป็นสุภาพบุรุษจนฮันกยองชักหน้าขึ้นสี...ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมต้องหน้าแดงด้วยในเมื่อซีวอนแค่เสนอตัวตามมารยาทเพราะเห็นเขาไม่มีร่มเท่านั้นเอง (เรอะ!!??)

“บะ...บ้า!...นายจาทามแบบน้านปายทามมายกาน? เรื่องค่าล่มม่ายเปนรายหรอก เดี๋ยวฉานปายขอเงินหม่าม๊าก็ด้าย บอกว่าล่มหาย...อาจจาโดนด่านิดหน่อยเรื่องทามหายบ่อย แต่คงม่ายเปนราย...” ทำหน้าสลดเล็กน้อยเมื่อจินตนาการอนาคตของตัวเองออกว่าจะโดนหม่อมแม่เฉ่งยังไง

“เกิงไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่หรอกครับ จริงๆนะครับ ผมไปรับไปส่งเกิงได้อยู่แล้ว ทั้งที่โรงเรียนและที่อื่นๆ ถ้าเกิงอยากออกไปไหนก็แค่โทรหาผม แล้วผมจะไปรับเกิงเอง” ซื้อใหม่เดี๋ยวมันก็หายอีก เชื่อกุเหอะน่า!

“แต่...”

“เอาเป็นว่าเกิงลองไปคิดดูก่อนก็ได้ แต่ยังไงวันนี้ผมก็จะไปส่งเกิงถึงบ้านเอง ห้ามปฏิเสธครับ!”

/////////////////////////////////////////////

ลีทึกพาคังอินไปเอามอเตอร์ไซค์ที่ส่งซ่อมไว้และขับพาไปส่งที่บ้านโดยให้คังอินซ้อนท้ายไปด้วยตามหน้าที่เบ๊ที่ดีเพราะคนร่างหมียังเจ็บขาอยู่จึงขับเองไม่ได้

“ไม่น่าเชื่อว่านายจะขับไหวทั้งๆที่มีฉันซ้อนท้าย” คังอินว่าอย่างรู้ตัวดีว่าตัวเองหนัก (มาก)

“เออกุก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน” ลีทึกตอบ

ในขณะที่ลีทึกเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์ คังอินก็อาสาเป็นคนถือร่มให้เนื่องจากฝนกำลังตกปรอยๆ ร่มคันใหญ่สีน้ำตาลของคังอินช่วยกำบังพวกเขาสองคนจากสายฝนโปรยปรายได้มิดชิด คังอินไม่จำเป็นต้องบอกหรือช่วยดูทาง สารถีจำเป็นก็จำทางไปบ้านคนร่างใหญ่ได้ขึ้นใจเสียแล้ว คังอินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

“สบายใจจริงนะ!” ลีทึกแขวะบุคคลที่นั่งซ้อนท้ายเขาอยู่อย่างหมั่นไส้...ก็แหงสิ มีคนไปรับไปส่งถึงบ้าน มอเตอร์ไซค์ก็ใหม่เอี่ยมเสียตังค์ซักวอนหรือก็เปล่า คิดได้แบบนี้ลีทึกก็อยากจะคว่ำรถให้หมอนี่มันเจ็บซ้ำสองให้มันรู้แล้วรู้รอดอีกสักที ติดแต่เพียงคราวนี้เขาคงจะต้องติดร่างแหเจ็บตัวไปด้วยก็เลยไม่เอาดีกว่า

“ก็นายเป็นสารถี ฉันก็เป็นวิทยุให้ไง” ตอบอย่างคนอารมณ์ดีแล้วก็ฮัมเพลงเดิมต่อ

“งั้นขอเปลี่ยนคลื่นได้ไหมเนี่ย?” สวนอย่างเอือมระอา

“งั้นเปลี่ยนเป็นสถานีเพลงฮิปฮอป” พูดเองเออเองแล้วคังอินก็เริ่มต้นร้องท่อนแร็พของเพลงอะไรสักอย่างที่ตั้งแต่เกิดมาลีทึกไม่เคยได้ยิน หรือมันจะแต่งเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ได้

“เฮ้ยปิดวิทยุเหอะ!” ทนฟังไม่ไหวจริงๆ

“งั้นเปลี่ยนเป็นสถานีข่าว” ว่าแล้วคังอินก็เริ่ม “พยากรณ์อากาศวันนี้ฟ้ารั่วตามปกติ เขตดองแดมุนขอให้ระวังพายุฝนฟ้าคะนอง ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการจราจรในเขตนั้นเพราะรถจะโคตรติดและถนนลื่นบรรลัย...”

ลีทึกเริ่มรู้สึกสนุกไปกับอารมณ์ขันแปลกๆของคังอิน กลายเป็นฟังสถานีข่าวคังอินเพลินจนลืมไปสนิทว่าข้างหน้าพวกเขาเป็นทางแยก...

“เฮ้ยระวัง!!!”

เป็นคังอินที่ได้สติก่อนเมื่อเห็นรถเวสป้าสีชมพูอีกคันสวนมาในระยะที่มีแนวโน้มว่าจะประสานงากับมอเตอร์ไซค์ของเขา ลีทึกตกใจจึงหักรถหลบ...แล้วก็เป็นไปดังคาด...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไปช่างดูคุ้นตาเหมือนเดจาวูอย่างไรอย่างนั้น...มอเตอร์ไซค์ของพวกเขาลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้น...รวมทั้งลีทึกและคังอินด้วย...

“เฮ้ยทรงรถอย่างไรกันเนี่ยไม่ทอดพระเนตรทางเลย!!!??” เด็กหนุ่มหน้าหวานบนรถเวสป้าสีชมพูโวยวายลงมา เขาเองก็หักรถหลบไปเพียงแต่ยังทรงตัวไว้ได้ไม่ล้มลงไปเหมือนอีกคัน “แล้วนี่บาดเจ็บอะไรกันมากหรือเปล่า?” เด็กหนุ่มคนนั้นลงมาจากรถ เข้ามาหวังจะช่วยพยุงคนทั้งสองให้ลุกขึ้น แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า...พวกนั้นตัวใหญ่กว่าเขาตั้งเยอะน่ะสิ!

“ไม่เป็นไรๆ ฉันไม่เจ็บอะไรมากหรอก” คังอินว่า จริงๆแล้วเขาไหวตัวได้ทันว่าจะเกิดการชน และในเมื่อเขาไม่ได้เป็นคนขับประกอบกับรถวิ่งมาเพียงช้าๆ คังอินจึงกระโดดออกมาจากรถได้ทันก่อนที่รถจะล้มลงไปเต็มที่...แหงละ เขาเองก็เจ็บไม่ใช่ไม่เจ็บ ได้แผลถลอกมานิดหน่อย แต่ไม่ว่าอย่างไรคงไม่เท่าลีทึกที่ตอนนี้ได้แต่นอนครวญครางอยู่กับพื้นลุกไม่ขึ้น

“ลีทึก นายเจ็บตรงไหน?” คังอินรีบถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง คว้าร่างลีทึกมาได้ก็พยายามพยุงให้ลุกขึ้น โชคยังดีที่ขาข้างใดข้างหนึ่งของลีทึกไม่ได้ถูกตัวรถทับไม่เช่นนั้นอาจมีการหักได้ แบบนี้ก็คงแค่ถลอกนิดหน่อยแบบที่เขาเป็น ต้องขอบคุณหมวกกันน็อคด้วยที่ช่วยให้พวกเขาไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้

“โอ๊ยเจ็บขา...ขาฉัน...ขาฉัน...สงสัยกระดูกคงหักเป็นสิบท่อน ช้ำเลือดช้ำหนองข้างใน ฉันต้องตายแน่ๆ!” ลีทึกโอดโอย คังอินรีบเข้าไปช่วยดู

“ไหนดูหน่อย” คลำนิ้วไปตามข้อเท้าข้างที่ลีทึกจับอยู่เบาๆ “เจ็บตรงไหนบอกนะ”

“โอ๊ยไม่รู้ มันเจ็บไปหมดนั่นแหละ!” โวยวายต่อ

“ให้ข้าช่วยพาไปส่งโรงพยาบาลไหม?” เด็กหนุ่มเวสป้าสีชมพูถามด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“ขาไม่น่าหักหรอกนะ คงจะแพลงเฉยๆ นายต้องลุกขึ้นนะลีทึก ฉันจะได้พาไปทำแผลได้” คังอินคว้าแขนข้างหนึ่งของลีทึกมาพาดกับไหล่ตัวเองเตรียมจะพยุงคนร่างบางให้เดินไปด้วยกัน

“แน่พระทัยหรือว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือของข้า?” เด็กหนุ่มยังคงถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย คังอินเลิกคิ้วนิดๆอย่างงงๆกับภาษาประหลาดๆของอีกฝ่าย

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ใช่ความผิดนายเลยสักนิด แล้วคลีนิคก็อยู่ใกล้ๆนี่เอง ฉันชินทางแถวนี้ นายแค่ช่วยเอารถฉันไปจอดริมทางให้หน่อย เดี๋ยวพาเพื่อนไปทำแผลเสร็จฉันจะกลับมาเอา แล้วนายก็กลับบ้านไปเถอะ ขอโทษจริงๆที่ทำให้ต้องลำบาก”

“โอย...รถมอเตอร์ไซค์เพิ่งจะไปซ่อมมา...นี่ต้องจ่ายค่าซ่อมใหม่อีกแล้วเหรอเนี่ย!!??” แม้จะเจ็บแต่ลีทึกก็ยังห่วงเรื่องเงิน

“ช่างมอเตอร์ไซค์มันเหอะน่า เอาตัวเองให้รอดก่อน นี่ยังเจ็บมากไหม?” น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยจริงจังระหว่างพยุงอีกคนเดินกะโผลกกะเผลกไปด้วยกัน

“ก็ดีขึ้นแล้ว คงจะแค่ขาแพลงละมั้ง...ว่าแต่นายละคังอิน?...แต่เอ๊ะ!!??” ลีทึกทำตาโตเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ กวาดตามองร่างใหญ่ๆของคังอินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตางุนงง คังอินหน้าเหรอหรา

“อะไร? ทำไมเหรอลีทึก? เกิดอะไรขึ้น?”

“ไอ้คังอิน...” ลีทึกกรีดเสียงอย่างโมโหสุดขีด “...นายเดินเองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!!!??”

//////////////////////////////////////////////////

หนทางจากร้านเบเกอรี่ไปยังบ้านฮันกยอง...จะเรียกว่าใกล้ก็ใกล้ จะบอกว่าไกลก็ไกล เดินอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับซีวอนไปสักพัก ฝนที่ตกปรอยๆในตอนแรกก็เทกระหน่ำขึ้นๆ ผสมกับลมพายุรุนแรงเล่นเอาร่มของซีวอนชักเอาไม่อยู่

“เกิง! ผมว่าเราไปหาที่หลบฝนกันก่อนดีไหม? มันชักตกหนักเกินไปแล้วนะ” ซีวอนส่งเสียงถาม แต่ด้วยความที่เสียงฝนซู่ซ่ารอบกายดังสนั่นเกินไป ฮันกยองจึงต้องเงี่ยหูถามกลับไป

“อารายนะ!!??”

“หาที่หลบฝนกันก่อนไหม? ฝนมันตกหนักเกินไป พวกเราเปียกหมดแล้ว ร่มก็จะไม่ไหวด้วย” เป็นความจริง พวกเขาสองคนโดนฝนสาดจนชุดนักเรียนเปียกปอนไปหมดโดยเฉพาะขากางเกงที่ชุ่มจนเหมือนเอามันไปจุ่มน้ำมาทั้งขา ร่มของซีวอนเองถึงจะคันใหญ่ แต่เจอพายุแบบนี้ก็ส่งเสียงตีพึ่บพั่บจนน่ากลัวว่าจะกลายเป็นซากเอาได้ง่ายๆ

...แต่ฮันกยองก็ยังคงได้ยินไม่ชัดถนัดใจ “อารายนะ!!!??” ตะโกนแข่งกับเสียงฝนถามอีก ทั้งๆที่ก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ทำไมถึงได้ยินไม่ชัดสักที? คนร่างเล็กกว่าเอียงหน้าเข้าไปใกล้ซีวอน...ใบหูนิ่มแทบจะชนริมฝีปากของอีกคนด้วยความหวังดีว่าซีวอนจะได้พูดได้ถนัดๆโดยไม่ต้องตะโกน และเขาเองจะได้ได้ยินชัดๆด้วย...

...หารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นเล่นเอาซีวอนชะงักไป...

...กลิ่นกายหอมๆของฮันกยองโชยมาเข้าจมูก...ใช่ว่าเขาจะไม่เคยได้กลิ่นหรือก็เปล่าเพราะเมื่อวานเป็นเขาเองที่จงใจยื่นจมูกไปใกล้ๆหวังจะแต๊ะอั๋งคนน่ารัก เพียงแต่คราวนี้ซีวอนไม่ทันได้ตั้งตัวจึงตกใจนิดหน่อย แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ตั้งสติได้ คราวนี้ปรับ volume ให้เป็นระดับปกติก่อนจะพูดกรอกหูฮันกยอง

“เราไปหาที่หลบฝนกันก่อนดีไหม? ผมว่าฝนมันตกหนักเกินไปแล้วนะครับ...”

“อ้อ อืม...ฉานก็คิดอย่างง้านเหมือนกาน...” พยักหน้าเห็นด้วย กำลังจะอ้าปากถามว่าควรจะไปหลบที่ไหนกันดี คนร่างเล็กกว่าก็รู้สึกว่าอะไรนิ่มๆอุ่นๆบางอย่างประทับลงมาบนใบหูของเขา...

...มันบางเบาและรวดเร็วเกินกว่าจะไหวตัวได้ทัน และเมื่อฮันกยองสะดุ้งแล้วหันกลับไปมองทางซีวอนอีกครั้ง คนร่างสูงก็ตีหน้าซื่อไม่รู้ไม่ชี้ไปเสียแล้ว...

“ไปหลบตรงนั้นกันดีกว่า” ซีวอนว่าพลางชี้มือไปหน้าร้านขายของร้านหนึ่งที่มีหลังคาผ้าใบยื่นออกมาและมีคนไปยืนหลบฝนจำนวนหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว ฮันกยองไม่ได้แม้แต่จะหันมองตามมือของซีวอนด้วยซ้ำว่าคนร่างสูงชี้ไปทางไหน เขาเพียงพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงรับก่อนจะเดินตามอีกคนไปอย่างว่าง่าย...

...สมองของฮันกยองในตอนนี้ครุ่นคิดอยู่เพียงเรื่องเมื่อครู่พร้อมกับใบหน้าที่จู่ๆก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้...

...หากเขาจะไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป...อะไรบางอย่างที่กระทบใบหูเขาเมื่อครู่ เป็นไปได้ไหมที่จะเป็นริมฝีปากของซีวอน?...

...หากฮันกยองคนนี้จะไม่ฝันกลางวันจนเกินไป...เป็นไปได้ไหมที่ซีวอน...เด็กหนุ่มที่ป๊อปปูล่าร์ที่สุดแห่งโรงเรียนโซดองโย...จะชอบคนอย่างเขา...แบบที่ลีทึกบอกจริงๆ?...

////////////////////////////////////

อาหารรองท้องราคาไม่แพงตกถึงกระเพาะที่ว่างเปล่ามาตั้งแต่ตอนกลางวันของคนทั้งคู่จนได้ ทงเฮเสียเงินค่าอาหารเลี้ยงคิบอมไม่มากผิดกับที่คาดเพราะคิบอมกินนิดเดียว ผิดกับตัวเองที่สั่งเอาๆเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าหิวข้าวขนาดไหน

“หิวข้าวนักทำไมไม่ have lunch? เก็บ money มาเล่นเกมทำไม?” ไอ้หนุ่มหน้ากลมถามหลังจากเห็นอาการสวาปามของอีกคน

“อื๋อ? อ้ออั้นอ้องแอ่งเอมอับอายอี้ (หือ? ก็ฉันต้องแข่งเกมกับนายนี่)” พูดทั้งๆที่อาหารเต็มปาก

“เคี้ยวให้ finish ก่อนก็ได้แล้วค่อย talk" คิบอมยังคงวางมาดนิ่งขณะพูด หลังจากนั้นเขาก็เฝ้ามองทงเฮกินเบเกอรี่อย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่พูดอะไรต่อ บรรยากาศวันนี้ดูแปลกไป วันก่อนๆที่ผ่านมาทงเฮจะรู้สึกเคียดแค้นอาฆาตอยากเอาชนะอีกฝ่าย ดังนั้นบรรยากาศของความเป็นศัตรูจึงคุกรุ่นอยู่รอบๆพวกเขาไม่จางหายไปไหน แต่วันนี้บรรยากาศนั้นกลับเจือจางลงไป เหมือนกับเป็นมื้ออาหารกระชับมิตรระหว่างศัตรูคู่อริหลังจากการแข่งแมทช์สำคัญ...

...กว่าทงเฮจะกินเสร็จก็ปาเข้าไปหกโมงกว่าแล้ว...

“Play เกมกันต่อไหม?” ดูเหมือนชีวิตนักเรียนอันแสนเศร้าของคิม คิบอมจะไม่มีทางเลือกอะไรมากไปกว่านี้ ในเมื่อมันเพิ่งจะหกโมงเย็นซึ่งใช่เวลาที่เขาจะต้องกลับบ้านเสียเมื่อไหร่...

...อีกอย่าง...เขาอยากอยู่กับทงเฮนานๆ...

แต่ปลาน้อยกลับถลึงตา “นายให้ฉันเลี้ยงข้าว แล้วยังจะกลับไปเล่นเกมอีก!? ไม่มีเงินแล้วง่ะ!”

“อืม...จริงด้วย...” คิบอมทำหน้าครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้น...today เปลี่ยน atmosphere หน่อยเป็นไง? ไป take a walk ที่ park กันไหม?”

“ป๊าค?” ปลาน้อยไม่เข้าใจภาษาปะกิด

“ที่สวนน่ะ” คิบอมแปลให้ “eat ไปตั้งเยอะ เดินย่อยหน่อยเป็นไง? แล้วฉันค่อย walk ไปส่ง you ที่บ้าน”

“เอางั้นเหรอ?” แม้จะประหลาดใจ แต่ทงเฮก็คิดว่ามันเป็นไอเดียที่ไม่เลว “อืม...ก็ได้...”

//////////////////////////////////

สายฝนที่เทกระหน่ำไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ ตรงกันข้ามพายุกลับรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนคนเดินถนนที่เข้ามาหลบฝนใต้หลังคาผ้าใบหน้าร้านแห่งนี้มีจำนวนมากขึ้นๆทำให้พื้นที่กว้างๆกลายเป็นแน่นขนัดขึ้นทันใด ฮันกยองยืนเบียดอยู่กับซีวอน ด้วยความที่ทั้งสองมีความสูงไม่ต่างกันนัก ใบหน้าของทั้งคู่จึงอยู่ใกล้กัน...แต่แม้ว่าฮันกยองจะคิดว่ามันใกล้เกินไปแค่ไหน เขาก็ไม่อาจขยับกายให้ออกห่างได้เนื่องด้วยฝูงคนจำนวนมากที่รายล้อมทั้งเขาและซีวอนอยู่จนติดแหง็กกันอยู่แบบนี้

“เกิงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

ซีวอนเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าฮันกยองเอาแต่หลบตาเขาและไม่พูดอะไรเลยสักคำหลังจากเข้ามาหลบฝนกันอยู่ตรงนี้

“ปละ...เปล่า...” คนจีนตอบไม่เต็มเสียง ซีวอนเลิกคิ้ว

“แน่ใจหรือครับ? เกิงหนาวหรือเปล่า? หรือรู้สึกไม่สบาย?” มือใหญ่ยกขึ้นอังหน้าผากเนียนเพื่อจะวัดอุณหภูมิร่างกายคนตัวเล็กกว่า ฮันกยองสะดุ้งเพราะไม่ทันตั้งตัว หวังจะเอียงหน้าหลบแต่ก็หนีไปไหนไม่ได้อยู่ดี “ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย?” ซีวอนยิ่งไม่เข้าใจ “เกิงตัวอุ่นๆนะ...แล้วทำไมหน้าแดงๆ?”

...ฉันก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม...

...ทำไมตัวฉันมันถึงร้อน...ทำไมหน้าถึงแดง...และทำไมหัวใจถึงได้เต้นแรงแบบนี้...

...ไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็คงเลี่ยงไม่ได้...ถ้าหากคำตอบมันเป็นเพราะว่า ‘มีนายอยู่ใกล้ๆ’ ล่ะซีวอน?...

...นายจะว่าอะไรฉันไหม?...


ซีวอนเลิกคิ้วงงหนักขึ้นเมื่อฮันกยองกลับเบือนหน้าหนีและไม่ยอมตอบคำถามของเขา กำลังคิดว่าคนตัวเล็กกว่าอาจจะไม่สบายขึ้นมาจริงๆ แต่แล้วก็สะดุดกึกกับความคิดบางอย่างที่แทรกขึ้นมา...

...หรือว่า?...

ใบหน้าหวานก้มงุดด้วยพยายามไม่สบตาเขา...หรือว่าฮันกยองเขินเขากันแน่?...ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆละก็...ซีวอนนึกกระหยิ่มในใจ...ถ้าฮันกยองกำลังวางตัวไม่ถูกหรือสับสนในอะไรบางอย่าง เขาควรจะทำให้อีกฝ่ายแน่ใจในความรู้สึกของเขาไปเลยจะเป็นไร!? ในเมื่ออีกฝ่ายทำตัวน่ารักเสียขนาดนี้...

...อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าหากเขาทำแบบนั้นไป...ฮันกยองจะทำหน้ายังไง?...

...ท่ามกลางเสียงสายฝนซัดสาดและเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนรอบๆกาย ซีวอนกลับไม่ลังเลที่จะยื่นหน้าเข้าไปอย่างไวเท่าความคิด...

ฮันกยองสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจร้อนที่รินรดพวงแก้มนิ่มของตัวเอง...ซีวอนจู่โจมเร็วเกินกว่าที่เขาจะตั้งตัวได้ทัน...ยังไม่ทันจะคิดได้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร ในวินาทีถัดมาริมฝีปากของซีวอนก็ประทับลงมาเต็มๆที่แก้มเขาเสียแล้ว...

...ลมหายใจของฮันกยองขาดห้วง...

...จิตสำนึกของเขาสั่งตัวเองให้ผละหนี แต่จิตใต้สำนึกของเขาดันคัดค้านแล้วสั่งตัวเขาให้ตอบสนองเสียนี่ ฮันกยองได้แต่ยืนนิ่งอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่หวังว่าซีวอนจะเป็นผละออกไปเองก่อน แต่ดูเหมือนความหวังนั่นจะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆเอาเสียเลย...

...ใบหน้าหล่อเหลายังคงคลอเคลียอยู่กับแก้มของฮันกยองไม่ห่าง คนร่างเล็กสามารถบอกได้จากลมหายใจร้อนที่รินรดพวงแก้มเขาเป็นห้วงๆ ริมฝีปากอุ่นชื้นย้ำรอยจุมพิตราวกับจะยืนยันให้มั่นใจ...จากข้างแก้ม...จนถึงมุมปากบาง...หลังจากนั้นก็...

...ดวงตาสับสนของฮันกยองพาลสบกับสายตาหนักแน่นแต่แฝงแววอ่อนโยนของซีวอนในวินาทีสุดท้าย..ก่อนที่ดวงตาของพวกเขาทั้งคู่จะใกล้กันเกินกว่าจะสบกันได้อีกต่อไป...

...เมื่อริมฝีปากของฮันกยองถูกปิดด้วยริมฝีปากของอีกคน...

 

 

To Be Continued

edit @ 9 Nov 2008 15:21:20 by Dakki