[SF SJ] Sky Witness (Si/Han)

posted on 09 Jun 2008 02:52 by dakki  in ShortFictions

 

Title: Sky Witness
Author: Dakki
Style: Yaoi
Pairings: Si/Han
Category: Romance
Rate: PG-13

 


[SF SJ] Sky Witness (ขอให้ฟ้าเป็นพยาน...) [Si/Han]

 


รถยนต์ออดี้สีเงินคันงามขับมาจอดปาดหน้าคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงโซลด้วยความเร็วสูงอย่างไม่เกรงใจใคร มือขวาของฮันกยอง

จัดการปลดเข็มขัดนิรภัย ในขณะที่มือซ้ายคว้าหมับเข้าที่มือจับประตูเตรียมพร้อมจะกระโจนลงจากรถเต็มที่

“วันนี้เลิกกี่โมง?”

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถสุดหรูออกปากถามคนที่กำลังจะลงจากรถอย่างไม่คิดจะเอ่ยร่ำลากันสักคำ ฮันกยองตอบกลับไปเสียงห้วน

“ห้าโมง”

“ผมหมายถึงพักกลางวันน่ะ” ซีวอนแก้เสียงนิ่ง ฮันกยองจึงสวนตอบ

“ก็แล็ปฉันเลิกเที่ยงครึ่ง เข้าเรียนอีกทีตอนบ่ายสอง บอกตั้งกี่ครั้งจำไม่ได้สักทีเลยหรือไง!?”

“ใครมันจะไปจำได้!? ก็บางอาทิตย์เกิงมีแล็ป บางทีก็ไม่มี ผมจะไปรู้ได้ยังไงตารางเรียนตัวเองยังจำไม่ได้เลย!!!” ซีวอนโวยวายเหมือนว่าไม่ใช่ความผิดตน

แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ตัวเองดูดีขึ้นสักเท่าไหร่ ฮันกยองเหลือบมองรูมเมทของเขาทางหางตา มุมปากหยักขึ้นอย่างนึกขำแต่ก็พยายามกลั้นมันไว้สุดฤทธิ์ด้วย

อมยิ้มแบบที่ซีวอนเห็นแล้วนึกหมั่นเขี้ยวขึ้นมาทันตา

“ขำอะไรนักหนาน่ะห๊ะ!? เดี๋ยวจะโดน...!” ซิมบ้าโวยลั่นรถ

“ฮ่าฮ่า เปล่า...งั้นฉันไปล่ะ” ชายหนุ่มเลือดมังกรรีบตัดบท เปิดประตูลงจากรถแล้วปิดดังปังเสียดิบดี ร่างสูงในชุดนักศึกษาชายหมุนตัว ถอดแว่นกันแดดที่

สวมมาตลอดทางบนรถ กำลังจะเดินเข้าคณะแต่เจ้าคนขับรถก็ไม่วายหมุนกระจกลงแล้วตะโกนไล่หลังมากำชับ

“เที่ยงครึ่งมารออยู่ตรงนี้นะเกิง เดี๋ยวผมมารับ”


“อ้าวมาแล้วเหรอฮัน?”

คยูฮยอนไอ้เพื่อนร่างบางเอ่ยทักบุคคลที่เพิ่งเดินเข้ามาเสียงใส ฮันกยองพยักหน้ารับก่อนจะหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้เบียดกับเพื่อนๆร่วมก๊วน
“ซีวอนมาส่งเหรอ?” ลีทึกเอ่ยถามบ้าง หนุ่มชาวจีนที่กำลังหาวหวอดเพราะยังง่วงนอนไม่หายจึงได้แต่พยักหน้ารับอีกครั้ง

“พวกนายสองคนนี่สนิทกันดีจริงๆ รูมเมทฉันไม่เห็นจะขับรถมารับมาส่งฉันอย่างนี้” ทงเฮออกความเห็นหน้ามุ่ย ด้วยไม่รู้จะตอบว่าอะไรฮันกยองจึงได้แต่พยัก

หน้าหงึกๆเป็นเชิงรับอีกรอบ

“รูมเมทนายมันเย็นชาและตายด้าน” ลีทึกช่วยสำทับนายคิม คิบอม รูมเมทของทงเฮที่กี่ครั้งๆที่เจอกัน หมอนั่นจะเอาแต่พยักหน้าไม่ก็ส่ายศีรษะแทนบท

สนทนาโดยไม่คิดจะเอ่ยปากพูดสักคำ เป็นใบ้หรือไงก็ไม่รู้ “เออนี่...ถามหน่อยสิฮัน...” อยู่ๆลีทึกก็หันมาทำเสียงเหมือนมีลับลมคมใน

“อะไร?” ฮันกยองถามเสียงห้วน ทั้งๆที่พอจะเดาได้ไม่ยากว่าไอ้เพื่อนคนนี้เวลาทำน้ำเสียงแบบนี้คงจะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้นอกจาก...

“...แน่จะนะว่านายกับซีวอนไม่ได้อะไรกัน?” ฮั่นแน่นั่นไง ว่าแล้วเชียว ฮันกยองคนนี้เคยผิดเสียเมื่อไหร่

“กุจะบอกเป็นรอบที่ร้อยนะว่า ‘ไม่!’...”

“แต่พวกนายสนิทกันขนาดนี้...หมอนั่นมารับมาส่งนายทุกวัน กินข้าวกลางวันด้วยกันทุกมื้อ...” ลีทึกไม่ยอมแพ้

“เป็นเพื่อนกันสนิทกันแบบนั้นไม่ได้หรือไง!? ที่หมอนั่นมารับส่งฉันก็เพราะมันดันมีรถ แล้วหอพวกเราก็อยู่ไกล จะให้มันขับรถมาเรียนแล้วปล่อยให้ฉันถีบ

จักรยานหรือนั่งรถเมล์มาก็ใจดำไปหน่อยไหม? นอกจากนั้นมีอะไร? นายเคยเห็นฉันกับซีวอนพูดจาหวานๆใส่กันไหม? เคยเห็นฉันกับมันจู๋จี๋กันไหม? มี

หลักฐานไหม? ไหนพยาน? ไม่เห็นจะมี!” ใช่ว่าฮันกยองจะโกรธ แต่ไอ้เรื่องพรรค์นี้เคยคุยกันมาก็หลายครั้งแล้วไอ้เพื่อนเวรพวกนี้มันก็ยังไม่ยอมเลิกซักสักที

คนจีนล่ะเหนื่อยใจ!

“หลักฐานน่ะไม่มีหรอก กุแค่รู้สึกก็เลยถามเมิงตรงๆนี่ไง!” ลีทึกจ้องตาเพื่อนเหมือนจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงใจ “แต่ถ้าเมิงยืนยันว่าไม่มี...กุก็จะเชื่อว่าไม่

มี...”

“เป็นเพื่อนกันสนิทกันแบบนี้ก็ไม่แปลกตรงไหน...จริงๆนะ” คยูฮยอนเข้าข้างฮันกยอง “แค่คนมันซี้กันเฉยๆน่ะ ไม่เห็นจำเป็นต้องมีอะไรนี่”

“ถูก” หนุ่มชาวจีนสำทับทันที

“พอเถอะๆเลิกเถียงกันได้แล้ว จะได้เวลาเข้าเรียนแล้ว” ทงเฮเป็นคนตัดบท คว้าหนังสือเรียนเล่มหนามากอดพลางลุกขึ้นยืน เพื่อนๆทั้งโต๊ะจึงลุกตาม

โทรศัพท์เครื่องเล็กสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงของคนร่างสูง ในจังหวะที่ทุกคนกำลังจะเดินเข้าห้องเรียนและไม่มีใครมีทีท่าว่าสนใจเขา ฮันกยองจึงหยิบมันขึ้น

มาดูโดยไม่รู้สึกประหลาดใจแม้สักนิดเมื่อเห็นข้อความบนหน้าจอ...

…1 New Message…

แทบไม่ต้องดูชื่อฮันกยองก็รู้ว่ามันส่งมาจากเครื่องของใคร และแทบไม่ต้องเปิดอ่านเขาก็พอจะเดาข้อความในเมสเสจได้ แต่เพื่อความสะดวกในการส่งข้อ

ความตอบกลับไป ฮันกยองจึงกดเปิดมันเพื่อจะได้กดคำสั่ง reply ต่ออีกที และในชั่ววินาทีนั้นสายตาของเขาก็กวาดผ่านตัวข้อความที่ไม่ผิดไปจากที่เขาคิด

ไว้...ข้อความเดิมๆ ซ้ำๆซากๆ ที่ส่งมาจากคนเดิมๆในเวลานี้เช่นเดียวกับทุกๆวัน...

… ‘ถึงคณะแล้ว กำลังจะเข้าเรียน เจอกันตอนพักกลางวันครับ’ …

และข้อความที่ฮันกยองส่งตอบกลับไป...

… ‘กำลังจะเข้าเรียนเหมือนกัน ตั้งใจเรียนซะบ้างนะ ไม่ใช่เอาแต่ม่อสาว’ …

ก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า แล้วเดินตามเพื่อนๆเข้าห้องเลคเชอร์ไป...


ชั่วโมงเรียนผ่านไปอย่างน่าเบื่อ โดยเฉพาะคาบเช้าๆแบบนี้ที่ฮันกยองยังตื่นไม่เต็มตาดี เขาสัปหงกอยู่บ่อยครั้ง และยามไหนที่ไม่หลับในก็เอาแต่หาวหวอดไม่

หยุดจนนึกอยากจะกลับไปนอนซุกอยู่บนเตียงในหอให้มันรู้แล้วรู้รอด ทั้งๆรู้ว่าวันนี้ต้องเรียนเช้า แต่เมื่อคืนเขาก็ยังไม่วายนอนดึกเสียนี่...

โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่นครั้งหนึ่งสั้นๆเพียงแค่นั้นก็หยุดเป็นสัญญาณบอกว่ามีเมสเสจเข้า คนจีนจึงหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน...

… ‘วันนี้ไปหาอะไรอร่อยๆกินกันเหอะ วิชาเรียนน่าเบื่อโคตร’ …

…แล้วมันเกี่ยวอะไร? หาข้ออ้างชัดๆ...ฮันกยองคิดในใจ

‘กินไรล่ะ?’ คือข้อความที่ส่งกลับไป ไม่ต้องให้รอนานเจ้าตัวดีก็เมสเสจตอบกลับมา

... ‘อะไรก็ได้ที่เกิงว่าอร่อยน่ะ เลือกให้หน่อยสิ’ …

…แล้วกุจะรู้ม๊ายยยยยย!!!??

คนจีนถอนหายใจก่อนจะหันไปขอความเห็นจากเพื่อนๆ “แถวนี้มีร้านอาหารอะไรอร่อยๆไหม?”

“จะไปกินมื้อไหนล่ะ?” คยูฮยอนถาม

“กลางวันนี่แหละ” ตอบหน้าตาย

“กลางวันเหรอ? ไปกินหม้อไฟกันไหมฉันอยากกิน?” ทงเฮหางกระดิกดิ๊กๆเมื่อพูดถึงเรื่องของกินอร่อยๆ

“อยู่แถวไหนล่ะ?”

“ถนน xxx นี่เองไม่ไกล ถ้าขับรถไป 5 นาทีก็ถึง ฉันรู้จักทาง” ทงเฮว่า ฮันกยองจึงส่งเมสเสจไปบอกพ่อตัวยุ่ง

... ‘ไปกินหม้อไฟไหม? ทงเฮรู้จักร้านอร่อยๆ...แล้วฉันเอาเพื่อนไปได้ใช่ไหม? ทงเฮ ลีทึก แล้วก็คยูฮยอน’ …

ผ่านไปสักพักก็มีข้อความตอบกลับมา ‘ได้ๆ เดี๋ยวตอนเที่ยงครึ่งไปรับนะ’

“โอเค พักเบรกสิบนาทีแล้วเดี๋ยวเราจะมาต่อเรื่องการตลาดของเภสัชกัน” เสียงของอาจารย์ยามพูดประโยคนี้ราวกับเสียงสวรรค์สำหรับนักเรียนทั้งชั้นทั้งๆที่

เสียงแกก็ไม่ได้ต่างไปจากประโยคอื่นๆที่พูดมาทั้งคาบ นักศึกษาหลายคนลุกขึ้นจากโต๊ะเลคเชอร์ บ้างกรูกันออกไปเข้าห้องน้ำไม่ก็ซื้อของกิน บ้างก็เดินมาหา

เพื่อนพร้อมกับส่งเสียงคุยจ้อกแจ้กจอแจสนั่นห้องไปด้วย

“ฮันกยอง...”

เสียงนุ่มที่เรียกชื่อเขาฟังดูหวานหยดย้อย ชายหนุ่มร่างสูงค่อยๆหันไปมองตามเสียง ก่อนจะเอ่ยทักอีกฝ่าย

“หวัดดีครับรี่อิน...”

หญิงสาวอ้ำอึ้งไปพักเหมือนเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตะกุกตะกัก “...ฉันเอาเลคเชอร์วิชาเคมีมาคืน...”

“อ้อครับ...” ฮันกยองยื่นมือออกไปรับ พยักหน้ารับคำขอบคุณของหญิงสาวที่ยังคงตะกุกตะกักเช่นเดิมก่อนที่เธอจะเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนที่เหมือนจะส่ง

เสียงวี้ดว้ายให้กำลังใจกันอยู่แต่แรก พอรี่อินไปลีทึกก็ใช้ศอกสะกิดฮันกยองทันทีด้วยแรงที่แทบจะทำคนจีนหน้าคะมำโขกโต๊ะ

“เว้ยยย! หมั่นไส้ไอ้พวกคนดังมีแต่สาวรุมกรี๊ดว่ะ!!!” แสดงความหมั่นไส้กันโต้งๆ ฮันกยองหันไปง้างมือทำท่าจะเขกมะเหงกลีทึกสักที

“สาวรุมกรี๊ดอะไร? ฉันอยู่ของฉันเฉยๆเว้ย!!!” คนจีนว่า

“ไม่ได้เถียงสักหน่อยเรื่องนั้นน่ะ! ก็นายอยู่ของนายเฉยๆไง สาวๆทั้งมหา’ลัยนี่แหละที่มารุมนาย! ไอ้พวกคนหล่อนี่มันน่าหมั่นไส้จริงๆ!”

“แต่ก็จริงนะ...สาวๆสวยๆชอบนายกันเยอะขนาดนี้...ไม่คิดจะหาแฟนเป็นตัวเป็นตนบ้างเหรอฮัน?” ทงเฮสำทับ

“บ้าน่า...ไม่หรอก...” ฮันกยองตอบเสียงอ่อย

“ทำไมล่ะ?” ทงเฮยังคงซัก ซึ่งคนจีนก็ได้แต่ยักไหล่อย่างไม่รู้จะว่ากระไร

“ฉันแค่ยังไม่เจอผู้หญิงที่ถูกใจล่ะมั้ง...”

//////////////////////////////////////


เที่ยงครึ่ง และเมื่อฮันกยองและกลุ่มเพื่อนลงมาจากตึกคณะ รถออดี้สีเงินของซีวอนก็จอดรออยู่ก่อนแล้ว โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ฮันกยองก็เดินไปหน้ารถเปิด

ประตูขึ้นประจำที่นั่งข้างคนขับโดยเพื่อนๆทั้งสามเข้าประจำที่นั่งบนเบาะหลัง

“หวัดดีซีวอน” ทุกคนเอ่ยทักซีวอนอย่างเป็นกันเองและซีวอนก็ทักทุกคนอย่างยิ้มแย้ม ที่จริงแล้วเพื่อนของฮันกยองก็คือเพื่อนของซีวอนเพราะความตัวติดกัน

ของคนทั้งสองทำให้ต่างฝ่ายต่างสนิทสนมคุ้นเคยกับเพื่อนในคณะของอีกคนไปโดยปริยาย

“เรียนเป็นไง?” ฮันกยองเอ่ยถามเมื่อซีวอนเริ่มออกรถ ซิมบ้าทำหน้าเบ้

“น่าเบื่อโคตร...เออนี่ เพื่อนๆฉันไปกินด้วยนะ แต่มันมีรถเดี๋ยวขับตามไปแค่ต้องโทรไปบอกทาง”

“คิบอมมาเปล่าเนี่ย?” ทงเฮถามแทรกขึ้นมาทันที ซีวอนลอบมองกระจกหลังแล้วก็ต้องอมยิ้มขำเมื่อเห็นหน้าทงเฮ

“มาสิคร๊าบบบ”


ทงเฮบอกทางซีวอนไปร้านหม้อไฟได้สำเร็จทั้งๆที่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่เต็มใจขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าคิบอม...เพื่อนในกลุ่มของซีวอนและรูมเมทของทงเฮเองจะ

มาร่วมมื้อกลางวันด้วย ทุกคนจับจองที่นั่งซึ่งปกติซีวอนจะนั่งข้างฮันกยอง อีกสามหน่อจึงตัดสินใจนั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยทงเฮจัดการแทรกตัวเองลงตรงกลาง

ระหว่างลีทึกและคยูฮยอน

“นี่นายกลัวคิบอมมันกัดหรือไง? ปกติเวลาอยู่ที่ห้องด้วยกันนายทำตัวยังไงเนี่ย!?” คยูฮยอนงงงวย

เพียงครู่เดียวกลุ่มเพื่อนของซีวอนก็ตามมาถึง...ฮยอกแจ คังอิน และแน่นอน...คิม คิบอม...ทุกคนส่งเสียงทักทายทั้งสามเพราะต่างก็รู้จักกันดี คังอินพุ่งปรู๊ด

เข้ามานั่งติดกับซีวอนก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งอีกฝ่ายเต็มแรงจนซีวอนรู้สึกเหมือนซี่โครงหักไปสัก 7 ซี่ กำลังอ้าปากจะด่าแต่คังอินชิงพูดขึ้นก่อน

“เมื่อกี๊สเตลล่าถามฉันว่าพวกเราจะไปกินข้าวที่ไหน ท่าทางจะตามมาว่ะ”

“แล้วนายบอก?” ซีวอนถามเสียงเรียบ ท่าทางไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่

“ก็บอกสิวะ จะให้กุโกหกว่ายังไง?” คังอินย้อน “ความจริงเขาก็น่ารักดีนะเว้ยไอ้วอน...นายไม่เอาซะล่ะ?”

“สเตลล่าน่ะนะ!?” ฮยอกแจแทรกขึ้นกลางบทสนทนา “แรดจะตาย ถ้าแกจะหาแฟนนะเว้ยไอ้วอน กุว่าเอาทิฟฟานี่เหอะ เขาชอบเมิงจะตาย คนนี้กุสนับสนุน”

“กุไม่ได้บอกว่ากุจะหาเว้ย! พวกเมิงไม่ต้องมายัดให้กุ!” ซีวอนโวยวาย ยังไม่ทันขาดคำประตูร้านก็เปิดอีกครั้งและสเตลล่าแอนด์เดอะก๊วนก็เดินเข้ามา

“หวัดดีค่ะ” สเตลล่าและเพื่อนๆส่งเสียงทักทายเหล่าชายชาญที่พวกหล่อนก็รู้จักปาเข้าไปครึ่งโต๊ะ แต่เมื่อเห็นว่ามีเด็กจากคณะอื่นซึ่งพวกเธอไม่รู้จักคือฮัน

กยองและเพื่อนๆนั่งอยู่ด้วยพวกหล่อนจึงตัดสินใจนั่งแยกโต๊ะไป

“เอ้า นี่สั่งอาหารกันหรือยังเนี่ย ขอเมนูหน่อยคร๊าบ~” ฮยอกแจจัดการเรียกเด็กเสิร์ฟ

“คนนั้นเหรอสเตลล่า?” ฮันกยองกระซิบกับซีวอนเมื่อเพื่อนๆคนอื่นกำลังง่วนอยู่กับการเปิดเมนูดูรายการอาหาร

“อืม” ซีวอนตอบสั้นๆ

“ก็น่ารักดีนะ” คนจีนสัพยอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ซีวอนเหลือบตามองแล้วแสร้งยักไหล่

“ผมว่าเฉยๆ”

“เฉยห่าไร!? วันนี้เมิงไปม่อเขากุเห็นจะจะ!” คังอินสอดด้วยเสียงกระซิบ แต่แทนที่ซีวอนจะแย้ง เจ้าตัวกลับหุบปากสนิท ฮันกยองหันไปมองหน้าเจ้าตัวดีก่อน

จะหันไปถามคังอิน

“ซีวอนทำอะไร?”

...เขารู้ว่าที่ซีวอนไม่พูด เป็นเพราะรู้ว่ายิ่งเถียงไปเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าตัวเองเท่านั้น...

“ผู้หญิงเขาเข้ามาคุยด้วย ไอ้นี่ก็คุยใหญ่แถมเล่นหูเล่นตาอีกไง แล้วอย่าคิดว่ากุไม่เห็นนะ เมิงโอบไหล่เขาใช่ไหมเมื่อเช้า?” ฟ้องด้วยเสียงกระซิบที่ฟังดูน่า

ขำพิกล

“กุเปล่าเว้ย!” ซีวอนพยายามเถียง แต่ดูเหมือนเถียงไงก็เถียงไม่ขึ้น ฮันกยองเหลือบมองไอ้หล่อด้วยหางตาอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

อาหารมื้อนั้นผ่านไปอย่างครึกครื้น มีเพียงทงเฮกับคิบอมเท่านั้นที่ดูเหมือนจะนั่งเงียบอยู่ตลอดเวลา ผ่านไปพักใหญ่จนลีทึกชักทนไม่ได้ต้องกระทุ้งไอ้ตัวเล็ก

ข้างๆสักที

“นี่เป็นใบ้ไปอีกคนแล้วหรือไงห๊ะ!?”

“โอยยย เปล่าน่า! กระทุ้งมาได้คนมันเจ็บนะ!” หน้าหวานๆเบ้ไปถนัด แต่ลีทึกไม่สน

“งั้นก็พูดอะไรซะบ้างนั่งเงียบอยู่ทำไม!?”

“ป่าววว” ดูเหมือนทงเฮไม่รู้จะพูดอะไร และลีทึกก็คงหมดวิธีจะเค้นต่อไป หลังจากนั้นทงเฮก็ร่วมบทสนทนาบ้างแต่กระนั้นก็ยังดูเงียบผิดปกติจนสังเกตได้

บ่ายโมงสี่สิบห้าและพวกฮันกยองจะต้องกลับไปเรียนแล้ว แต่กลุ่มของซีวอนยังไม่มีเรียนจนกว่าจะบ่ายสาม ทุกคนจึงตัดสินใจนั่งกินเบียร์กันต่อโดยซีวอนต้อง

ทำหน้าที่เป็นสารถีไปส่งพวกคณะเภสัชก่อนแล้วจะวกกลับมา

“ทงเฮ...” เสียงเรียกชื่อนั่นทำเอาทงเฮสะดุ้ง แต่เจ้าตัวก็หันไปหาเจ้าของเสียงด้วยท่าทีนิ่งสงบ คิบอมที่นั่งเงียบมาตลอดเวลาตอนนี้ยอมปริปากพูดแล้วในที่

สุด... “...เจอกันที่หอนะ”

...ไม่รู้ว่าทำไม แต่หลังจากนั้นตั้งแต่บนรถซีวอนจนถึงห้องเลคเชอร์ทงเฮกลับเงียบกว่าเดิมและนั่งหน้าแดงตลอดเวลา...

///////////////////////////////////


ซีวอนกลับมาที่ร้านอาหารหลังจากหายไปเพียงครู่ และเมื่อกลับมาก็พบว่ากลุ่มของสเตลล่าออกไปแล้ว

“เขามีเรียนวิชาเลือกกัน” คังอินอธิบาย แล้วหลังจากนั้นก็ถือโอกาสซักซีวอนต่อทันที “เออนี่ กุถามอะไรหน่อย...ทำไมเมิงถึงสนิทกับฮันกยองจังวะ?”

ซีวอนเลิกคิ้วราวกับไม่เข้าใจคำถามนั้นเสียเต็มประดา “แล้วทำไมกุจะสนิทกับเขาไม่ได้วะ? ก็เขาเป็นรูมเมทกุ”

“แต่เมิงสนิทกับเขาเกินไป...กุถามจริงๆนะเมิงชอบเขาป่าววะ?” คำถามนั้นทำเอาฮยอกแจสำลักเบียร์ทันที

“อะไรทำให้เมิงคิดอย่างนั้น?” ซีวอนย้อน คังอินยักไหล่

“ก็...แค่พวกเมิงดูสนิทกันมาก เมิงไปรับไปส่งเขาทุกวัน กินข้าวก็กินด้วยกันแทบจะทุกครั้ง...”

“ก็กุมีรถ แล้วหอพวกกุมันไกลไม่เหมือนหอเมิงนี่ จะให้กุขับรถมาแล้วปล่อยให้เขาเดินมาเรียนมันก็กระไรอยู่ไหม?”

“แต่เมิงก็ยังอุตส่าห์ขับรถไปรับเขามากินข้าวกลางวัน...”

“มันก็ไม่ใช่ว่าจะทุกวันสักหน่อย ถ้าวันไหนกุออกมากินอาหารดีๆข้างนอกกุก็ชวนเขา ก็เหตุผลเดิมอีกแหละเพราะกุมีรถขับออกมากินข้างนอกได้ แล้วถ้ากุจะ

ออกมากินอาหารดีๆแต่ปล่อยให้เขากินอาหารที่โรงอาหารคณะทุกวันเขาคงเบื่อแย่ เมิงไม่คิดงั้นบ้างหรือไง?”

“งั้นเมิงก็จะบอกว่าเมิงไม่ได้อะไรกับเขาใช่ไหม?” ซีวอนยักไหล่อย่างท้าทาย

“เมิงเห็นกุกับเขาอะไรกันมากกว่านั้นไหมล่ะ? เห็นกุกับเขาสวีทใส่กัน พูดจาหวานๆใส่กันไหม? ไม่เห็นจะมีใครเป็นพยานได้นี่ แค่กุกับเขาสนิทกันจนกุขับ

รถไปรับไปส่งเขาทุกวัน พาเขามากินข้าวกลางวันด้วย มันไม่ทำให้กุเป็นแฟนเขาได้หรอกว่ะ”

“เออๆๆ กุไม่พูดเรื่องนั้นละ ปิดประเด็น ถ้างั้นมาเรื่องนี้ดีกว่าไอ้หล่อ ตกลงเมิงจะเลือกใครวะระหว่างสเตลล่า ทิฟฟานี่ หรือเจสสิก้า...?”

“เจสสิก้านี่มันใครอีกวะ!?” ฮยอกแจที่นั่งเงียบมานานหูผึ่งทันที

///////////////////////////////////


ห้าโมงเย็นและฮันกยองก็เลิกเรียนจนได้...หมดอีกวันที่แสนทรมานทรกรรมกับการศึกษาเสียที เด็กหนุ่มชาวจีนเดินลงจากตึกคณะด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย

เป็นที่สุด ร่ำลาเพื่อนๆที่ต่างก็แยกย้ายกันกลับหอ ส่วนเขาน่ะเหรอ? มีสารถีจอดรถรอรับอยู่หน้าคณะนู่นไง...

ฮันกยองเดินตรงไปที่รถออดี้สีเงินที่มองเห็นเด่นมาแต่ไกล ร่างสูงกระชากประตูเปิดก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง ซีวอนหันมองคนข้างๆ แล้วอย่างไม่มีปี่มี

ขลุ่ยเขาก็จัดการเอื้อมมือไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้ฮันกยอง

“ขอบใจ...” ฮันกยองพึมพำ

ซีวอนสตาร์ทเครื่อง มือขวาจับพวงมาลัย ส่วนมือซ้ายยังไม่ยอมหนีห่างไปไหน หลังจากใช้เข้าเกียร์เสร็จและไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่อื่นต่อไปมันก็เลื่อนไปกุม

มือนิ่มของฮันกยองเสียนี่

“เดี๋ยวคนอื่นก็เห็นหรอก...” ฮันกยองท้วงแต่ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด แทนที่จะชักมือกลับซีวอนกลับกระชับมันแน่นขึ้นราวกับคำเตือนของฮันกยองเป็น

คำสนับสนุนเสียอย่างนั้น

รถยนต์แล่นออกจากตัวมหา’ลัยด้วยความเร็วไม่น้อยเนื่องด้วยซีวอนเป็นคนขับรถเร็วโดยนิสัย ผ่านออกสู่ตัวถนนใหญ่สักพักซีวอนก็เอ่ยปากถาม

“เกิงหิวไหม? อยากทานอะไรหรือเปล่า? จะทานข้างนอกหรือกลับไปทำอาหารที่หอดี?”

“อืม...กินข้างนอกละกัน ฉันขี้เกียจทำกับข้าว”

“งั้นกินอะไร?”

ฮันกยองเลือกร้าน และแน่นอนซีวอนที่ยอมตามใจทุกอย่างก็ขับพาไปถึงมันจะอยู่ไกลถึงอีกฟากของกรุงโซลก็ตาม พวกเขาเข้าไปในร้านแล้วเลือกนั่งโต๊ะ

สำหรับสองที่ สั่งอาหาร และทานกันอย่างไม่รีบร้อน...

“นี่ๆเธอดูสิ สองคนนั้นหล่อจังเลยนะ”

“จริงด้วย แต่ฉันว่าคนฟากนี้หล่อกว่า”

“เข้าไปขอเบอร์สิเธอ กล้าๆหน่อย”

เสียงสาวๆโต๊ะข้างๆกระซิบกระซาบกันไม่หยุดเล่นเอาทั้งซีวอนและฮันกยองเสียสมาธิในการกินอาหารไปไม่มากก็น้อย ยิ่งได้ยินประโยคสุดท้ายที่ถึงขั้นรุกไล่

จะมาขอเบอร์ด้วยแล้วทั้งสองยิ่งไม่สบอารมณ์หนัก...จะหมายถึงเบอร์ใครก็ไม่รู้ล่ะ ที่แน่ๆไม่ว่าจะเป็นคนไหน อีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ถูกขอเบอร์จะต้องหงุดหงิด

มากๆเป็นแน่แท้...

...ไม่ใช่ว่าอิจฉาอีกฝ่ายที่มีสาวมาขอเบอร์แล้วตนไม่มีหรอกนะ แต่ว่า...

“ขอโทษนะคะ...เอ่อคือ...ขอเบอร์คุณได้ไหมคะ? เพื่อนอยากรู้จัก...”

ยังไม่ทันจะสิ้นความคิด เด็กสาวนักศึกษาหน้าตาสะสวยคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทางฮันกยองพลางยื่นโทรศัพท์ให้ ฮันกยองชะงักไปนิดหนึ่งเนื่องด้วยคาดมาตลอด

ว่าจะต้องเป็นซีวอนที่สาวๆพวกนั้นอยากได้เบอร์ พอผลปรากฎออกมาเป็นตัวเขาเองจึงทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย

“เอ่อ...” ยังไม่ได้ตอบคำถามของเด็กสาวผู้กล้าหาญที่เข้ามาขอเบอร์ให้เพื่อน ฮันกยองเหลือบตามองบุคคลที่นั่งอยู่ตรงข้าม...ไม่ผิดคาด ซีวอนหน้าตาบูดสุด

ขีดเหมือนขี้ไม่ออกมาสิบวัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังแสร้งทำท่าก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างมีมารยาทพอที่จะไม่ขัดจังหวะ

...ดูๆไปก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่ทันใดนั้นคำพูดของคังอินเมื่อตอนกลางวันก็พลันแวบเข้าสู่สมอง...

‘วันนี้เมิงไปม่อเขากุเห็นจะจะ!’

...คิดไปมันก็ระคายไส้ติ่ง...ถ้าอย่างนั้นมันก็สมควรแล้วที่จะ...

“กดเบอร์ลงไปในนี้ได้เลยใช่ไหมครับ?”

เคร้ง!

เสียงช้อนกับตะเกียบกระทบถ้วยชามดังผิดปกติดังมาจากฝั่งซีวอน แต่ฮันกยองก็ทำเป็นไม่สนใจ...แทบไม่เหลือบตามองด้วยซ้ำ...เขากดเบอร์มือถือของตน

ใส่ในโทรศัพท์ที่เด็กสาวส่งมาให้พร้อมทั้งพิมพ์ชื่อตัวเองแถมไปด้วย  เมื่อเสร็จ เด็กสาวนักศึกษาก็กล่าวขอบคุณด้วยท่าทีเขินๆก่อนจะเดินจากไปพร้อมเสียง

ร้องเชียร์จากเพื่อนๆ

...ฮันกยองหันไปมองซีวอนด้วยสายตาท้าทาย...

...และสายตาที่เขาได้รับตอบกลับมาก็อ่านได้ว่า...

‘...แล้วเราจะได้เห็นดีกัน...’

/////////////////////////////////////////


“เกิงให้เบอร์มันไปทำไม!?”

ทันทีที่รถออกสตาร์ท ซีวอนก็เปิดประเด็นทันที ฮันกยองแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“แล้วผิดตรงไหน?”

“เกิงไม่ผิดหรอก...” ซีวอนลากเสียงเย็น “...แต่ผมไม่ชอบ”

“ทีนายยังม่อสาวๆในคณะได้เลย” คนจีนสวน

“นี่เกิงไปเชื่ออะไรไอ้คังอินเนี่ย!?” คนร่างสูงโวยวาย

“แล้วที่คังอินพูดมันผิดหรือไง!?” ไม่ยอมแพ้ พอเจอคำถามนี้ซีวอนเลยเงียบกริบ “เห็นไหม? นายไม่ตอบก็แปลว่าใช่! ในเมื่อนายทำได้แล้วมีสิทธิ์อะไรมา

บังคับไม่ให้ฉันทำ!?”

“เกิงก็รู้ว่าผมม่อไปอย่างงั้น!” เถียงข้างๆคูๆ

“รู้ตัวก็เลิกทำซะสิ!”

“ถ้าเลิกแล้วจะรักหรือไง!?”

คำถามนั้นเล่นเอาฮันกยองสะอึก หนุ่มชาวจีนนึกคำพูดไม่ออก บรรยากาศในรถเงียบไปสักพัก เมื่อฮันกยองเห็นว่าซีวอนไม่มีทีท่าจะพูดเพราะยังรอคำตอบของ

เขา ฮันกยองจึงเอ่ยเสียงเบา...

“...แล้วที่ฉันเป็นอยู่นี่ไม่เรียกว่า ‘รัก’ หรือไง?...”

คราวนี้เป็นซีวอนบ้างที่สวนไม่ออก บรรยากาศในรถเงียบเชียบกว่าเดิม...ไม่บ่อยครั้งนักที่ฮันกยองจะบอกรักเขา...ถ้าประโยคเมื่อครู่จะถือเป็นคำ ‘บอกรัก’

ได้ ดังนั้นซีวอนจะอึ้งทุกทีไปที่คำๆนี้ออกมาจากปากของคนๆนี้...

...คำพูดที่ตอกย้ำว่าความสัมพันธ์ของเขากับฮันกยองเป็นแบบไหน...

“ไปสวนสาธารณะกันไหม?” ซิมบ้าออกปากชวน ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มมืดและอากาศกำลังดี แม้ถ้ากลับไปที่หอพวกเขาจะได้อยู่ดัวยกันสองต่อสองก็ตาม แต่เวลา

แบบนี้ซีวอนกลับรู้สึกอยากออกไปเดินเล่นกับฮันกยองมากกว่า

“อืมเอาสิ” ฮันกยองไม่ขัดใจ


สวนสารธารณะสุดโปรดของซีวอนอยู่ค่อนข้างไกลจากหอและตัวมหาวิทยาลัยเนื่องจากซีวอนต้องการแน่ใจว่าจะไม่มีใครเห็นหากกับเขากับฮันกยองเผลอทำ

อะไรประเจิดประเจ้อในที่สาธารณะ รถคันหรูถูกนำไปจอดไว้ในลาน ก่อนคนทั้งสองจะเดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางเดินซอกแซกวกวนของสวนพลางพูดคุยหัวร่อ

ต่อกระซิกไปตามประสา

ทางเดินนำพาเขามาถึงสนามเด็กเล่นกลางสวน...สถานที่สุดโปรดอีกแห่งของซีวอน...ไม่ต้องรอให้บอกฮันกยองก็เดินนำไปนั่งบนชิงช้าเด็กเล่น กะปักหลักอยู่

แถวนี้ไม่ยอมเดินไปไหนต่อ ซีวอนเดินตามมานั่งบนชิงช้าข้างๆ แล้วทั้งคู่ก็แกว่งไกวมันอย่างสนุกสนานราวกับได้กลายเป็นเด็กอีกครั้ง

“เกิง...เกิงว่าทงเฮมันชอบไอ้คิบอมเปล่า?”

ซีวอนเปิดประเด็นใหม่เป็นเรื่องนินทาชาวบ้านตามประสาคนว่างงาน ฮันกยองพยักหน้าทันที

“แหงอยู่แล้ว”

“แต่ทงเฮกับคิบอมมันแทบไม่พูดกันเลยนะ ดูอย่างวันนี้สิ เวลาอยู่กับพวกผมมันยังพูดมากกว่านี้เลย”

“นายรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่พูดกัน? เขาอยู่หอเดียวกันนะเว้ย อยู่ในห้องด้วยกันสองคนไม่มีทางที่จะไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นได้...เอ...หรือจะไม่มีจริงๆ?”

ประโยคสุดท้ายฮันกยองยิ้มกรุ้มกริ่ม ซีวอนลอบมองอย่างรู้ทัน

“คิดอะไรน่ะฮะเกิง?”

“เปล๊า!”

“อืม...แต่ก็อาจจะจริง...บางทีเวลามันอยู่ด้วยกันสองต่อสองอาจจะทำอะไรที่ไม่ต้องใช้คำพูดก็ได้...” ซีวอนเริ่มจินตนาการ

“ในหอของคนอื่นเขาไม่ได้เป็นเหมือนเราทุกคู่หรอกนะ!”

“เป็นยังไงเหรอ?” ซิมบ้าได้ทีย้อนถาม ฮันกยองเจอคำถามแบบนี้ไม่ให้สะอึกคงไม่ได้

“...ก็...”

“ฮ่าฮ่า อธิบายไม่ถูกเหรอ?” ซีวอนแกล้งพลางหัวเราะขำ ฮันกยองเงยหน้าขึ้นจากการมองพื้นทราย ตั้งใจจะส่งสายตาขุ่นเคืองไปให้เจ้าตัวดีที่เอาแต่ดักทาง

เขาอยู่นั่น ทว่าก่อนที่สายตานั่นจะถ่ายทอดไปถึงอีกฝ่าย...อันที่จริงมันยังไม่ทันถ่ายทอดเลยต่างหากเพราะซีวอนไม่มีทีท่าสนใจสักนิดว่าเขาจะคิดอย่างไร ร่าง

สูงบนชิงช้าที่แม้จะแข็งแรงแต่ก็ยังน้อยกว่าซีวอน ถูกมือใหญ่ดึงเข้ามาหาตัวโดยไม่ทำให้เขาตกจากชิงช้าได้...

...พลันริมฝีปากหนาก็ประทับทาบลงบนปากนุ่มของฮันกยอง...

เด็กหนุ่มชาวจีนเบิกตาโพลงอย่างคาดไม่ถึง ก่อนจะค่อยๆพริ้มตาลงเมื่อรสจูบนั้นกลับกลายเป็นอ่อนโยนแทนที่จะคุกคามอย่างตอนแรก ดวงจันทร์กลมโตที่

เพิ่งโผล่พ้นจากหมู่เมฆสาดแสงกระจ่างลงมากระทบลานสนามเด็กเล่นเผยให้เห็นเงาของคนสองคนที่กลมกลืนราวกับเป็นร่างๆเดียว…

ซีวอนขยับริมฝีปากแต่ยังคงเกลี่ยหาความหวานจากฮันกยองไม่ยอมละไปไหน ลมหายใจของทั้งคู่ติดขัดและขาดห้วง แต่ถึงกระนั้นฮันกยองก็ไม่คิดจะขัดขืน

อะไร...

...ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซีวอนกับเขาจูบกันหรอก...ไม่ต้องตกใจ...และไม่ต้องคิดเลยเถิดไปด้วยว่าเรามีอะไรกันหรือเปล่า เพราะเรื่องระหว่างเรา...มันเกินเลย

มากกว่าการแค่ไปรับไปส่งกับการกินข้าวด้วยกันแทบทุกมื้อมาตั้งนานแล้ว...

...จูบแสนหวานที่เนิ่นนานยังไม่ยอมจบลงง่ายๆ เพราะซีวอนเอาแต่คลอเคลียอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น...ดีที่ไม่มีใครมาป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณสนามเด็กเล่นยามดึก

เช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่มีใครเห็นว่าเขาสองคนกำลังทำอะไรกัน...

...ไม่มีใครนอกจากพระจันทร์ ดวงดารา แมกไม้ และท้องฟ้า...

...ไม่นี่ พวกเขาสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน มีใครเคยเห็นพวกเขาจูบ เดินจูงมือ หรือแม้แต่พูดจาหวานๆใส่กันไหม?...ไม่เคยเห็นสักหน่อยนี่? อย่ามาพูด

โมเมเอาเองนะว่าพวกเขาคิดอะไรกันเกินเลยกว่าคำว่า ‘เพื่อน’…ไม่เห็นมีพยาน...ไหนล่ะหลักฐาน?...

...แต่หากคุณจะลองเงยหน้าถามฟ้าดูว่าซีวอนกับฮันกยองรักกันแค่ไหน?...

...ฟ้าอาจจะให้คำตอบที่ไม่เหมือนใครกับคุณก็ได้...

ซีวอนยอมละริมฝีปากออกในที่สุด สายตาหวานทอดมองฮันกยองอย่างหวงแหนเมื่อเห็นอีกฝ่ายหอบเอาอากาศเข้าปอดเพราะจูบนั่นทำให้เขาหายใจไม่ทัน คน

ร่างสูงกว่ายกมือขึ้นปัดเศษผมนุ่มที่ตกลงมาปรกหน้าผากเนียนของฮันกยองให้ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหูพลางกระซิบเสียงเบา...

... “คืนนี้ขอทีนึงนะ...” ...

 


The End.